รถปิกอัพเคลื่อนตัวไปตามไหล่เขาที่สูงและราดชันสลับขึ้นลงเนิน ไปมาช้า ๆ อย่างระมัดระวังชายฉกรรจ์ในชุดลายพรางพร้อมอาวุธครบมือสี่ – ห้าคนที่นั่งบนกระบะโยกเยกโอนเอนไปมาตามสภาพถนนลูกรังอันขรุขระของขุนเขา
ดวงตะวันเคลื่อนคล้อยลอยต่ำลงทุกขณะ ผู้ทำหน้าที่พลขับรู้ดีว่าจะต้องมุ่งหน้าให้ถึงหมู่บ้านก่อนเวลาอันพลบค่ำเพื่อจะไม่เป็นอุปสรรคและความเลวร้ายในการเดินทางกับสภาพถนนเช่นนี้
“ ปลัดบุญทิ้ง …. ผมจะออกประชุมชาวบ้านเรื่องยาเสพติดในเขตพื้นที่ออบอตอของคุณ ” ปลัดอำเภอผู้รับผิดชอบงานป้องกันและรักษาความสงบเรียบร้อยพร้อมกำลังอาสาสมัครที่ทุกคนเรียกจนติดปากว่า อส. แจ้งกับบุญทิ้ง ณ ที่ทำการ อบต. ก่อนเลิกงาน
“ พอดีเลยครับหัวหน้า ผมจะออกประชุมชี้แจงชาวบ้านเตรียมการเลือกตั้งสมาชิกออบอตอ ที่ครบวาระอยู่พอดี ผมขอไปด้วยคน ” บุญทิ้งบอกกับปลัดอำเภอที่เขาเรียกหัวหน้าอย่างให้เกียรติ
ก่อนออกเดินทางบุญทิ้งไม่ลืมที่จะหยิบเอาปืนขนาด 9 มม. ที่เขาซื้อไว้สมัยเป็นตำรวจติดตัวมาด้วย
บุญทิ้งนั่งเบียดเสียดข้างหน้ากับปลัดอำเภอ เขาเหลือบมอง อส. ทำหน้าที่พลขับ พลางนึกเอาใจช่วยในการทำหน้าที่ให้ตลอดรอดฝั่งอย่างปลอดภัย แล้วชำเลืองปลัดอำเภอที่มาในชุดลายพรางเช่นเดียวกับ อส.
บุญทิ้งรู้ดีว่าปลัดอำเภอหนุ่มหน้าตาดี อายุอานามรุ่นราวคราวเดียวกับเขาเป็นผู้มีอนาคตไกล โดยเฉพาะนามสกุลที่เหมือนกับอดีตอธิบดีที่เกษียณอายุไปแล้ว เป็นตัวการันตีในความก้าวหน้า บุญทิ้งได้แต่แปลกใจว่าทำไมเส้นสายใหญ่ขนาดนี้ยังมารับราชการอยู่อำเภอกันดารอย่างนี้ด้วย หรือว่า...แต่ความสงสัยก็ได้แค่เพียงสงสัยไม่กล้าถาม และคิดว่าทุกคนต้องมีเหตุผลของตัวเองที่เป็นเรื่องส่วนตัว
บุญทิ้งก็เช่นกัน แม้แต่ตัวเขาก็ยังอดไม่ได้ที่จะสงสัยในเรื่องของตัวเอง
ตั้งแต่จำความได้เขาไม่เคยรู้เลยสักนิดว่าพ่อแม่ของเขาเป็นใครกัน เห็นมีแต่หลวงตาเท่านั้นที่เลี้ยงดูมา ทุก ๆ เช้าบุญทิ้งจะต้องถือปิ่นโตตามหลังหลวงตาออกบิณฑบาต หลวงตาส่งให้เรียนหนังสือจนจบ ม. 6 จากนั้นเขาก็สอบเข้าโรงเรียนพลตำรวจพร้อมจบออกมาเป็นข้าราชการตำรวจชั้นประทวน
