บันทึกรักนักดับเพลิง บทที่ ๓
ตอน  พยาบาลที่รัก

โดย...ป.ยุทธ
๑๑ มกราคม ๒๕๕๓

            สิ้นแสงตะวันข้าพเจ้าก้าวเข้าร้านเหล้าประจำอำเภอ   ไม่นานนักเหล้าพร้อมกับแกล้มที่สั่งถูกยกออกมาวางตรงหน้า สาวสองนางนั่งประกบข้างซ้ายขวารินเหล้าให้อย่างเอาอกเอาใจ  
             หลายคืนแล้วที่ข้าพเจ้ากลายเป็นชายขี้เมาเช่นนี้ ใช่...ก็เพราะความรักเป็นพิษนั่นแหละ รักที่ผิดหวังชอกช้ำ จะมีอะไรดีไปเสียกว่าการดื่ม-ดื่มเพื่อลืมเธอ
            สาวๆ ในร้านเหล้าช่างเอาอกเอาใจข้าพเจ้าเสียเหลือเกิน   พวกหล่อนรินเหล้ายกใส่ปากให้ แล้วตามด้วยกับแกล้ม ยัง... ยังไม่พอพวกหล่อนยังยกเอาแขนข้าพเจ้าไปโอบกอดที่ไหล่ของพวกหล่อนแล้วยิ้มหัวเราะอย่างพึงพอใจ
            เสียงเพลงเบาๆ ขับกล่อม  พร้อมสุรานารีชวนให้หลงใหลเคลิบเคลิ้ม  ลืมทุกข์ ลืมโศก ลืมความผิดหวังทั้งหลายทั้งปวงเสียจนหมดสิ้น
 เวลาผ่านไปแสนรวดเร็ว
            “พี่ร้านจะปิดแล้วครับ คือว่า...เราปฏิบัติตามนโยบายรัฐบาลน่ะครับ” บ๋อยกระซิบบอก
            ข้าพเจ้าสั่งเช็คบิล ก่อนเดินเซ ออกจากร้านไปที่รถ น้องนางที่คลอเคลียเดินตามมาส่งยกมือไหว้อย่างอ่อนช้อย ก็ใช่สิในเมื่อพวกหล่อนได้ตังค์นี่  ข้าพเจ้าไม่ได้คำนวณหรอกว่าค่าใช้จ่ายทั้งหมดเท่าไหร่ แต่ที่แน่ๆ พกมาสามพันไม่มีเหลือแม้แต่บาทเดียว
           
ถนนเวลานี้ว่าง จึงไม่ค่อยมีปัญหาสักเท่าไหร่กับการขับรถส่ายไปมาเหมือนงูเลื้อยของข้าพเจ้า  แต่แล้ว...
         “เฮ้ยอะไรกันวะ” ข้าพเจ้าร้องเสียงหลง
             กลุ่มมอเตอร์ไซค์หลายสิบคันเหมาถนนมาเป็นพรืด  พุ่งมาด้วยความเร็วสูง แสงไฟส่องมากระทบตาจนพร่ามัว  ด้วยสัญชาตญาณข้าพเจ้าหักหลบอย่างแรง   เสี้ยววินาทีนั้นมีความรู้สึกว่าตัวเองลอยละลิ่ว
        โครม......
         เป็น เสียงที่ได้ยินครั้งสุดท้ายก่อนสติดับวูบ
 
