ลมปลายฤดูหนาวพัดเอื่อยๆ ข้าพเจ้าขับรถกระบะคู่ชีพออกจากหน่วยดับเพลิง ไปตามถนนสายหลัก พลางชำเลืองดูต้นจานริมทางที่ออกดอกสีส้มบานสะพรั่งเต็มกิ่งก้าน ดูเป็นสีสันประดับประดาให้ทุ่งนาที่มีแต่ตอซังข้าวแห้งๆ เวลานี้ดูสดชื่นขึ้น |
หลายวันแล้วที่ข้าพเจ้าไม่ได้กลับไปเยี่ยมแม่ทั้งๆ ที่อยู่ห่างไม่ถึงยี่สิบกิโลเมตร หลังเลิกงานวันนี้จึงตั้งใจที่จะกลับเพื่อหารือเตรียมงานบวชวันเข้าพรรษานี้ที่ตกปากรับคำไว้ อีกอย่างข้าพเจ้าได้ยื่นหนังสือลาบวชต่อผู้บังคับบัญชาไว้แล้ว |
รถเคลื่อนมาถึงสามแยก ก็เหลือบไปเห็นชายวัยรุ่นสองคนท่าทางกำลังลวนลามหญิงสาวที่ศาลาริมทางอันเปล่าเปลี่ยว ดูแล้วต้องไม่ใช่แฟนกันแน่ ด้วยความเป็นสุภาพบุรุษจึงจอดรถแล้วเดินเข้าไปหา |
“มีอะไรให้ช่วยไหมครับ”
หญิงสาวท่าทางดีใจรีบเดินมาหา แต่ถูกชายทั้งสองดักหน้าไว้
“เรื่องของผัวเมียคนอื่นไม่เกี่ยว”
“ใจเย็นๆ มีอะไรค่อยพูดค่อยจากัน” ข้าพเจ้ายกมือห้ามปราม เมื่อเห็นพวกเขาเดินปรี่เข้ามา
“พี่คะช่วยด้วยค่ะ เราไม่ใช่ผัวเมียกันนะคะ” เธอร้องบอก
“เฮ้ย...เราอัดสั่งสอนไอ้หน้าจืดหน่อยวะหมูจะหามดันเสือกเอาคานมาสอด” |
พูดจบก็พอดีปรี่เข้ามาถึงแล้วปล่อยหมัดหมายที่ใบหน้าข้าพเจ้า เป็นจังหวะที่ระวังตัวอยู่แล้วจึงฉากหลบแล้วเตะสวนเข้าไปที่หน้าท้องจนไอ้คนนั้นตัวงอ อีกคนเมื่อเห็นเพื่อนโดนเตะ จึงยกฝ่าเท้าถีบเข้ามาหมายที่อก ข้าพเจ้ารีบจับขาทันควัน แล้วเตะสวนขาอีกข้างจนล้มคลุกฝุ่นไปไม่เป็นท่า |
คนที่โดนก่อนงัวเงียลุกขึ้น ข้าพเจ้าดูท่าทียอมปล่อยให้ลุกขึ้นมาตั้งหลัก แต่ด้วยความใจดีและยังไม่ทันระวังตัว จึงถูกประเคนแข้งใส่ที่กลางหลังจนข้าพเจ้าเซถลา
“ระวังด้านหลังค่ะ” เสียงเธอร้องเตือนอย่างตกใจ
ข้าพเจ้ารีบชำเหลืองไปทางด้านหลังเห็นอีกคนปรี่เข้ามาใกล้ จึงตวัดจระเข้ฟาดหางโดนใบหน้าของไอ้คนนั้นอย่างจังจนร้องโอ๊ยล้มฟุบ ข้าพเจ้าไม่ปล่อยโอกาสให้ไอ้คนแรกเข้ามาง่ายๆ อีกแล้ว จึงกระโดดถีบที่หน้าอกของมันจนเซถลาไปกระแทกเสาศาลาแล้วลงกองกับพื้น |
นึกว่าพวกมันจะเข็ดหลาบ คนที่โดนจระเข้ฟาดหางกลับชักมีดออกมาจากที่ซ่อน ดวงตาขมึง ขบกรามแน่น มืออีกข้างยกขึ้นเช็ดเลือดที่มุมปาก