บุญทิ้งเคยสอบถามหลวงตาถึงพ่อแม่หลายครั้ง แต่ก็ได้คำตอบแค่ว่าแม่นำมาฝากไว้กับหลวงตาตั้งแต่ยังเล็กๆ โดยที่หลวงตายังไม่ได้รับฝากเสียด้วยซ้ำ แม่ของเขาก็ทิ้งไว้แล้วหายไป หายไปตราบเท่าทุกวันนี้ ด้วยเหตุนี้เองหลวงตาจึงตั้งชื่อให้เขาว่า บุญทิ้ง เขารู้ตัวดีว่าชื่อเขาออกจะเชย แต่เขาบอกกับตัวเองว่าจะไม่ยอมเปลี่ยนชื่อใหม่อย่างเด็ดขาด เขาจะคงไว้เป็นอนุสรณ์ตราบชั่วชีวิต เพื่อไว้เป็นที่ระลึกว่าเขาถูกทอดทิ้งจากผู้บังเกิดเกล้า แต่ที่จริงแล้วเขาไม่เคยคิดที่จะโกรธแม่แม้แต่นิดตรงกันข้ามเขาปรารถนาที่จะเห็นแม่กลับมา กลับมาหาเขา บุญทิ้งคิดเสมอว่าแม่คงลำบากมากถึงไม่สามารถเลี้ยงเขาได้ และคงมีเหตุผลเพียงพอจึงได้ทิ้งเขาไปเช่นนี้
บุญทิ้งรับราชการเป็นตำรวจ พร้อมทั้งสมัครเรียนต่อกับมหาวิทยาลัยเปิดในคณะนิติศาสตร์ควบคู่ไปด้วย ความหวังตั้งใจของเขาจะต้องเป็นนายร้อยตำรวจให้ได้ และเขาจะต้องเป็นนายร้อยตำรวจที่ดี มีคุณธรรมช่วยเหลือประชาชนตามอุดมการณ์และปณิธานที่ตั้งไว้
บุญทิ้งจบหลักสูตรนิติศาสตร์บัณฑิตดังตั้งใจเมื่อมียศสิบตำรวจโท ความฝันของเขาต้องมลายเมื่อสอบเป็นนายร้อยตำรวจไม่ได้ดังที่ตั้งใจ เขาไม่ละความพยายาม สอบครั้งแล้วครั้งเล่า แต่ก็คว้าน้ำเหลว ในที่สุดเขาจึงหันเหชีวิตมาเป็นนักพัฒนา เขาสอบเป็นปลัด อบต. ได้ในปีนั้น พร้อมอำลาชีวิตราชการตำรวจ มาเริ่มต้นเป็นข้าราชการสังกัดใหม่ที่คลุกคลีอยู่กับชาวบ้านในท้องถิ่นชนบท เด็กวัดอย่างเขาได้แค่นี้ก็นับว่าก้าวหน้าในชีวิตราชการแล้ว เขาคิดเช่นนั้น
รถเลี้ยวเข้าเขตหมู่บ้านในหุบเขา เด็ก ๆ กระโดดโลดเต้นด้วยความดีใจที่นานๆทีจะมีรถผ่านมาให้เห็น แต่เมื่อเห็นผู้แต่งชุดลายพรางถือปืนที่นั่งกระบะหลังเท่านั้น เด็ก ๆ ก็วิ่งเตลิดหนีไปคนละทิศละทาง บางคนร้องไห้จ้า ด้วยความกลัวเกรงตามแบบฉบับของเด็กบ้านดอยที่ถูกผู้ใหญ่หลอกให้กลัวเจ้าหน้าที่บ้านเมืองเพื่อให้ว่านอนสอนง่าย
“ สวัสดีครับท่านปลัดไชยยศ อ้าว …ปลัดออบอตอ ก็มาด้วย เชิญครับ เชิญบนบ้านก่อน ” ผู้ใหญ่บ้านเข้ามาต้อนรับหลังจากที่รถจอดหน้าบ้านแล้ว พวกเขารับไหว้ก่อนก้าวขึ้นเรือนผู้ใหญ่บ้านตามคำเชื้อเชิญ ก่อนที่จะแจ้งความประสงค์
“ รอเดี๋ยวนะครับผมจะจัดหาข้าวปลาอาหารมาให้ ” ผู้ใหญ่บ้านว่า