           ข้าพเจ้าค่อยๆ ลืมตาขึ้น  ภาพที่เห็นรอบข้างช่างเลือนราง  ต้องค่อยๆ หรี่ตาแล้วกวาดมองไป
รอบๆ จนดูชัดขึ้นมาบ้าง   สายน้ำเกลือโยงที่แขน   
         “ฟื้นแล้วหรือคะ”  เสียงหวานใสถามขึ้น
            ข้าพเจ้าหันไปทางเสียงนั้นอย่างยากเย็น ความปวดระบมวิ่งทั่วร่าง  เจ้าของเสียงในชุดขาว ใบหน้าอันแสนหวานขาวใสรับกับชุดที่แต่ง เล่นเอาข้าพเจ้าตาค้างเสียจนแทบหายจากเจ็บปวด แต่เพื่อความแน่ใจว่าตาไม่พร่ามัวหรือฝาดไปจึงกระพริบถี่ๆ  สุดท้ายเธอก็ยังสวยเหมือนเดิม
        “ผมเป็นอะไรไปหรือครับคุณพยาบาล”  ข้าพเจ้าถามพลางชำเลืองที่ป้ายชื่อเธอที่หน้าอกขณะที่เธอฉีดยาเข้ากระปุกน้ำเกลือ  ‘มาลินี’ โอรูปก็งามนามก็เพราะ  
        “คุณไม่รู้ตัวอีกเหรอคะว่าเกิดอุบัติเหตุ  ก็คุณเมาเหล้าขับรถลงข้างทาง  ดีนะที่รัดเข็มขัดนิระภัย ไม่งั้นคงเละ  นี่ล่ะหนาเมาแล้วขับกฎหมายเขาก็ห้ามไว้”  เธอพูดตำหนิเสียจนข้าพเจ้าเงียบละอายใจ ก่อนที่จะพูดเสียงอ่อยๆ
       “ไม่ทราบว่าผมสลบไปนานหรือเปล่าครับ”  
       “อ๋อ...ตั้งแต่ตีสาม จนถึงเดี๋ยวนี้ก็แปด-เก้าโมงแล้ว”  เธอตอบขณะตรวจวัดความดันที่แขน 
       ข้าพเจ้านึกประมวลเหตุการณ์ ใช่แล้ว...เกือบไปแล้วเรา

           สามวันข้าพเจ้าก็ออกจากโรงพยาบาลมาทำงานต่อ  แต่อดที่จะคิดถึงสาวพยาบาลคนสวยคนนั้นไม่ได้ โอ...หากได้เธอเป็นแฟนคงดีไม่น้อย แต่คงเป็นเรื่องยากเราคงไม่กล้าไปจีบเธอหรอก ชายขี้เมาอย่างเราสาวๆ ที่ไหนจะสนใจ  ยิ่งเธอเป็นพยาบาลด้วยซ้ำคงไม่ถูกกับพวกขี้เหล้าเมายา  อย่าหวัง แต่...ถ้าหากเราเลิกดื่มล่ะ  แล้วทำตัวดีๆ เป็นสุภาพบุรุษ จากนั้นก็ค่อยหาทางไปทำความรู้จักเธอให้มากขึ้น ความพยายามอยู่ที่ไหนความสำเร็จต้องอยู่ที่นั่น สู้ๆ สู้โว้ย
      “หัวหน้าครับ เจ้านายเชิญพบ”  เสียงลูกน้องทำให้ตื่นจากภวังค์

         ผู้บังคับบัญชาชี้มือที่เก้าอี้เมื่อข้าพเจ้าทำความเคารพ
       “เป็นยังไงหายดีหรือยัง”
       “ครับ  ค่อยยังชั่วแล้วครับ” ข้าพเจ้าตอบ
        “หมู่นี้เป็นไง  ได้ข่าวว่าดื่มหนัก  เป็นอะไร ดูซิสารรูปดูไม่ได้  หนวดเคราหรือก็ไม่โกน  ทำไมถึงเป็นยังงี้ ช่วยบอกหน่อยซิ”  ผู้บังคับบัญชาส่ายหน้า  
        “ผมเอ่อ....” ข้าพเจ้าพูดไม่ออก
        “นี่หนังสือแจ้งให้เข้ารับการฝึกอบรมหลักสูตรการกู้ภัยหนึ่งสัปดาห์  ไป...ไปเตรียมตัวเดินทาง เสร็จแล้วรีบกลับมาปฏิบัติหน้าที่ในช่วงเทศกาลสงกรานต์ อ้อ...  อย่าลืมไปตัดผมโกนหนวดเคราด้วยล่ะ”
         “ครับผม”  ข้าพเจ้ารับเอาหนังสือก่อนเดินออกมาจากห้องผู้บังคับบัญชา

