คนบ้า

โดย...ป.ยุทธ

“เฮ้ย…คนบ้าที่ไหนวะเสือกมานั่งโต๊ะปลัด ไป  ไป๊…”  ภารโรงร้องโวยวายขึ้น
“เร็ว   ช่วยกันดึงมันออกไปหน่อย บ้าชิบ….เหม็นหึ่งไปทั้งตัวมันมาจากไหนวะ”  ภารโรงเรียกคนงานรถขยะมาสมทบ
“ปล่อย…ปล่อย  พวกคุณไม่รู้จักผมหรือไง ผมเป็นปลัด ผมจะทำงาน ปล่อย…ปล่อยผม” ชายผมยาวยุ่งเหยิง เสื้อผ้าขาดรุ่งริ่งมอมแมม ร้องพร้อมขัดขืนเมื่อถูกลากตัวออกมานอกที่ทำการ อบต.
“ไอ้บ้าเอ๊ย  ดูซิมันบอกว่ามันเป็นปลัด ฮ่าๆ….” ภารโรงขำกับคำพูดของเขา “ดันเสือกไปนั่งโต๊ะทำงานปลัด เร็ว…  เดี๋ยวปลัดมาเห็นเข้าโดนด่าแน่”
ผมจอดรถเดินขึ้นบันไดรู้เห็นเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น
“มันเรื่องอะไรกัน” ผมร้องถามเพื่อความกระจ่างยิ่งขึ้น  ภารโรงหันมาอย่างตกใจ
“คือไอ้บ้านี่ละครับท่านปลัด ไม่รู้ว่ามาจากไหน มันเข้าไปในห้องทำงานท่านปลัด พวกผมเลยลากออกมานี่ล่ะครับ”
ผมเพ่งมองไปที่ชายคนนั้น พลางเดินเข้าไปใกล้ๆ ดูหน้าตาคุ้นๆ สายตาเขาเหม่อลอย ไม่รับรู้กับการกระทำของตัวเอง
“คมกริช” ผมอุทานเบาๆ
“เอาล่ะๆ  ปล่อยเขานั่งลง” ผมบอกภารโรงพร้อมควักกระเป๋าหยิบเงินยื่นให้
“ไปซื้อข้าวกล่องกับน้ำขวดหนึ่ง” ภารโรงตีสีหน้างง
“ท่านปลัดจะซื้อให้มันนะเหรอครับ”
“เอาเถอะน่าไปซื้อมาก็แล้วกัน”
ผมหันไปทางเขาที่ทรุดตัวลงนั่งเก้าอี้พักคอยหน้าที่ทำการก่อนที่จะก้มหน้าลง ดูเหมือนว่าเขาจำผมไม่ได้ กลิ่นเหม็นสาบจากตัวเขาโชยมากระทบจมูกบ่งบอกถึงร่างกายและเสื้อผ้าขาดการทำความสะอาดมานาน
“นี่ก็ใกล้ประชุมสภาแล้ววันนี้ต้องเสนอฝ่ายบริหารก่อน แล้วจะทันหรือนี่ ไม่ได้ต้องเสนอร่างข้อบัญญัติงบประมาณ  เดี๋ยวสภาไม่รับหลักการ เหลืออีกกี่วันแล้ว หนึ่งสองสาม” เขาพร่ำบ่นนับมืออยู่คนเดียว
ผมจ้องเขาอย่างไม่ละสายตา  โอ….เขาจริงๆ  ด้วย  อะไรกัน เขาเป็นถึงขนาดนี่เชียวหรือ
“ใจเย็นๆ นะครับคุณปลัด ปัญหาทุกอย่างแก้ไขได้ ค่อยๆ คิด ค่อยๆ แก้ปัญหา” ผมเสแสร้งไปกับเขา
“นายช่างอย่าลืมคำนวณรายละเอียดนะอย่าให้งบสูงเกินไป” เขาชี้มือมาที่ผมก่อนก้มหน้าลงบ่นต่อ
“คลัง คำนวณซิว่ารายจ่ายปีนี้ตั้งไว้เท่าไหร่”  เขาเงยหน้ามาที่ผมอีก