จังหวะนั้นเสียงเรียกกันดังขึ้นใน ว. ที่ข้าพเจ้าที่พกไว้ที่เอวโดยมีเสื้อเจ็กเก็ตคลุมทับ ทั้งสองหันไปมองหน้ากันอย่างตกใจ ก่อนหันมายกมือไหว้ข้าพเจ้าอย่างหวาดๆ
“โทษครับพี่ แหมเป็นตำรวจก็ไม่บอก” พูดจบทั้งสองรีบวิ่งไปที่รถเครื่องก่อนสตาร์ทซ้อนท้ายกันขับกระชากออกไป
“ขอบคุณนะค่ะ... เจ็บไหมคะนี่” เสียงใสๆ เล่นเอาข้าพเจ้าหันไปมองราวกับว่าเธอคือพิม หญิงสาวผู้ประทับตราคำว่าอกหักให้ จนคิดที่จะหันไปพึ่งพารสพระธรรมเยียวยา แต่เมื่อเพ่งมองแล้วก็รู้สึกหายเหนื่อยเหมือนกัน เมื่อเห็นใบหน้าใสๆ รับกับผมที่รวบรัดไว้ด้านหลังอย่างเป็นระเบียบ เธอดูสวยแบบเรียบๆ
“ไม่เป็นไรครับ” ข้าพเจ้าตอบพลางปัดฝุ่นที่เสื้อ
เธอก้าวขึ้นรถตามคำเชื้อเชิญ เพื่อไปส่งบ้านที่ห่างออกไปจากทางแยกราวสองกิโลเมตร เธอเล่าให้ฟังว่านัดรอให้ญาติออกมารับ แต่ยังไม่เห็นมาจนมีวัยรุ่นขี่รถเครื่องผ่านมาอาสาจะไปส่ง แต่เธอปฏิเสธเพราะไม่รู้จักกันจึงถูกลวนลาม
เราพูดคุยระหว่างทางทำให้รู้ว่าเธอเป็นครูอัตราจ้างที่โรงเรียนแห่งหนึ่ง ทุกวันเธอจะขี่รถเครื่องมาเอง บังเอิญวันนี้ไปส่งหนังสือราชการที่สำนักงานเขตในตัวจังหวัดจึงไปรถโดยสาร ส่วนข้าพเจ้าได้แนะนำให้เธอรู้ว่าเป็นหัวหน้างานป้องกันเทศบาลไม่ใช่ตำรวจตามที่วัยรุ่นพวกนั้นเข้าใจ
เมื่อถึงบ้านเธอแนะนำให้รู้จักแม่ และเล่าเรื่องราวให้แม่ฟัง แม่เธอขอบคุณข้าพเจ้าเป็นการใหญ่ เรานั่งคุยกันประมาณครึ่งชั่วโมง จึงขอตัวกลับ เธอเดินมาส่งที่รถ
“โชคดีค่ะพี่ยุทธว่างๆ แวะมาเที่ยวที่บ้านสุดานะคะ” เธอบอกก่อนที่ข้าพเจ้าขึ้นรถขับออกมา
รถเคลื่อนออกมาท่ามกลางความมืดสลัวของเวลาย่ำค่ำจนต้องเปิดไฟหน้ารถส่องสว่าง พลางนึกถึงใบหน้าหญิงสาวชื่อสุดา ร่างบอบบางใบหน้าสวยเรียบ แฝงไว้ด้วยเสน่ห์ลึกๆ วนเวียนในมโนภาพ แต่...ไม่หรอกเราจะไม่หลงรักใครง่ายๆ อีกแล้ว ประสบการณ์ที่ผ่านมามันสอน เพียงแค่รับเธอมาไว้พิจารณาในหัวใจก็พอแล้ว
จวบจนงานบวชใกล้มาถึงข้าพเจ้าส่งการ์ดเชิญให้สุดา พร้อมส่งไปให้พิมทางไปรษณีย์
วันงานเริ่มคึกคักแต่เช้า ผู้คนมาร่วมงานเริ่มหนาตา เมื่อพิธีปลงผมเสร็จแล้วจึงสวมชุดนาคเข้ารับการบายศรีสู่ขวัญจากพราหมณ์ตามประเพณีท้องถิ่น
เสร็จพิธีข้าพเจ้านั่งพักที่เก้าอี้ส่งสายตามองผู้คนที่มาร่วมงาน และแล้วสายตาก็ไปสะดุดตรงหญิงสาวคนนั้นที่กำลังเดินเข้ามาหา
