“วันอำลาของคนตรง”
โดย....ป.ยุทธ
ข้าพเจ้าขับรถเครื่องไปตามถนนลูกรังท่ามกลางสายหมอกอันเยียบเย็นที่เกาะกลุ่มเป็นทิวขาวปกคลุมไปทั่วบริเวณ ขอบฟ้าด้านทิศตะวันออกปรากฏดวงตะวันลูกกลมโตสีส้มค่อยๆ โผล่สาดแสงอันอบอุ่น
ตอซังข้าวที่ถูกเก็บเกี่ยวไปไม่นานตั้งเรียงรายสลับหญ้าวัชพืชที่ดอกเหลืองอร่ามไปทั่วท้องทุ่งนาสองข้างทาง
ข้าพเจ้าพยายามถนอมรถเครื่องของทางราชการโดยการเลี้ยวหลบหลุมอันขรุขระตามสภาพถนนลูกรังที่เคยถูกน้ำท่วมขังกัดเซาะตั้งแต่ช่วงหน้าฝนที่ผ่านมา และดูเหมือนว่าถนนในชนบทมักเป็นอย่างนี้เมื่อผ่านพ้นหน้าฝนล่วงเลยมาไม่นานนัก แทบทุก ปีที่ อบต.จัดงบที่มีอยู่เพียงเล็กน้อยลงไปซ่อมแซม แต่ก็แก้ปัญหาได้เฉพาะหน้าเพราะถึงคราหน้าฝนปีต่อมาก็หมือนเดิมอีก ต้องเจียดงบไปซ่อมอีกเป็นวัฐจักรไม่มีที่สิ้นสุดจนกว่ารัฐบาลจะจัดงบก้อนโตลงมาสร้างเป็นถนนลาดยาง
รถยนต์ รถเครื่องที่แซงและสวนทางกันไปมาจะเป็นรถข้าราชการครู เจ้าหน้าที่อนามัยตำบลที่ข้าพเจ้ารู้จัก พวกเขากำลังเดินทางไปทำงาน ข้าราชการเหล่านี้เป็นหัวเรี่ยวหัวแรงในการพัฒนาท้องถิ่นชนบทตามหน้าที่ที่ตนได้รับมอบหมาย แต่...จะมีใครบ้างเท่านั้นที่มาด้วยอุดมการณ์ อันสูงส่งอย่างจริงใจ หรือว่ามาด้วยอย่างจำใจชนิดเลือกไม่ได้
ข้าพเจ้ารถจอดหน้าสำนักงาน อบต. แล้วเดินเข้าไปในที่โต๊ะทำงาน
“ปลัดมาทำงานแต่เช้าเชียวนะครับวันนี้” ภารโรงทักขณะมือถือไม้กวาดพร้อมที่รองรับขยะ
“ผมมีรายงานด่วนจะส่งอำเภอน่ะ” ตอบพลางนั่งลงที่เก้าอี้ก่อนเอนตัวหันไปทอดสายตาออกนอกหน้าต่างมองทิวเขาที่ตระหง่านเป็นทิวแถว
สายหมอกที่ปกคลุมทิวเขาลอยอ้อยอิ่งเหมือนไม่มีทุกข์ร้อน
เสียงแคนดังแว่วมาจากหมู่บ้าน ...เป็นสัญญาณขับกล่อมผู้คนให้กระตือรือร้นสู้ชีวิตหลังสู้ฟ้าหน้าสู้ดินอันเป็นกิจวัตรประจำวัน ไม่นานนักชาวนากลุ่มใหญ่หาบคอนตะกร้าเดินผ่านหน้า อบต. มุ่งสู่ไร่นาของตน
นึกถึงเพื่อน ๆ ที่จบด้านรัฐศาสตร์รุ่นเดียวกัน หลายต่อหลายคนทำงานกับบริษัทเอกชนเงินเดือนหลายหมื่นบาทอยู่ในวงการไฮโซ ดูแล้วต่างจากข้าพเจ้าชนิดหน้ามือกับหลังมือ พวกเขาเคยชวนไปทำงานด้วย แต่ข้าพเจ้าปฏิเสธไป อาจเป็นว่าความหยิ่งในศักดิ์ศรีของตัวเอง จึงมองไปว่าการทำงานเช่นนั้นเป็นทาสรับใช้นายทุน ตัวเองเหมาะสำหรับที่อย่างนี้เสียมากกว่า และอุทิศตนที่จะพัฒนาให้ชาวบ้านได้อยู่ดีกินดี มีรายได้ ไม่ถูกเอารัดเอาเปรียบจากสังคม