           ข้าพเจ้าหิ้วกระเป๋าใบใหญ่ก้าวขึ้นรถทัวร์  มุ่งหน้าสู่ศูนย์ฝึกที่กรุงเทพมหานคร
หลักสูตรการฝึกหนักมาก  ไม่มีเวลาคิดถึงใคร ต้องตื่นแต่เช้ามืดเข้าแถววิ่ง  สายเข้าห้องเรียนทฤษฎี บ่ายลงภาคสนามฝึกปฏิบัติ ภาคค่ำอบรมต่อจนถึงสามทุ่ม อย่างนี้ทุกวันจนครบหลักสูตร    

               เทศกาลสงกรานต์มาถึง ข้าพเจ้าได้รับคำสั่งนำลูกน้องไปกางเต็นท์อำนวยความสะดวกให้กับผู้ใช้รถใช้ถนน และเข้าเวรเฝ้าระวังเหตุที่นั่น ตามคำสั่งอำเภอร่วมกับฝ่ายต่างๆ ที่เข้ามาปฏิบัติหน้าที่อำนวยความสะดวกประชาชน ไม่ว่าจะเป็นฝ่ายตำรวจ ฝ่ายปกครอง   ฝ่ายสาธารณสุข  
             ขณะปลัดอำเภอหัวหน้าจุดตรวจประชุมขั้นตอนการปฏิบัติ   ข้าพเจ้าก็ต้องยิ้มอย่างตื่นเต้นเมื่อสายตาเหลือบไปเห็นเธอ-เธอคนนั้น พยาบาลสาวสวย ‘มาลินี’  เธออยู่ในเวรปฏิบัติการชุดเดียวกับข้าพเจ้า
           “สวัสดีครับคุณพยาบาลจำผมได้ไหมครับ”   ข้าพเจ้าทักเมื่อเลิกประชุม
            “อืม...”  ดูเธองุนงง
            “โธ่...ก็คนที่คุณเอ็ดว่าเมาแล้วขับจนเกิดอุบัติเหตุรถลงข้างทางให้คุณรักษา เมื่อต้นเดือนที่แล้วไงครับ” ข้าพเจ้าพูดจบส่งยิ้มให้
              “อ๋อ หรือคะ จำได้แล้วค่ะ แต่เอ...ทำไมตอนนั้นหน้าตาไม่เหมือนยังงี้นี่คะ”
             “เป็นไงครับหล่อขึ้นหรือครับ” พูดจบข้าพเจ้าหัวเราะ
            “ประมาณนั้นกระมังคะ” เธอประชดประชันเสียมากกว่า  ก่อนยิ้มให้แล้วขอตัวไปเช็คเครื่องมือตรวจวัดแอลกอฮอล์
            ข้าพเจ้าเดินไปสั่งลูกน้องที่รถดับเพลิง ก่อนเดินกลับมาที่เต็นท์ พลางแอบมองเธอ  ยิ่งมองยิ่งทำให้หัวใจเต้นโครมครามไม่เป็นจังหวะ  คนอาไร้สวยจริงๆ
           ตะวันบ่ายคล้อยแต่ยังสาดแสงแรงจ้าร้อนระอุมากระทบร่าง นานๆ ครั้งถึงจะมีลมพัดโชยเย็นๆ มาให้บ้าง   ข้าพเจ้านั่งกอดอกดูเจ้าหน้าที่ตำรวจตรวจรถแต่ละคันที่ผ่านไปมา ผู้คนบนท้ายรถกระบะตามท้องถนนสาดน้ำกันสนุกสนาน  มีคนขับรถบางคนที่ต้องสงสัยว่ามีอาการมึนเมาจะส่งมาให้เธอตรวจวัดแอลกอฮอล์   มีหลายรายเหมือนกันที่ถูกจับเมื่อเป่าแล้วเครื่องฟ้องว่ามีแอลกอฮอล์ในร่างกายเกินกว่าที่กฎหมายกำหนด  ข้าพเจ้าไม่มีหน้าที่อย่างอื่น   จึงอาสาช่วยเธอ
        “ขอบคุณนะคะหากไม่มีคุณช่วยคงแย่เหมือนกัน  ช่วงเทศกาลสงกรานต์นี้รถเยอะจริงๆ”