“ครับ….ท่านปลัด”  ผมแกล้งเป็นรับคำเขาอย่างนอบน้อม
ผมยื่นข้าวกล่องกับน้ำที่สั่งภารโรงซื้อมาให้เขา
“ผมว่าท่านปลัดทานข้าวก่อนเถอะ”  เขารับเอาไปแบบกระชากก่อนเปิดออกกินอย่างมูมมาม   สักครู่ เขายกน้ำขึ้นดื่มจนไหลอาบลำคอและหน้าอกจนเปียกโชก
“ดีมาก  เดี๋ยวปีนี้เอาไปสองขั้น”  เขาพูดก่อนหันมาที่ผม  เล่นเอาภารโรงหัวเราะคิกๆ สักครู่เขาก้มหน้าบ่นพึมพำฟังไม่ได้ศัพท์
“ดูเขาหน่อยนะ  อย่าเพิ่งให้ไปไหน” ผมสั่งภารโรงก่อนเดินเข้าห้องทำงานแล้วยกหูโทรศัพท์
          คมกริช ผมรู้จักเขาวันที่เราตบเท้าเข้ารายงานตัวเข้ารับการบรรจุและแต่งตั้งเป็นปลัดองค์การบริหารส่วนตำบลที่ศาลากลางจังหวัดเมื่อ 5 ปีที่แล้ว เขาดูสง่า ผมสั้น เครื่องแบบรัดรูป ท่าทางทะมัดมะแมงดูคล้ายนายร้อยตำรวจ ทหารยังไงยังงั้น
คมกริชโชคดีที่ได้ลง อบต.ในเขตอำเภอเมือง ผมเสียอีกตกไปอยู่อำเภอรอบนอก ต่อมาผมได้ยินกิตติศัพท์ของเขาจากเพื่อนๆ พูดถึงความตรงฉินยอมหักไม่ยอมงอ
จนกระทั่งผมกับคมกริชได้เข้าฝึกอบรมที่วิทยาลัยการปกครองรุ่นเดียวกัน เราจึงมีโอกาสพูดคุยและสนิทสนมกัน
“นายกฯกันจะปิดงานท่าเดียว กันบอกเลยว่าไม่เอาด้วย ส่วนอำเภอก็ขอโน้นขอนี่  กันจวกเลยว่าไม่ให้” ผมพยักหน้าก่อนที่เขาจะพูดต่อ
“ผู้รับเหมาก็เหมือนกันเผลอเป็นไม่ได้  มีครั้งหนึ่งนะที่กันสั่งให้รื้อถนนสร้างใหม่  แม่ง…เล่นใส่เหล็กเส้นเล็กๆ มันโมโหชี้หน้าว่าจะวิ่งเต้นย้ายกันให้ได้  กันบอกไม่สนซะอย่าง”  ผมได้ฟังก็รู้แล้วว่าอุปนิสัย คมกริชเป็นเช่นไร
“มีผู้รับเหมาบางรายนะโทรมาชวนกันไปเลี้ยงข้าว อีโธ่…เรารู้ทันหรอก  เล่นจะสร้างบุญคุณของานล่ะสิ  กันตอกกลับไปว่า   ข้าวจานละยี่สิบบาทซื้อกินเองได้”  คมกริชมักจะบ่นให้ฟังเสมอเมื่ออบรมอยู่ที่วิทยาลัยการปกครอง เพราะมีผมกับเขาสองคนเท่านั้นที่มาจากจังหวัดเดียวกัน
ปีต่อมาผมได้รับเลือกเป็นตัวแทนปลัด อบต. ประจำ ก.อบต.จังหวัดผมจึงได้รู้เรื่องราวของเขาโดยตลอด
คมกริชถูกร้องเรียนว่าทุจริตต่อหน้าที่ราชการเรียกรับผลประโยชน์จากผู้รับเหมาและดูถูกเหยียดหยามประชาชนผู้มาติดต่อราชการ