![]() |
![]() |
![]() |
ชาวบ้านยากจนทั้ง ๆ ที่พวกเขาขยันขันแข็ง ทำไร่ ทำนา แต่โครงสร้างทางสังคม การเอารัดเอาเปรียบจากนายทุนบางคน หรือแม้แต่รัฐยังกระจายรายได้ที่ไม่เท่าเทียมกันในแต่ละพื้นที่ ตลอดจนราคาพืชผลทางการเกษตรตกต่ำต่างหากล่ะ ที่ทำให้พวกเขายากจนอยู่ทุกวันนี้
สองปีที่อยู่ที่นี่ข้าพเจ้าได้วางแผนพัฒนาในหลาย ๆ ด้าน ไม่ว่าจะเป็นด้านกลุ่มอาชีพ การเกษตรครบวงจรตามพระราชดำรัส การจัดตั้งกองทุนศูนย์สาธิตการตลาดโดยมีเงินปันผลคืนกำไร ด้านภัยแล้งได้ขุดลอกลำห้วย และก่อสร้างฝายกักเก็บน้ำเพื่อให้หน้าแล้งมีน้ำทำการเกษตร ด้านเยาวชนได้ส่งเสริมการใช้เวลาว่างในเล่นกีฬาไม่หันเข้าหายาเสพติด โดยจัดการแข่งขันกีฬาต้านยาเสพติดทุก ๆ ปี จนโครงการทั้งหลายเหล่านี้ล้วนประสบผลสำเร็จได้รับความนิยมชมชอบจากชาวบ้านในตำบล ทั้งสิ้น
ทุกวันนี้ชาวบ้านได้ลืมตาอ้าปากขึ้นมาก็เพราะความร่วมมือ ร่วมแรง ร่วมใจของพวกเขาเอง
“ปลัดอย่าย้ายไปไหนนะครับ” ชาวบ้านเคยพูดกับข้าพเจ้าไว้
การปฏิบัติหน้าที่ของข้าพเจ้าจึงตรงไปตรงมา เพื่อรักษาผลประโยชน์ของชาวบ้านบวกกับนิสัยที่ไม่ชอบการเอารัดเอาเปรียบในสังคม
แต่ด้วยเหตุนี้จึงทำให้คนบางกลุ่มเสียผลประโยชน์ อย่างเช่นเดือนที่ผ่านมา วันนั้นข้าพเจ้ายังจำได้ดี มีผู้รับเหมามาขอรับเหมางานพร้อมเสนอผลประโยชน์ให้
“ผมขออนุญาตไม่รับนะครับ เพราะผมไม่เดือดร้อนเรื่องเงิน ส่วนงานใครเสนอราคาต่ำสุดเราก็เอาคนนั้นแหละครับ เพื่อประหยัดงบประมาณของทางราชการ” เว้นระยะ
“แต่ถ้า หากรู้ว่ามีการฮั้วประมูลกันล่ะก็ ผมจะประกาศยกเลิกงานนั้นทันที ” ข้าพเจ้าปฏิเสธไป
อีกครั้งที่ผู้รับเหมารายหนึ่งขอเบิกเงินค่าจ้างเหมาก่อสร้างถนนลูกรัง แต่การตรวจรับงานยังไม่ได้ตามแบบ ข้าพเจ้าจึงปฏิเสธที่จะจ่าย
“ คุณปลัด…งานขาดนิดขาดหน่อยอนุโลมกันบ้าง เอางี้ผมให้ 5 เปอร์เซ็นต์เลย ” เขาต่อรอง
“เท่าไหร่ผมก็รับไม่ได้หรอกครับ เอาเป็นว่าทำงานเพิ่มเติมให้ได้ตามแบบแล้วผมจะเบิกให้ทันที ” ข้าพเจ้าพยายามประนีประนอม
“ ผมไม่เชื่อหรอกว่าปลัดไม่ต้องการเงิน มนุษย์หน้าไหนทำงานก็เพื่อเงินทั้งนั้นแหละ รับไปเถอะครับ หรือว่ามันน้อยไป งั้นผมยอมขาดทุนให้เพิ่มเป็น 7 เปอร์เซ็นต์เลยก็ได้” ผู้รับเหมายังง้อไม่เลิก