        “ยินดีครับ”  ข้าพเจ้ายิ้มดีใจที่เธอพอใจในการเข้าไปช่วยงาน
        “หกโมงเย็นก็จะมีผู้มาเปลี่ยนเวรแล้วล่ะค่ะ คุณล่ะคะออกเวรกี่โมง” เธอหันมาทางข้าพเจ้าหลังจากเสร็จสิ้นการตรวจวัดแอลกอฮอล์
         “อ๋อ  ผมอยู่ทั้งคืนครับ ..ว้านี่อีกชั่วโมงกว่าๆ คุณก็กลับแล้วซินะเหงาแย่เลย” พูดพลางทำหน้าหงอยๆ  
        “เดี๋ยวก็มีพยาบาลชุดใหม่เข้ามาแทนไม่เหงาหรอกค่ะ” เธอยิ้มให้   ข้าพเจ้าเห็นรอยยิ้มหวานแล้วอยากเก็บเอาไปนอนฝัน  ในใจอดโต้แย้งไม่ได้ว่าใครที่ไหนมาแทนก็แทนได้เฉพาะภารกิจการงานเท่านั้นแหละ ไม่มีใครมาแทนภารกิจหัวใจได้หรอก   พอเงยหน้าเห็นจ่าตำรวจจับแขนพาชายคนหนึ่งเดินมาทางเธอ
        “คุณพยาบาลครับ  เอาคนนี้เป่าหน่อย ดูอาการเมามากเลย แถมพยายามจะแหกด่านด้วย” จ่าตำรวจปล่อยแขนชายคนนั้นชั่วขณะ   ข้าพเจ้าดูเขาตาขวางๆ ไงชอบกลจึงขยับตัวเข้าไปเพื่อช่วยเธอจัดอุปกรณ์
         “ระวังหน่อยนะครับไม่น่าไว้ใจเลยคนนี่” ข้าพเจ้ากระซิบบอก
        “ค่ะ...มีคุณเป็นบอดี้การ์ดอย่างนี้ก็อบอุ่นแล้วค่ะ” เธอหันมาพูดด้วยเบาๆ จนได้กลิ่นหอมจากลมปาก   แล้วหัวเราะเห็นฟันเขี้ยวน่ารัก
            ขณะที่เธอเอาเครื่องเป่าตรวจวัดยื่นให้ชายคนนั้น  
            ฉับพลัน...ชายคนนั้นกระโดดคว้าเธอเข้ามาล็อคคอเธอพร้อมชักมีดปลายแหลมจากที่ซ่อนมาจี้ที่คอของเธอ  ทุกคนที่อยู่ตรงนั้นตกใจร้องเสียงหลงไปตามๆ กัน
         “ถ้าไม่อยากให้พยาบาลนี่ตาย เอากุญแจรถข้ามา” เขาร้องลั่น
         ทุกคนนิ่งเงียบตลึงงันเหมือนรูปปั้น
         “ใจเย็นๆ พี่ชาย  ค่อยๆ พูดค่อยๆ จากันก็ได้  อย่าทำอะไรเธอเลย” ข้าพเจ้าได้สติจึงพูดออกไปอย่างนิ่มนวล
            ตำรวจสี่-ห้านายชักปืนขึ้นมาแล้ว รายล้อมเข้าไป
         “ อย่าเข้ามาไม่งั้นพยาบาลนี้ตาย ถอยไป หรือว่าอยากเห็นนังนี่ตาย” เขาเอาคมมีดกดลงที่ลำคออันขาวผ่องของเธอ เวลานี้เธอหน้าซีดเผือดเหมือนไข่ต้ม  ข้าพเจ้าได้แต่มองด้วยความสงสารอย่างจับใจ  ตำรวจถอยออกมาคนละสอง-สามก้าวพลางลดปืนลง
          “ถอยก่อน  ถอยก่อนสงสัยมันเมายาบ้า” ร้อยตำรวจเอกสั่งลูกน้อง
          “นายต้องการอะไรบอกมาเลย แต่อย่าทำร้ายตัวประกัน”  ร้อยตำรวจเอกคนเดิมร้องถาม