“ ไม่ต้องหรอกครับผู้ใหญ่พวกเรามีข้าวกล่องมาด้วย อย่าลำบากเลย ” ไชยยศยกมือห้าม แต่ผู้ใหญ่บ้านน้ำใจงามก็ยังจัดหาสำรับมาวางเต็มหน้าให้พวกเขากินจนอิ่มหนำสำราญ
ดวงตะวันลับเหลี่ยมเขาไป ความมืดมิดเริ่มโรยตัวเข้าปกคลุมหมู่บ้านที่กระแสไฟฟ้ายังมาไม่ถึง ยังดีที่เป็นข้างขึ้น แสงเดือนใกล้วันเพ็ญลอยตัวส่องแสงนวลสลัว จึงดูไม่มืดมิดนัก
เสียงเกราะดังเป็นสัญญาณเรียกให้ชาวบ้านมาประชุม โดยผู้ใหญ่บ้านนัดหมายเอาศาลากลางบ้านเป็นที่ประชุมในครั้งนี้ แสงสว่างจากหลอดไฟที่ใช้แบตเตอรี่รถยนต์ที่ไชยยศเตรียมมาส่องสว่างพอมองเห็นหน้ากลุ่มชาวบ้านที่มาประชุมกลุ่มใหญ่
“ สวัสดีครับพ่อแม่พี่น้องชาวบ้านดอยหมู ผมมาประชุมชี้แจงเกี่ยวกับเรื่องยาเสพติด ..ขอให้พวกเราร่วมเป็นหูเป็นตาสอดส่องดูแลอย่าให้แพร่ระบาดมาถึงลูกหลานท่านได้ ..หากมีเบาะแสก็แจ้งกับทางการ ” ปลัดไชยยศสาธยาย จนถึงคิวบุญทิ้งบ้าง
“ สวัสดีครับ…….การเลือกตั้งสมาชิกสภาออบอตอ ที่จะมีขึ้นอีกในเดือนหน้าแทนสมาชิกที่ครบวาระไป คุณสมบัติของผู้เลือกตั้งคือ …….. คุณสมบัติของผู้สมัครรับเลือกตั้งคือ ………. ” ขณะกำลังชี้แจงอยู่นั้นบุญทิ้งไม่เห็นไชยยศกับ อส. ในที่ประชุม เขาจึงสอบถามผู้ใหญ่บ้านเพื่อคลายสงสัย
“ พอดีมีสายมาบอกว่า จะมีกลุ่มขนยาบ้าผ่านหุบเขาท้ายหมู่บ้าน ท่านปลัดไชยยศ กับ อส. จึงรีบไปดักซุ่มจับกุม เลยไม่ได้บอกให้ปลัดบุญทิ้งทราบ ” บุญทิ้งรู้ว่าการปราบปราบไม่ใช่หน้าที่ของเขา ด้วยเหตุนี้กระมังที่ไชยยศไม่ได้ชวนเขาไปด้วย หรือเห็นว่าเขากำลังประชุมชี้แจงกับชาวบ้านอยู่ก็เป็นได้ เขาคิด
“ ปลัดครับ ” อดีตสมาชิก อบต. ที่ครบวาระและคุ้นเคยกับเขาเข้ามากระซิบ
“มีอะไรหรือพี่คำหล้า”
“ คือ ผมกลัวว่ามันอาจจะเป็นกับดักพวกมันนะครับ หรือไม่พวกมันอาจจะวางแผนปล่อยข่าวเพื่ออะไรซักอย่าง ”
“ หรือครับ ไหนลองขยายความให้ผมเข้าใจหน่อยซิครับ ” บุญทิ้งยังไม่เข้าใจ
“ ปลัดลองคิดดูนะครับ วันนี้ใคร ๆ ก็รู้ว่าปลัดอำเภอกับ อส. เข้ามาในหมู่บ้าน แล้วพวกมันยังมีหน้ามาขนยาบ้าอีก ” บุญทิ้งฟังอดีตสมาชิก อบต. พูดแล้วพยักหน้าเห็นด้วยและพอเข้าใจ
“ ไป…นำทางผมไปหน่อย เผื่อยังไง ๆ พวกเขาอาจต้องการความช่วยเหลือ ”
“ท่านผู้ใหญ่ประชุมต่อก่อนครับ” เขาหันไปบอก