“ ขอโทษนะครับ ผมนัดประชุมชาวบ้านไว้ ขอตัวก่อน ” ข้าพเจ้าเลี่ยงหนีไม่อยากต่อล้อต่อเถียง
ความจริงแล้วเงินใคร ๆ ก็อยากได้เหมือนผู้รับเหมาว่า แต่การได้มาโดยทุจริตอาจถูกตั้งกรรมการสอบสวนทางวินัย และถูกไล่ออกจากราชการ ซึ่งข้าพเจ้ารับไม่ได้
ครั้งล่าสุด เรื่องค่อนข้างรุนแรง เมื่อมีงบประมาณถ่ายโอนลงมาสร้างถนนลาดยาง 10 ล้านบาทผ่านเขตพื้นที่ อบต. ที่รับผิดชอบ ข้าพเจ้าถูกแต่งตั้งเป็นกรรมการตรวจรับงานจ้างร่วมกับคณะกรรมการจากจังหวัด เมื่อโครงการแล้วเสร็จ ข้าพเจ้าไปตรวจรับงาน โครงการกลับไม่ได้ตามแบบ ผู้รับเหมาราดยางผิวถนนน้อยกว่าความเป็นจริงทำให้มองเห็นก้อนหินโผล่ผิวจราจรขรุขระ ข้าพเจ้าจึงไม่เซ็นให้
“ท่านปลัดต้องเห็นใจทางผมนะครับ ต้องจ่ายหลายด่านหมดไปไม่น้อย ถ้าทำตามแบบขาดทุนแน่ เห็นใจด้วย” ผู้รับเหมาชี้แจง
“ถ้าทำตามที่คุณขอก็เท่ากับว่าผมทุจริตต่อหน้าที่” ข้าพเจ้าพยายามทำความเข้าใจ
“นี่ไม่ใช่ว่าผมจะให้ปลัดเซ็นให้ฟรี ๆ นะครับ ผมเคลียอยู่แล้ว นี่ไงครับถ้าปลัดเซ็นแล้วรับไปเลย” พูดจบผู้รับเหมาวางซองขาวไว้บนโต๊ะ
“ไม่…คุณเข้าใจผิดไม่ใช่ยังงั้น… คุณทำงานเพิ่มเติมให้ดูดีกว่านี้ผมก็เซ็นให้ แค่นี้เอง” ข้าพเจ้าลุกจากเก้าอี้ไปยืนที่หน้าต่างโดยไม่สนใจซองนั้น ผู้รับเหมาหยิบซองขาวกลับไปอย่างอารมณ์เสีย
“โครงการนี้เป็นของนักการเมืองระดับประเทศเชียวนา.. เซ็นให้เขาก็สิ้นเรื่อง
อย่าเรื่องมากเลยเดี๋ยวเดือดร้อน” เจ้าหน้าที่จากอำเภอโทรศัพท์บอกข้าพเจ้า
วันต่อมา นายอำเภอเรียกตัวข้าพเจ้าไปพบ
“ปลัด... ผู้รับเหมามาร้องเรียนกับผมว่าคุณเรียกเงินค่าเซ็นตรวจรับงานกับเขาจริงมั้ย” นายอำเภอซักเมื่อข้าพเจ้านั่งลงตรงหน้า
“ไม่จริงครับท่าน เขาต่างหากที่เสนอให้... แต่ผมไม่รับ” ข้าพเจ้าชี้แจง
“ไม่รู้ล่ะนะ เห็นเขามาร้องเรียนดีที่ไม่มีหลักฐาน และเขาบอกว่าไม่เอาเรื่อง ไม่เช่นนั้นปลัดถูกตั้งกรรมการสอบสวนความผิดวินัยร้ายแรงแน่… ถึงขั้นออกจากราชการเชียวนะไม่ใช่เรื่องเล่นๆ” นายอำเภอเว้นระยะก่อนพูดต่อ
“โครงการนี้ไม่ธรรมดาแล้ว ถึงขั้นเจ้านายจากจังหวัดโทรมาให้ผมช่วยดูให้ เอาเป็นว่าผมฝากปลัดอีกทีก็แล้วกัน อะไรถ้าไม่เหลือบ่ากว่าแรงก็ให้ผ่าน ๆ ไปเถอะ”
“ครับท่าน …. แต่นี้มัน..” ข้าพเจ้าพยายามจะอธิบาย แต่ถูกตัดบท
“ผมเข้าใจว่าปลัดหนักใจ แต่ก็พิจารณาดูก็แล้วกัน ขอโทษนะ ผมมีงานด่วนต้องทำ” ข้าพเจ้าเดินออกจากห้องนายอำเภออย่างสับสน