“สวัสดีคะพี่ยุทธ โอ๊ะ ต้องเรียกพี่นาคยุทธสินะ” ข้าพเจ้ารับไหว้พลางยิ้มให้ แล้วส่ายสายตาหาใครสักคน
“มองหาใครหรือคะ”
“อ๋อ...มองหาเพื่อนน่ะ คงไม่มาแล้วล่ะ” ที่จริงแล้วข้าพเจ้ามองหาพิม แต่คิดไปอีกทีพิมจะมาได้ไงอยู่ไกลซะขนาดนั้น อีกอย่างงานเราไม่สำคัญสำหรับพิมอีกแล้ว ข้าพเจ้าคิดลมๆ แล้งๆ ไปเองต่างหากล่ะ
“พี่ครับมีจดหมายมาถึงพี่” น้องชายยื่นซองจดหมายให้
ข้าพเจ้าพยายามระงับความตื่นเต้นเมื่อรู้ว่าเป็นจดหมายจากพิม ก่อนเปิดอ่านชำเลืองดูสุดาที่นั่งห่างไม่ไกลนัก
เธอบอกว่ายินดีและอนุโมทนากับการบวช แต่ไม่สามารถมาร่วมงานได้ แค่นี้ข้าพเจ้าก็อดปลื้มไม่ได้แล้ว แต่...จะดีใจไปทำไมก็ในเมื่อเธอจะแต่งงานแล้วนี่ สุดาไง สุดาต่างหากสิที่จะเข้ามาในชีวิตของเรา-เราต้องรับมาพิจารณา ข้าพเจ้าครุ่นคิด
“จดหมายใครค่ะ” เสียงสุดาทำให้ข้าพเจ้าตื่นจากภวังค์
“อ๋อ...เพื่อนน่ะ”
&&&&&&&&&&&&&&&&&&& |
ตะวันสาดแสงส่องเหนือทิวเขา ขณะข้าพเจ้าเดินบิณฑบาตตามหลังพระเจ้าอาวาส ไปอย่างช้าๆ ตามถนนในหมู่บ้าน พอกลับถึงวัด
“พอดีเป็นวันเกิดค่ะเลยมาทำบุญ” สุดากับแม่นั่งพนมมือก่อนลุกขึ้นยืนตักบาตร ข้าพเจ้ารับตักบาตรอย่างสำรวม
“เชิญที่ศาลาดีกว่านะโยมทั้งสอง” ข้าพเจ้าเชื้อเชิญก่อนนั่งสนทนากับเธอและแม่พอสมควรแล้วจึงขอตัวขึ้นกุฏิไป
ข้าพเจ้านั่งสมาธิเพื่อขับไล่ความคิดอันฟุ้งซ่าน ความคิดอันว้าวุ้นสับสนอย่างไร้ขอบเขตนั้นออกไป โอ...โยมสุดา โยมพิม
“พุทโธ...พุทโธ” ข้าพเจ้าพึมพำขณะกำหนดลมหายใจเข้า-ออก หลับตาทำสมาธิให้แน่วแน่ แต่...ความคิดยังฟุ้งซ่าน ต้องเริ่มต้นใหม่หลายต่อหลายครั้ง จนสงบนิ่ง ความจริงแล้วข้าพเจ้าพยามยามปฏิบัติตัวให้สมกับเป็นพระสงฆ์จะได้ไม่เป็นบาปหรือผิดวินัยในขณะครองสมณะเพศ
ข้าพเจ้าละจากนั่งสมาธิ แล้วเดินไปที่หน้าต่างพลางทอดสายตาออกไป ต้นข้าวที่ปักดำไว้จนเขียวขจีถูกลมพัดพลิ้วไหว อีกที่ชาวนาก้มๆ เงยๆ กับการปักดำต้นกล้าในแปลงนาของตนเหมือนไม่รู้จักเหน็ดเหนื่อย สักครู่...เม็ดฝนโปรยปรายลงมา แต่ไม่มีทีท่าว่าชาวนาจะขยับหนีหรือหลบฝนไปไหน ยังคงปักดำอย่างมุ่งมั่น ข้าพเจ้ามองผ่านเลยไปที่ทิวเขาเวลานี้ถูกปกคลุมไปด้วยละอองฝนจนดูพร่ามัว