แสงจันทร์ยังสาดส่องให้เห็นทางเดินเป็นลาง ๆ อดีตสมาชิก อบต. ส่องไฟฉายพร้อมสาวเท้านำทาง ในขณะบนบ่าสะพายปืนลูกซองยาว ซึ่งเป็นปืนประจำหมู่บ้าน อพป. ไปด้วย บุญทิ้งกระชากลูกเลื่อนลำกล้องปืนของเขาเตรียมพร้อมก่อนที่จะเก็บลงซองที่สะพายซ่อนไว้ข้างลำตัวโดยมีเสื้อแจ็กเก็ตสวมทับ
ผู้นำทางให้สัญญาณเขาเหมือนมีอะไรบางอย่าง ก่อนปิดไฟฉาย แล้วทำเสียงจุ๊ๆ
แว่วเสียงคนพูดอยู่ไกลๆ ฟังไม่ได้ความ
คนนำทางหมอบลงแล้วหันมาทางบุญทิ้ง เขาทำตามแล้วค่อยคืบคลานเข้าไปตามพุ่มไม้และโขดหิน เขาสะกิดผู้นำทางก่อนคืบคลานเข้าใกล้กว่านี้อีก
“ ไหนใครเป็นหัวหน้า ไอ้นี่ หรือไอ้นี่ ” แสงจันทร์บวกแสงไฟแบตเตอรี่ที่ใส่ไว้บนหัวของคนกลุ่มนั้นส่องหน้ากลุ่มคนที่ถูกจับนั่งคุกเข่ารวมกัน แต่ละคนเอามือไว้บนหัว เขาเห็นชายสวมหมวกไหมพรม เล็งปืนสั้นในมือส่ายไปมาใส่ไชยยศ กับ อส. พรรคพวกที่เหลือสี่ห้าคนรายล้อม พร้อมเล็งปืนอาก้าใส่ นี่พวกเขาคงถูกซ้อนแผนจริง ๆ ด้วย จึงถูกจับเป็นเชลยเช่นนี้ บุญทิ้งคิด
“ไม่ไอ้นี่ก็ไอ้นี่แน่ท่าทางมันบอก”
“เอาเลยลูกพี่ จะเอาพวกมันไว้ทำไม ” สมุนที่กำลังเล็งอาก้าใส่พูดขึ้น
เอ้า…เอาไอ้นี่ก่อน ” สิ้นเสียงพูดปืนหันไปจ่อกับหน้าผาก
“อย่า...ยอมแล้ว”คนถูกจ่อร้องลั่น
“ใจเย็นๆ เราคุยกันได้นะคือว่า...” ไชยยศพูดยังไม่ทันจบ
“ ปัง ” ร่างของ อส. เคราะห์ร้ายหงายไปตามแรงของกระสุน เลือดทะลักออกจากแสกหน้า ทุกคนตะลึงงัน แต่ไม่กล้าขัดขืน เพราะมีอาก้าเล็งที่หัวของทุกคน
ชายสวมหมวกไหมพรมคนเดิมหัวเราะอย่างบ้าคลั่ง
“ ไหน ใครจะจับยาบ้ากู มาซินี่ไง เต็มกระเป๋าหมดเลย ต่อไป คิวไอ้นี่ บะ…ท่าทางดีนี่คงจะเป็นหัวหน้าแน่นอน ” ปืนที่ปลิดชีพ อส. กระบอกเดิมมาที่หัวไชยยศ
“ ไม่ใช่หัวหน้าหรอก ” หนึ่งในกลุ่มที่ถูกจับพูดแก้ต่างขึ้น
“ ใช่ไม่ใช่...ไม่เป็นไร ” พูดจบใช้นิ้วชี้สอดเข้าแตะไกร
เสี้ยววินาทีนั้น ไม่มีใครคิดที่จะขัดขืน เพราะนี่มันชีวิตจริงไม่ใช่นิยาย หรือในละครทีวี ไชยยศตัวสั่นระทึกรู้ว่าไม่รอดแน่แล้ว จบกันทีล่ะทีนี้ชีวิต
บุญทิ้งรู้ดีว่าจะต้องทำอะไร เหรียญทองนักแม่นปืนของวิทยาลัยการปกครอง ประกอบกับหลักสูตรชัยยะของโรงเรียนพลตำรวจอย่างเขาคงต้องตัดสินใจ
“ ปัง ” ไชยยศสะดุ้งเฮือกตกใจ แต่...ชายคนที่สวมหมวกไหมพรมร่วงทรุดกับพื้นแทน เลือดสด ๆ ทะลักออกจากรูโหว่ที่หน้าผากนองพื้น