          “ข้าต้องการไปจากที่นี่เร็วๆ เอากุญแจรถมาแล้วหลีกทางด้วย”  เขาแหกปากร้องขอ
          “ได้...ได้ใจเย็นๆ นะ เดี๋ยวขออนุญาตผู้บังคับบัญชาก่อน” นายตำรวจคนเดิมพูดพลางถอยหลังออกมา
          “ไม่ได้  ข้าจะไปเดี๋ยวนี้  เอากุญแจรถข้ามา”
          “พี่ชายใจเย็นๆ เดี๋ยวผู้กองเอากุญแจรถให้แล้วปล่อยคุณพยาบาลด้วย” ข้าพเจ้าตัดสินใจพูดออกไป เล่นเอาตำรวจหันมามอง     
           “ไม่...ข้าต้องเอานังนี่ไปเป็นตัวประกันด้วย  ไหนกุญแจรถข้าเอามาซิโว้ย”  เขาร้องพลางมองมาที่ข้าพเจ้าแล้วหันไปทางตำรวจ
              สถานการณ์เริ่มตรึงเครียด
           “ข้าหมดความอดทนแล้วนะเว้ย  เมื่อไหร่จะเอากุญแจมาซักที”  เขาหันรีหันขวาง
           เงียบไม่มีเสียงตอบจากตำรวจ
           “ใจเย็นๆ นะครับพี่ชาย ผมว่าเอามีดออกห่างๆ คอเธอหน่อยก็ดีนะครับสงสารเธอ”  ข้าพเจ้าพูดออกไปอย่างทนไม่ไหวเมื่อเห็นเธอเป็นเช่นนั้น นี่เธอคงไม่รู้หรอกว่าข้าพเจ้าเจ็บแทนเธอเป็นร้อยเท่าพันเท่า   สายตาของเธอมองมาที่ข้าพเจ้าอย่างวิงวอน
            “เอ็งเป็นใคร  ตำรวจเหมือนกันเรอะ” เขาร้องถาม
            “ไม่  ไม่ แค่ดับเพลิง”
            “งั้นเอ็งอยู่เฉยๆ ไม่ต้องพูด” เขาร้องบอกตาขวาง
“งั้น...พี่ชายเอาตัวผมเป็นตัวประกันแทนเธอได้มั้ย”
“ข้าบอกให้เอ็งหุบปาก” เขาเดือดดาล
           “ข้าทนไม่ไหวแล้ว  ไอ้ตำรวจคนนั้นมันหายไปไหนวะ อ๋อ...มันนึกว่าข้าไม่กล้าฆ่านังนี่ล่ะสิ  ได้ข้าจะทำให้ดู ” ดูเขาทำท่าจะเอาจริง ตำรวจที่รายล้อมยกมือห้าม
          “อย่า  อย่า ใจเย็นสิ ผู้กองติดต่อท่านรองอยู่  รอสักครู่เดี๋ยวมา” จ่าตำรวจคนหนึ่งพูดขึ้น
              หากเป็นเช่นนี้ไปนานๆ เธอคงไม่รอดแน่ เราต้องเสี่ยงเสียแล้ว ผิดเป็นผิด ข้าพเจ้าคิด ก่อนเดินไปหาลูกน้องที่รถดับเพลิงวางแผนก่อนกลับมาที่เดิม
           “เอางี้พี่ชาย ถ้าตำรวจไม่คืนกุญแจรถให้  ไปรถดับเพลิงผมก็ได้ ผมจะไปส่ง  แต่มีข้อแม้ว่าจะต้องไม่ทำร้ายเธอ”  สิ้นเสียงพูดทุกคนหันมามองข้าพเจ้า
           “อะไรกันหัวหน้าดับเพลิง ทำไมพูดอย่างนั้น มันไม่ใช่หน้าที่ของคุณนะ” จ่าตำรวจพูดขึ้น
          “ผมว่าดีกว่ารออยู่เฉยๆ จะทำให้สถานการณ์ตรึงเครียด ผมเป็นห่วงตัวประกัน” ข้าพเจ้าอธิบาย