“อย่าตรงมากนักเดี๋ยวชนตอ นะเว้ย”
“เราก็ต้องฟังเจ้านายเขาด้วยฯ นะเพื่อนเพื่อความปลอดภัยในหน้าที่การงาน”
“เรามันผู้น้อยไอไม่ดังหรอกเพื่อนเอ๋ย แต่…ยังไง ๆ ก็ระวังตัวด้วยนะ พวกเราเป็นห่วง” เพื่อน ๆ ปลัดเตือนเมื่อพบกันในวันประชุมประจำเดือนที่อำเภอ
000000000
หลังเลิกงานข้าพเจ้าขี่รถกลับบ้านอย่างเนิบช้า พลางครุ่นคิดเรื่องราวเมื่อช่วงกลางวัน ผู้รับเหมามาขอร้องให้เซ็นตรวจรับงานเป็นครั้งที่สองหลังจากเว้นระยะสาม – สี่วัน
“ผมต้องขอโทษจริง ๆ ครับ ถ้ายังไม่ลงยางเพิ่ม...ผมคงเซ็นตรวจรับให้ไม่ได้ ” ข้าพเจ้ายังยืนยันและแน่วแน่อย่างไม่กลัวเกรง
“โอเค..ถ้าปลัดไม่เซ็นก็จงระวัง...เดือดร้อนแน่ขอบอก อย่าหาว่าไม่เตือนก็แล้วกัน” ผู้รับเหมาออกไปอย่างหุนหัน
ข้าพเจ้าเพ่งมองรถเครื่องหลายคันที่จอดอยู่บริเวณเชิงสะพานข้างหน้า มีวัยรุ่นสี่-ห้าคน
จับกลุ่มกันอยู่
“จอดก่อน…พี่…จอดก่อน” หนึ่งในกลุ่มโบกมือเรียกข้าพเจ้าจอดรถ..แล้วถามออกไป
“มีอะไรให้ช่วยไหมครับ… ”
“พี่เป็นปลัด อบต.นี้ใช่ไหม” วัยรุ่นคนเดิมถามสีหน้าขึงขัง
“ใช่ครับ” ข้าพเจ้าตอบพร้อมรอยยิ้มอย่างเป็นมิตร
สิ้นเสียงตอบหนึ่งในกลุ่มกระโดดถีบข้าพเจ้ากระเด็นตก ส่วนรถก็คว่ำไม่เป็นท่า ข้าพเจ้ารีบลุกขึ้นอย่างตกใจ ยังไม่ได้ถามสาเหตุ เท้าของอีกคนหวดที่กลางหลังจนเซถลาไปข้างหน้าไป จึงตัดสินใจเตะถีบป้องกันตัวเป็นพัลวัน และแล้ว...วินาทีนั้นสติของข้าพเจ้าก็ดับวูบเมื่อมีของแข็ง ๆ มากระทบที่ท้ายทอย
แสงจากหลอดไฟส่องสว่างไปทั่วห้อง แต่ข้าพเจ้าดูช่างรางเลือนเสียเหลือเกิน เมื่อขยับกาย แต่ปวดระบมไปหมดทั้งเนื้อทั้งตัว พร้อมสายน้ำเกลือระโยงระยางเกะกะ
“หัวหน้าฟื้นแล้ว โอ๊ะ…อย่าค่ะ อย่าเพิ่งขยับตัวนะคะ เสียงใครคนหนึ่งที่นั่งอยู่ข้าง ๆ เตียงร้องบอก ข้าพเจ้าหันไปตามเสียงนั้นอย่างช้าๆ
“อ้าว...นงคราญเหรอ หัวหน้าเป็นอะไรไปนี่”
“ หัวหน้าถูกทำร้าย โชคดีที่ครูสุชาติกำลังจะกลับบ้านมาพบเข้า พวกมันเลยหนีไปแล้วก็พาหัวหน้าส่งโรงพยาบาลนี่แหละ… รู้ไหมคะว่าหัวหน้าสลบไปทั้งคืนเชียว” นงคราญเล่าเรื่องราวให้ฟัง
นึกประมวลเหตุการณ์ ใครกันที่ทำร้าย คงมีผู้อยู่เบื้องหลังวัยรุ่นกลุ่มนี้แน่
“แล้วเธอมาตั้งแต่เมื่อไหร่ล่ะ” ข้าพเจ้าหันไปที่เธอ
“เอ่อ... มาตั้งแต่เมื่อคืนนี้ค่ะ”