“ ปัง ” บุญทิ้งไม่ปล่อยโอกาสลั่นไกรใส่กลุ่มคนที่ถืออาก้าอีกคนร่วงตาม ทุกคนตะลึงจังงัง
ไชยยศกับ อส. พอรู้ตัวว่ามีคนมาช่วยจึงใช้จังหวะนั้นกระโดดเข้าแย่งปืนพลิกสถานการณ์เอาพวกนั้นเป็นเชลยแทน
“ ใครมาช่วยพวกเรานี่ เยี่ยมเลย” ไชยยศถามขึ้นอย่างงง ๆ
“ ผมเอง ” บุญทิ้งพูดพลางเดินออกจากที่ซ่อนเข้าไปหา
“ โอ้…ปลัดบุญทิ้ง ” ทุกคนร้องเป็นเสียงเดียวกัน
‘ปลัดอำเภอใจเด็ดนำกำลัง อส. จับตายกลุ่มขนยาบ้าหลายศพ’ หนังสือพิมพ์ประโคมข่าวในวันต่อมา แต่คนที่อยู่ในเหตุการณ์คืนนั้นเท่านั้นที่รู้ว่ามันไม่ค่อยตรงตามความเป็นจริงมากนัก
วันนี้ข้าราชการทุกส่วนในอำเภอมารวมกันให้การต้อนรับผู้ว่าราชการจังหวัดที่เดินทางมาประชุมและมอบนโยบายในการป้องกันและปราบปรามยาเสพติด
“ ให้ทุกคนปรบมือให้ปลัดไชยยศด้วย ” เสียงปรบมือดังกราวทั้งหอประชุม “ ผมดีใจที่ข้าราชการของเราเอาจริงเอาจังกับการปราบปรามยาเสพติดในครั้งนี้ เชิญมารับเกียรติบัตร ส่วนความดีความชอบปีนี้รับไปเลยสองขั้น ” เสียงปรบมือดังขึ้นอีกครั้ง
แต่แล้วทุกคนในห้องประชุมก็ต้องเงียบกริบเมื่อไชยยศลุกขึ้นกล่าวคัดค้าน
“ ผมจะไม่ขอรับเกียรติบัตรและความดีความชอบครั้งนี้โดยเด็ดขาด ถ้าหากสิบตำรวจโทบุญทิ้ง ปลัดออบอตอดอยหมูไม่ได้รับด้วย เพราะเขาคือวีรบุรุษผู้ช่วยชีวิตผมไว้ ” เสียงอื้ออึงดังขึ้นในหอประชุม
“ ไหนคนไหนสิบตำรวจโทบุญทิ้ง แล้วเรื่องมันเป็นยังไง ” ผู้ว่า ถามขึ้นอย่างงง ๆ
บุญทิ้งลุกขึ้นยืนเก้ ๆ กัง ๆ แสดงตน ส่วนไชยยศเดินไปที่ไมค์แล้วเล่าเรื่องราวที่เกิดขึ้นให้ผู้อยู่ในหอประชุมฟัง และแล้วเสียงปรบมือก็ดังกราวขึ้นเนิ่นนานอย่างชื่นชม
หลังเลิกประชุมแล้ว ไชยยศเดินปรี่เข้าหาบุญทิ้ง
“ ขอบใจมากเพื่อนรักที่ช่วยชีวิตกันไว้ ” ไชยยศพูดพลางยื่นมือไปจับกับบุญทิ้ง
“ ไม่เป็นไรครับหัวหน้า ”
“ ไม่เอา พูดใหม่ซิเพื่อน ” ไชยยศบอกเสียงดัง บุญทิ้งงง
“ไม่เป็นไรครับท่านปลัด”
“ไม่ใช่อย่างงั้น ไม่เอาเพื่อน...พูดใหม่” ไชยยศยังยืนยัน
“ ให้พูดใหม่เหรอ…ได้ ไม่เป็นไรเพื่อน ” บุญทิ้งเสียงดัง
“ น่าน …มันต้องยังงั้นเพื่อนรัก ”
ทั้งสองยิ้มเริงร่า พร้อมจับมือกันเขย่าแรงและเนิ่นนาน ……