คมกริชถูกตั้งกรรมการสอบวินัยร้ายแรง เขาปฏิเสธกับคณะกรรมการสอบสวน  แต่หลักฐานผูกมัดตัวเขา  นั่นคือเงินจำนวนหนึ่งในลิ้นชักโต๊ะทำงานที่มีตำหนิหมายเลขตรงกันกับที่ถ่ายเอกสารไว้  ส่วนการดูถูกเหยียดหยามประชาชน  คณะกรรมการสอบสวนมีหลักฐานภาพถ่าย  เป็นภาพที่เขาชี้หน้าใส่ชาวบ้านคนหนึ่งคล้ายกับว่ากำลังไล่ชาวบ้านคนนั้นออกไปจากที่ทำการ  อบต. และฝ่ายผู้ร้องเรียนมีพยานรู้เห็นหลายคน ดูตามรูปการแล้วเขาดิ้นไม่หลุดแน่
“เป็นไงบ้างเพื่อน  นายไปทำอีท่าไหนล่ะถึงโดนหนักขนาดนี้”  ผมถามคมกริชเมื่อบังเอิญเจอเขาที่ศาลากลางจังหวัด
“กันถูกกลั่นแกล้ง  พวกนั้นแหละ แต่กันไม่กลัวหรอก  ก็ในเมื่อกันไม่ผิด กันบริสุทธิ์  แล้วจะไปกลัวทำไม   ใช่ไหมล่ะ  เดี๋ยวขอตัวไปชี้แจงกับเจ้านายก่อน”
พูดจบเขาเดินจากไปอย่างทะมัดทะแมงตามบุคลิกของเขาที่เต็มไปด้วยความมั่นใจอย่างเปี่ยมล้น  ผมได้แต่ส่ายหน้าอย่างมองไม่เห็นช่องทางรอด
ผมติดต่อราชการที่ห้องท้องถิ่นเสร็จแล้ว  บังเอิญเดินผ่านหน้าห้องข้าราชการชั้นผู้ใหญ่ได้ยินเสียง
“ไอ้น้อง…ทุกสิ่งทุกอย่างมันขึ้นอยู่กับพยานหลักฐาน  ถ้าคิดว่าตัวเองไม่ผิดก็ไม่ต้องกลัวอะไร  หาพยานหลักฐานมาลบล้าง  ทุกสิ่งทุกอย่างเป็นไปตามกระบวนการยุติธรรม  พี่คงช่วยอะไรมากไม่ได้ไปกว่านี้”  สิ้นเสียงพูดนั้นผมเห็นคมกริชเดินออกมาด้วยสีหน้าไม่ค่อยดีนัก
สามเดือนต่อมาผมเข้าประชุม ก.อบต.จังหวัด ประจำเดือน ผมมองไปที่เก้าอี้ผู้เข้าร่วมประชุมเห็นคมกริชนั่งนิ่งคล้ายคนคิดหนัก
เลขานุการนำเรื่องของคมกริชแจ้งให้ที่ประชุมทราบและได้อ่านสำนวนการสอบสวนให้ที่ประชุมพิจารณา
“คณะกรรมการสอบสวนเสนอความเห็นต่อผู้บังคับบัญชาของนายคมกริช  ว่าเรื่องมีมูลความจริงและพยานหลักฐานพร้อมจึงมีความผิดทางวินัยร้ายแรง  โทษฐานทุจริต และดูหมิ่นเหยียดหยามประชาชนอย่างร้ายแรง เห็นควรเสนอไล่ออกจากราชการ”
ผมฟังอย่างตกใจแล้วเพ่งมองไปที่คมกริช เขาสะดุ้งหน้าซีด
“และทางต้นสังกัดขอความเห็นชอบตามเสนอ  ขอมติที่ประชุม”  ประธานในที่ประชุมสอบถาม  นอกจากผมแล้วทุกคนยกมือขึ้นหมด  ยกเว้นผม เปล่าไม่ใช่ว่าผมไม่เห็นด้วยหรือเข้าข้างคมกริชหรอก  ผมงดออกเสียงต่างหาก
คมกริชลุกขึ้นยืนอย่างก้าวร้าว
“ไม่…ไม่  ผมไม่ผิด  ผมไม่ได้ทำ  ผมต้องอุทธรณ์” คมกริชร้องโวยวาย  จนถูก รปภ.เชิญตัวออกนอกห้อง