&&&&&&&&&&&& |
สายลมหนาวพัดมาเป็นครั้งแรกในช่วงปลายฝนต้นหนาว วันออกพรรษามาถึงแล้ว ข้าพเจ้าลาสิกขาจากสมณะเพศ เพื่อกลับไปรับราชการต่อ
“หวัดดีค่ะพี่ทิด” เสียงใสๆ ของใครบางคน ข้าพเจ้าหันไปมอง
“อ๋อ...น้องสุดามาทำบุญออกพรรษาเหรอนี่”
“ค่ะ...พี่ทิดยุทธ” ส่งยิ้มหวาน
เธอนั่งรถโดยสารมาคนเดียว ข้าพเจ้าจึงถือโอกาสขับรถไปส่งเธอที่บ้านหลังจากทำบุญเสร็จ วันนี้ดูเธอมีความสุขมาก
“สุดาขอถามพี่อย่างหนึ่งได้ไหมคะ” เธอถามขณะนั่งคุยกันที่บ้านของเธอ
“ครับ...ว่าไงครับ”
“ก่อนอื่นต้องขอโทษก่อนนะคะเพราะสุดาเป็นหญิงไม่สมควรจะพูดคำนี้ แต่...มันจำเป็นจริงๆ ค่ะ คือว่าพี่ยุทธคิดยังไงกับสุดาคะ”
ข้าพเจ้าอึ้งไปไม่รู้ว่าจะตอบเธอยังไงดี ใช่...ข้าพเจ้ายอมรับว่าไม่ได้รังเกียจเธอ แต่ ณ เวลานี้ยังตัดสินใจไม่ได้แค่นั้นเอง
“โทษนะคะพี่ยุทธสุดาอยากรู้ เพราะมีบางสิ่งบางอย่างที่จะตัดสินใจ” เธอยังย้ำถาม เมื่อเห็นข้าพเจ้าเงียบไป ความสงสัยยังผุดพรายขึ้นในใจข้าพเจ้าเหมือนกันว่าทำไมเธอถึงใจร้อนนักกับคำตอบ
“อ้า....เอ้อ...เอาเป็นว่าสักวันพี่จะให้คำตอบแล้วกัน” ข้าพเจ้ากล่าวก่อนขับรถออกมา มองกระจกหลังเห็นเธอยืนนิ่งเหมือนรูปปั้นคล้ายกับว่าไม่พอใจในคำตอบ
&&&&&&&&&&&&&&&&&&&&& |
ขณะข้าพเจ้านั่งตรวจเอกสารที่โต๊ะทำงาน
“หัวหน้าครับมีจดหมายถึงหัวหน้า” ลูกน้องยื่นซองจดหมายให้
ข้าพเจ้าฉีกซองอย่างดีใจ เพราะมันเป็นจดหมายของพิมนั่นเอง
ข้าพเจ้ากวาดสายตาอ่านข้อความในจดหมายอย่างใจจดใจจ่อ และแล้วข้าพเจ้าก็ร้องเย้อย่างลืมตัวจนสายตาทุกคู่ของลูกน้องจ้องมองมา
“ข่าวดีอะไรหรือครับหัวหน้า”
“ปะ...ปล่าวหรอก...ขอโทษที” ข้าพเจ้ารีบเดินออกจากห้องทำงาน ยืนพิงผนังอาคารยิ้มเหม่อมองต้นคูณที่เขียวขจีเป็นทิวแถว จะขาดก็แต่เพียงดอกสีเหลืองเท่านั้นที่ยังไม่ถึงฤดูกาล
จะไม่ให้ข้าพเจ้าดีใจยังไงเล่า ก็ในเมื่อพิมเขียนมาบอกว่าแฟนหนุ่มชาวญี่ปุ่นถูกแม่บังคับให้กลับไปแต่งงานกับหญิงสาวชาวแดนปลาดิบด้วยกัน เขาบินกลับไปโตเกียวหลายวันแล้ว พิมยอมรับว่าเสียใจมาก จะกลับบ้านในวันปีใหม่ที่จะถึงนี้ และที่สำคัญอยากพบข้าพเจ้า
“แฟนของใคร..มอเตอร์ไซค์ทำหล่น หน้ามนสวยสะดุดตา...”