          “ไม่ไปเว้ย ข้าจะไปรถข้า”  เขาร้องบอกตาขวาง
          “กุญแจเสียบอยู่ที่รถนายแล้ว ปล่อยตัวประกันแล้วไปเลย  พวกเราไม่จับนายแล้ว” ร้อยตำรวจเอกเข้ามาในวงห้อมล้อมบอก
           “บอกแล้วว่าไม่ปล่อยจะเอาไปเป็นตัวประกันด้วย   อย่าหลอกข้านะ  ถ้าหลอกข้าล่ะก็นังนี่เป็นศพ” ว่าแล้วเขากระชากตัวเธอเดินข้ามถนนไปที่รถกระบะของเขา   ถนนเวลานี้มีรถติดยาวเหยียด ไทยมุงห้อมล้อมมากขึ้น
          “นายเมามากแล้วนะ คงขับไปไม่ไหวหรอก  ใจเย็นๆ นะรอให้หายเมาก่อนค่อยไปก็ได้”  ร้อยตำรวจเอกร้องบอกอย่างต่อรอง
              เขาพาตัวประกันก้าวถอยข้ามถนนเป็นจังหวะเข้าใกล้รถดับเพลิง   แม้ว่าไม่เป็นไปตามแผนแรกที่วางไว้กับลูกน้อง  แต่ก็เข้าแผนสอง  ข้าพเจ้าจึงยกมือให้สัญญาณ
             ฉับพลัน... น้ำก็พุ่งออกจากหัวฉีดด้านบนของรถดับเพลิงตรงดิ่งที่กลางหลังของเขาอย่างรุนแรงโดยไม่คาดคิดและระวังตัว เขากับเธอเซถลามาข้างหน้า เป็นจังหวะที่เตรียมตัวอยู่แล้วข้าพเจ้ากระโดดเข้าไปคว้าดึงตัวเธอออกมาได้อย่างปลอดภัย  ส่วนชายคนนั้นถูกแรงน้ำฉีดจนล้มลงกับพื้นถนน    ทุกคนตลึงชั่วขณะ  ลูกน้องระดมฉีดน้ำใส่เขาอย่างไม่ยั้งให้ตั้งตัว   ข้าพเจ้าจึงยกมือให้สัญญาณหยุดฉีด
                เมื่อน้ำหยุดทุกคนเฮโลเข้าประชาทัณฑ์เหมือนนัดหมาย
          “อย่าครับอย่า...ปล่อยให้เป็นหน้าที่ของตำรวจเถอะครับ”  ตำรวจร้องห้ามลั่น จากนั้นก็เข้าจับตัวเขาไว้ในท่าสะบักสะบอม
          “คุณหัวหน้าดับเพลิงวางแผนโดยพละการอย่างนี้อันตรายนะครับ ทีหลังต้องปรึกษาผมก่อน มันไม่ใช่หน้าที่ของคุณ  หากเกิดอะไรขึ้นคุณรับผิดชอบไหวเหรอ” ร้อยตำรวจเอกหันมาตำหนิ
               ข้าพเจ้าได้แต่แบมืออย่างไม่มีความเห็น   ส่วนเธอมีเพื่อนประคองขึ้นรถตู้ของโรงพยาบาลออกไป
              เทศกาลสงกรานต์ผ่านไปไม่ถึงสัปดาห์  ขณะที่ข้าพเจ้ากำลังนั่งทำงานอยู่นั้น
              “มีโทรศัพท์ขอเรียนสายหัวหน้าครับ” ลูกน้องบอกขณะถือสายรอ
             “สวัสดีครับผมยุทธ หัวหน้าดับเพลิงกำลังรับสายครับผม”
             “สวัสดีค่ะ ฉันมาลินี คนที่คุณช่วยวันนั้นไงคะ คือว่าฉันอยากจะเลี้ยงข้าวเป็นการขอบคุณคุณค่ะ” เสียงหวานใสมาตามสายทำให้หัวใจข้าพเจ้าพองโตฉีกยิ้มอย่างลืมตัว