“ใจเย็นๆ นะ ป.คมกริช การอุทธรณ์อาจทำให้นายรอดก็ได้ หรือไม่เราก็ร้องทุกข์ศาลปกครองอย่าเพิ่งคิดอะไรมาก  ทำไมนายไม่เล่าความจริงให้กรรมการสอบสวนเขาฟังล่ะ”  ผมตามออกไปปลอบใจเขา เพราะจริงแล้วผมไม่ได้รู้เรื่องของเขาเลย
“กันพูดๆ ๆ  หลายครั้งแล้ว  แต่ดูเหมือนว่าพวกเขาไม่เชื่อกันเลย”เขาพูดอย่างอารมย์เสียก่อนเดินจากไปด้วยท่าทางที่ไม่ค่อยจะทะมัดทะแมงเหมือนเดิมนัก
จากนั้นมาผมไม่ได้ข่าวคมกริชอีกเลย  รู้แต่ว่าเขาออกจากราชการไปแล้ว  และมีปลัดคนอื่นย้ายมาแทนที่เขา จนกระทั่งผมได้เข้าอบรมในตัวจังหวัดหลายวันจึงมีโอกาสสอบถามปลัดที่อยู่ อบต.ข้างเคียง
“แม้ว่าเขาจะอุทธรณ์ ร้องทุกข์  และฟ้องศาลปกครอง ก็ถูกยกทั้งสิ้น เขาก็ถูกออกจากราชการเหมือนเดิม  คิดแล้วน่าสงสารเขานะครอบครัวต้องแตกแยกเมียขอหย่า  บ้านกับรถยนต์ก็ถูกยึด” ปลัดคนนั้นบอกผม
“แล้วความจริงเรื่องของคมกริชมันเป็นยังไง ป.พอรู้ไหม” ผมถามขึ้น
“จริงไม่จริงไม่รู้นะ  ผมเคยถามคมกริช เขาบอกผมว่า  ผู้รับเหมาคนที่ถูกเขาสั่งให้รื้อถนนน่ะ”  ผมพยักหน้าเพราะคมกริชเคยเล่าให้ฟัง
“มาญาติดีกับเขาแล้วนำเงินจำนวนหนึ่งมาให้เขาบอกว่าเป็นเงินอุทิศให้ อบต.  บังเอิญวันนั้นการคลังลา  เขาเลยหาใบเสร็จรับเงินไม่เจอ  เลยเก็บเงินไว้กับตัวเองบอกว่าพรุ่งนี้จะออกใบเสร็จให้  แต่แล้วสักครู่ก็มีตำรวจนำหมายค้นเข้าค้นห้องทำงานพบเงินก้อนนั้นที่มีหมายเลขตรงกันกับที่ถ่ายเอกสารไว้  โดยแจ้งข้อหาว่าเรียกรับสินบน”
“หา…..จริงหรือนี่”  ผมอุทาน  “แล้วเรื่องเหยียดหยามประชาชนนั้นล่ะ”  ผมถามต่อ
          “เรื่องนี้คมกริชบอกว่า   วันนั้นเป็นเวลาพักเที่ยงขณะที่พนักงานลูกจ้างออกไปกินข้าว  ส่วนเขากำลังเคลียงานอยู่นั้นก็มีชาวบ้านคนนั้นท่าทางเมาเหล้าเข้ามาในสำนักงานทำที่มาติดต่องานจะขอชำระภาษีกับการคลัง เขาก็บอกอย่างนอบน้อมให้รอสักครู่เดี๋ยวการคลังกลับมา  ชายคนนั้นก็โวยวายแล้วถามหาส่วนโยธาบอกว่าจะขออนุญาตสร้างบ้าน เขาก็บอกรอสักครู่เช่นเดิม  โดยเชื้อเชิญเขามานั่งที่โต๊ะรับแขกพร้อมหาน้ำดื่มมาให้  แต่ชายคนนั้นร้องโหวกเหวกเอ็ดตะโร  เขาจึงบอกไปว่าเมาก็ไปนอน  