ข้าพเจ้าฮำเพลงอยู่คนเดียวอย่างมีอารมณ์ พลางนับไม้นับมือ เหลือเดือนกว่าๆ ก็จะถึงวันปีใหม่
เสียงรถเครื่องที่เลี้ยวเข้ามาจอดที่โรงรถใกล้ๆ ทำให้ข้าพเจ้าชะงักจากการฝันหวาน พอถอดหมวกกันน็อคออก
“หวัดดีค่ะพี่ยุทธ”
“อ้าว...น้องสุดาหวัดดีจ๊ะ ไปไงมาไงล่ะนี่”
“พอดีมาอบรมที่อำเภอค่ะ แล้วตอนนี้ก็พักเที่ยงพอดี” เธอยกนาฬิกาข้อมือขึ้นดู ข้าพเจ้ารู้ทันจึงเอ่ยปาก
“ไป...ถ้างั้นเราไปทานข้าวกัน” เธอยิ้มดีใจ
ข้าพเจ้าพาเธอไปที่ร้านเดิมที่เคยพาพิมไปเมื่อปีที่แล้ว
“เอ้อ...น้องสุดาพี่มีคำตอบ อยากบอกกับน้องตรงๆ นะ คือว่า...”
“อ๋อ...พูดมาเลยค่ะกำลังรอฟัง” เธอกระตุ้นอย่างอยากรู้
“คือว่าพี่มีความรู้สึกที่ดีกับน้องสุดาเสมอๆ นะ แต่อย่างว่าพี่ไม่อยากให้ความหวังอะไรมากมาย เอาเป็นว่าถ้าน้องสุดาจะตัดสินใจกับใครล่ะก็ตัดสินใจได้เลย” ใช่สิก็ข้าพเจ้ามีความหวังจากพิมนี่ เพราะนั่นคือความหวังเดิมที่จะกลับมาใหม่อีกครั้ง
“หมายความว่าพี่ยุทธ...”
“ใช่...พี่คิดกับสุดาเหมือนน้องสาว” ณ เวลานี้ข้าพเจ้ามั่นใจกับคำที่เปล่งออกไป สุดาก้มหน้าดูเศร้าไป ถามคำตอบคำ เธอเร่งให้ข้าพเจ้าพากลับอ้างว่าจะไปอบรมต่อภาคบ่าย เธอยกผ้าเช็ดหน้าขึ้นซับดวงตาที่มีน้ำเอ่อซึม ทำให้อดสงสารเธอไม่ได้ แต่...จะทำไงได้ในเมื่อหัวใจมันปรารถนาเช่นนั้น
&&&&&&&&&&&&&&&& |
วันนี้อากาศช่างหนาวเหน็บจนสั่นสะท้าน มันเป็นวันขึ้นปีใหม่ ข้าพเจ้าก้าวขึ้นรถด้วยหัวใจที่เบ่งบาน
รถเคลื่อนไปข้างหน้า ดูๆ แล้วช่างเหมือนปีที่แล้วไม่มีผิด ดอกไม้ช่อใหญ่วางข้างๆ ความหวังตั้งใจเหมือนเดิม คือชวนพิมไปกินข้าวแล้วบอกรักพร้อมขอเธอแต่งงาน คราวนี้คงไม่มีปัญหาอะไรแล้ว
รถจอดหน้าบ้านเธอ สักครู่เธอออกมาต้อนรับ ใช่...จะต้องไม่เหมือนเดิมตรงที่ไม่มีไอ้ยุ่น
ข้าพเจ้ากระหยิ่มในใจ
“หวัดดีค่ะพี่ยุทธ” ดูเธอผอมลงมาก และหมองๆ ไงชอบกล คงอกหักล่ะสิท่า ไม่เป็นไรจะรักษาแผลใจให้ ข้าพเจ้าคิด
“หวัดดีครับน้องพิม” ข้าพเจ้ายื่นดอกไม้ช่อใหญ่ให้ โอ...ช่างเหมือนปีที่แล้วยังไงยังงั้นจริงๆ ด้วย และต้องดีกว่าปีที่แล้วคือความสมหวัง ข้าพเจ้าหัวเราะร่าในใจ
เรานั่งคุยกันที่ม้าหินอ่อนสนามหญ้าหน้าบ้าน
“พี่กะว่าจะชวนน้องพิมไปทานข้าวร้านเดิมเราไงจ๊ะ”
“ขอโทษด้วยนะคะพี่ยุทธ พิมไม่ค่อยสบาย เวียนหัวจะอาเจียน ต้องขอตัวไว้ก่อนนะคะ” ข้าพเจ้ามองหน้าเธอ ดูแล้วคงไม่สบายจริงๆ