             รถเคลื่อนออกจากที่ทำงาน  ที่หมายร้านอาหารตามนัด นี่คงเป็นมิตรภาพแห่งการเริ่มต้นเป็นแน่แท้ทีเดียว  ใช่แล้ว เธอคือผู้หญิงที่จะเข้ามาแทนที่ว่างของหัวใจ  คนอาไร้ สวยจริงๆ  อย่างนี้ต้องจีบมาเป็นแฟนให้ได้  นี่ต้องเป็นรักที่สวรรค์ส่งมาให้เป็นแน่แท้เลยทีเดียว
             จอดรถหน้าร้านอาหาร ก่อนเดินเข้าไปข้างในอย่างมั่นใจ ก็ไอ้ร้านเดิมนะแหละ ร้านที่พาพิม พาสุดามากิน แต่...พอนึกถึงพิมกับสุดาแล้วอดหวั่นไม่ได้ ที่จริงแล้วไม่น่าจะนัดมาร้านแห่งความผิดหวังนี้เลย แล้วเราจะผิดหวังเหมือนเดิมหรือเปล่านี่ พอนึกถึงตรงนี้ ให้ตายสิ...ไม่นะไม่..ต้องไม่เหมือนเดิม เหมือนเดิมไม่ได้เด็ดขาด คิดพลางถอนหายใจขณะมองหาเธอ-เธอเดินออกมารับแล้วชี้มือไปที่โต๊ะที่สั่งอาหารไว้รอ แต่เอ๊ะ...โต๊ะนั้นมันไม่ว่างนี่ ข้าพเจ้าทำหน้างง
        “ถูกต้องแล้วค่ะ โต๊ะนี้แหละค่ะ ถูกแล้ว เชิญนั่งค่ะ” เธอชี้มือเมื่อเดินมาถึง   มีคนนั่งอยู่
        “เชิญครับ” ชายคนที่นั่งแต่งเครื่องแบบนายทหารยืนขึ้นพลางแบมือไปที่เก้าอี้ที่อยู่ตรงข้ามเขา   อ๋อพี่ชายเธอนะเอง  ข้าพเจ้าคิด
       “ขอแนะนำค่ะ” เธอหยุดพูดเมื่อถูกนายทหารคนนั้นยกมือห้ามไว้
       “ผมขอแนะนำตัวเองนะครับผมร้อยเอกชายชาญ” พูดจบยื่นมือมาจับ
       “ผมยุทธครับ ยินดีที่ได้รู้จักครับผู้กอง” ข้าพเจ้าแนะนำตัวขณะจับมือด้วย
        ข้าพเจ้านั่งลงแล้วยกแก้วน้ำขึ้นดื่ม  และแล้ว... ก็ต้องสำลักน้ำออกทางจมูก  เมื่อได้ยิน
        “ขอบคุณมากนะครับคุณยุทธที่ช่วยชีวิตคู่หมั้นผมไว้ ”


                                                                     *****************
ติดตามต่อใน บทที่ ๔

 

พิมพ์/ดูเรื่องเล่าไฟล์ pdf คลิกที่นี่

อ่าน/ดูเรื่องเล่าจากป.ยุทธ ย้อนหลัง คลิกที่นี่

ท่านสามารถร่วมแสดงความคิดเห็นและให้กำลังใจ ท่านปลัดฯนักต่อสู้ได้ที่อีเมล์ rooplor2009@gmail.com

 

Web Design Factory
Web Design Articles