หายเมาแล้วค่อยมาใหม่  แต่ดูเหมือนว่าชายคนนั้น พยายามยั่วยุอารมณ์เขาต่างๆ  นาๆ  จนเขาทนไม่ได้  เขาจึงชี้หน้าไล่ออกไป  เขาไม่รู้เหมือนกันว่ามีคนมาแอบถ่ายรูปไว้ตั้งแต่เมื่อไหร่”  ผมฟังแล้วนิ่งอึ้ง  นี่ถ้าคมกริชเป็นเหมือนที่เล่ามาก็แสดงว่ามีผู้วางแผนเล่นงานเขา  จากการที่เคยคบกับเขา  ผมรู้ว่าอุปนิสัยใจคอเขาเป็นยังไง  ผมจึงค่อนข้างจะเชื่อคมกริชมากกว่าคิดไปคิดมาผมได้แต่ถอนหายใจแล้วส่ายหน้าไปมา
คมกริชยังบ่นพึมพำอยู่คนเดียว  ผมมองหน้าเขาด้วยความหดหู่ใจ  ภาพของชายหนุ่มอันสง่า  ทะมัดทะแมงหายไปหมด  คงเหลือแต่ชายผมยาวยุ่งเหยิง ร่างผอมเกร็ง เสื้อผ้าขาดวิ่น  เนื้อตัวดำมอมแมม  หรือที่ทุกคนเรียกเขาว่าคนบ้า  คงไม่มีใครรู้หรอกว่าเขาคือปลัด อบต. ในอดีต ปลัดผู้ตรงฉิน ยอมหักไม่ยอมงอ
“คุณปลัด ครับ คุณปลัด” ผมเรียก เขาเงยหน้าขึ้นมอง
“คาย ผู้รับเหมาเหรอ อย่านะ อย่าทำอย่างนั้น เหล็กไม่ได้ขนาด เปลี่ยนใหม่ซะ เดี่ยวถูกรื้อนะ” เขาพูดไปตามเรื่อง ตามราวของเขา
“ไม่ใช่ครับคุณปลัด คือว่าลูกน้องคุณมารับแล้ว  พวกเขาจะพาคุณไปที่  อบต.  ที่คุณปลัดทำงานอยู่นะครับ นั่นไงครับพวกเขารอคุณอยู่”  ผมชี้มือไปที่รถโรงพยาบาลโรคจิตที่ผมโทรเรียกให้มารับ
“หือ…เหรอแล้วที่นี่ใครเป็นปลัด”  คมกริชถามดูคล้ายกับว่าเขาเป็นคนปกติ
“ผมครับ  เป็นปลัดที่นี่    อ้าว…เชิญครับ”  ผมแบมือไปทางรถพยาบาล คมกริชหันไปทางพนักงานที่เดินมา
“นายมารับฉันเหรอ  งั้นเร็วเข้าเดี๋ยวไม่ทันประชุมสภา”
“เชิญ…ครับคุณปลัด”  ผมเสริมขึ้นพร้อมหลิ่วตาให้พนักงานรถพยาบาล
“เชิญขึ้นรถเลยครับท่านปลัด” พนักงานรถพยาบาลพูดเสริมอย่างเข้าใจ
            รถพยาบาลเคลื่อนตัวออกไป  ผมมองตามจนภาพนั้นเลือนหายไปจากสายตา  แต่ภาพแห่งความทรงจำในอดีตของคมกริชยังคงฝังในความรู้สึกอันปวดร้าวของผม  ใช่...มันคงฝังแน่นเช่นนี้ไปอีกนานแสนนาน….

 

ดาวน์โหลดเอกสารบทความนี้ คลิกที่นี่  
19 ตุลาคม 2552

ร่วมให้กำลังใจและพูดคุยกับ ป.ยุทธ ได้ที่อีเมล์ rooplor2009@gmail.com

อ่านบทความ "เรื่องเล่าจากป.ยุทธ" ย้อนหลัง (1) วันอำลาของคนตรง

 

Web Design Factory
Free Web Counters