“ไม่เป็นไรจ๊ะน้องพิม ไปหาหมอหรือยังนี่” ข้าพเจ้าเป็นห่วง
“ไปแล้วค่ะ”
“หมอบอกว่าเป็นไร” เธอไม่ตอบ ข้าพเจ้าสังเกตเห็นน้ำตาเธอเอ่อซึม
“น้องพิมคงคิดถึงเขา” ข้าพเจ้าพูดอย่างน้อยใจ พิมเงยขึ้นมองหน้าข้าพเจ้าก่อนก้มหน้าต่อ
“งั้นพี่ไม่รบกวนน้องพิมล่ะนะพักผ่อนเถอะ พรุ่งนี้พี่จะมาใหม่แล้วค่อยคุยกัน” เธอพยักหน้า ข้าพเจ้าขับรถออกมาอย่างสับสน
รุ่งขึ้นข้าพเจ้าไปหาเธอที่บ้านอีกครั้ง ยังไงๆ วันนี้ก็ต้องพูดเรื่องรักเรื่องขอแต่งงานให้ได้ก่อนที่จะสายเกินไป ข้าพเจ้าคิด
พิมออกมาต้อนรับด้วยสีหน้ายิ้มระรื่นเบิกบานไม่เหมือนวันวาน
“หายดีแล้วเหรอน้องพิม” ข้าพเจ้าถามอย่างดีใจเมื่อเห็นเธออารมณ์ดี
แต่แล้ว...ให้ตายสิ ไอ้ยุ่นคนนั้น นั่นมันคนเดิมนี่ที่กำลังเดินออกมาหาเธอ แล้วมันมาได้ไงนี่ ไหนเธอบอกว่ากลับไปแต่งงานที่ญี่ปุ่นแล้ว
“อ๋อ...เขาตามพิมมาเมื่อคืนนี้ค่ะ” พิมอธิบายเมื่อเห็นสีหน้าของข้าพเจ้างุนงง
“เขาบอกว่าเคลียกับแม่เรียบร้อยแล้วค่ะ เราจะกลับไปอยู่ที่ญี่ปุ่นด้วยกัน ตอนนี้พิมกำลังมีน้อง ได้สามเดือนแล้ว” ข้าพเจ้ายิ่งงุนงงเป็นสองเท่า มันอะไรกันนี่ แล้วทำไมมันถึงเป็นอย่างนี้ บัดซบ...จริงๆ เลย
ข้าพเจ้าขอตัวออกจากที่นั่นโดย ไม่อ้างเหตุผลใดๆ อีกแล้ว ได้ยินแต่เพียงเสียงใสๆ ไล่หลัง
“ขอบคุณมากนะคะสำหรับความช่วยเหลือและสิ่งดีๆ ทุกสิ่งอย่าง โชคดีปีใหม่นะคะพี่ชายที่แสนดี”
และแล้วก็คิดขึ้นได้ว่ายังไงเสียเรายังมีอีกคน ใช่อย่างน้อยๆ ข้าพเจ้าก็ไม่ได้เสียใจเหมือนปีที่แล้ว เรามีคนสำรองหัวใจ
รถเลี้ยวไปตามถนนทางเข้าหมู่บ้าน แล้วจอดนิ่งหน้าบ้านสุดา ใช่วันนี้มีคำตอบให้ใหม่อย่างไม่ลังเลอีกแล้ว ใช่...จะบอกกับเธอว่ารักแบบแฟนก็ได้ และคิดว่าต้องเป็นข่าวดีสำหรับเธอแน่
“สวัสดีค่ะพี่ยุทธ พอดีเลยค่ะกำลังจะไปหาที่บ้านเชียว” เธอออกมาต้อนรับ คนนี่สิใช่เลย...ตัวจริงเสียงจริง ข้าพเจ้ายิ้มอย่างมีความหวัง
“เหรอจ๊ะ จะไปหาพี่เหรอ มีอะไรด่วนล่ะนี่น้องสุดา”
ข้าพเจ้ายิ้มอย่างดีใจ แต่แล้ว...ก็ต้องหุบยิ้มลงพลันเมื่อเห็นซองสีชมพูยื่นมาให้
“คือว่าหลังจากวันนั้นแล้ว สุดาจึงตัดสินใจกับเขาค่ะ...เราจะแต่งงานกันในวันที่ 14 กุมภาจะถึงนี้ มางานสุดาให้ได้นะคะพี่ชายที่แสนดี”
???///!!!$$$&&&%%%
@@@@@@@@@@@@@@@
(ติดตามบทต่อไป) |