“นี่...แสดงว่าเธอดูแลหัวหน้าทั้งคืนเลยนะสิ”เธอพยักหน้าพร้อมรอยยิ้มอย่างเต็มใจ ข้าพเจ้ามองเธออย่างซาบซึ้งในบุญคุณ เธอเอียงอายหลบสายตา
นงคราญเธอเป็นลูกน้องที่ข้าพเจ้าชื่นชอบคนหนึ่งไม่ว่าจะเป็นอุปนิสัยใจคอ ความขยันในหน้าที่การงาน และอีกอย่างที่ถูกใจคือใบหน้าใสๆ รับกับเส้นผมที่ยาวสลวยของเธอ เล่นเอาเผลอแอบมองเธอบ่อยครั้งเมื่ออยู่ที่ทำงาน ในบางครั้งทำให้สดชื่นหายเหนื่อยได้เช่นกัน ชีวิตหนุ่มโสดอย่างข้าพเจ้าหมกมุ่นอยู่กับงานตลอดจนแทบไม่มีเวลามองสาว ๆ ที่ไหนนอกจากเธอ คิดแล้วอดที่จะชอบเธอไม่ได้ เสียแล้ว
เสียงเคาะประตูพร้อมเปิดออก ผู้ที่ก้าวเข้ามาคือเพื่อน ๆ ปลัดสาม-สี่คน
“เป็นไงบ้างเพื่อน วันนี้พวกเรามาเยี่ยม” คนหนึ่งพูดขึ้น
“มีหนังสือจากจังหวัดมาถึงนาย” อีกคนว่าพร้อมยื่นให้
“ขอบใจ…หนังสืออะไรเหรอ” ข้าพเจ้าถามอย่างสงสัยและอยากรู้
“ไม่รู้สิ”
เพื่อน ๆ กลับไปแล้วข้าพเจ้านอนนิ่ง ความคิดสับสน นี่หรือคือรางวัลตอบแทนสำหรับการทำงานอย่างตรงไปตรงมาผลลัพธ์กลับเป็นเช่นนี้ คิดไปคิดมาน้ำตาเอ่อซึมอย่างไม่รู้ตัว และต้องแกล้งหลับก่อนที่นงคราญจะเห็นความอ่อนแอของข้าพเจ้า
รถสองแถวโดยสารจอดหน้าที่ทำการ อบต. ข้าพเจ้าก้าวขึ้นพร้อมกระเป๋าใบใหญ่ ก่อนรถจะเคลื่อนข้าพเจ้าโบกมือลาชาวบ้านและลูกน้องที่มายืนส่ง แล้วทอดสายตาไปที่นงคราญ เธอโบกมือให้พร้อมรอยยิ้มที่แสนเศร้า พลันน้ำตาของเธอก็พรั่งพรูลงอาบแก้มใสๆ เธอเดินเข้ามาหาจนได้ยินเสียงสะอื้น แล้วอ้าปากจะเอ่ย แต่แล้ว.. รถก็ค่อยๆ เคลื่อนออก เธอเดินกึ่งวิ่งตามมา จนเส้นผมที่สลวยของเธอพลิ้วไหว
“หัวหน้าคะ...กลับมาเยี่ยมพวกเราด้วยนะคะ...” เธอพูดกึ่งตะโกน ภาพนั้นค่อยๆ ห่างออกไป… ห่างออกไป จนเลือนหายไปกับฝุ่นลูกรังที่ฟุ้งกระจาย ข้าพเจ้ารู้ตัวว่าปวดร้าวลึกในจิตใจ พลางนึกถึงหนังสือที่ได้รับ ใช่… แม้ว่าทางการจะมีคำสั่งย้ายออกไปจาก อบต. แห่งนี้ แต่เชื่อเถอะไอ้คำสั่งนี้มันไม่สามารถย้ายใจของข้าพเจ้าไปจากที่แห่งนี้ได้หรอก … ก้อนอะไรบางอย่างมากระจุกที่ลำคอต้องกลืนน้ำลายขับไล่ แต่มันช่างจะยากเย็นแสนเข็ญเสียเหลือเกิน ตาต้องกระพริบถี่ๆ เพื่อสกัดกั้นน้ำอันหวงแหนของลูกผู้ชายไม่ให้มันไหลออกมา แต่...จนแล้วจนรอด..มันยังดื้อดึงออกมาจนได้…

ดาวน์โหลดเรื่องเล่าเป็นไฟล์ pdf คลิกที่นี่
๑๔ ตุลาคม ๒๕๕๒