บทความพิเศษ
เรื่อง  "สำนักงานข้าราชการส่วนท้องถิ่น...ทางออกของการถ่ายโอนบุคลากร"

          นับตั้งแต่พระราชบัญญัติกำหนดแผนและขั้นตอนการกระจายอำนาจให้แก่องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น พ.ศ. 2542 มีผลใช้บังคับ และต่อมามีการจัดทำแผนปฏิบัติการกระจายอำนาจฯ ทั้งแผนปฏิบัติการถ่ายโอนภารกิจ การถ่ายโอนงบประมาณ และการถ่ายโอนบุคลากรจากส่วนกลาง ส่วนภูมิภาคสู่องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นในปลายรัฐบาล ชวน หลีกภัย เมื่อปี พ.ศ. 2544 (ประมาณเดือน มกราคม - กุมภาพันธ์ 2544) ซึ่งมี นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ รัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรี ในขณะนั้นเป็นประธานคณะทำงาน จากนั้นมาจนถึงปัจจุบันนี้ 6 ปีพอดี การปฏิบัติตามแผนปฏิบัติการดังกล่าวคืบหน้าไปน้อยมาก
          แผนถ่ายโอนภารกิจ ยังไม่ครบถ้วนแต่ถือได้ว่า ถ่ายโอนได้เกือบทุกภารกิจ ยกเว้นภารกิจหลัก ๆ และที่สำคัญ ๆ เช่น ด้านการศึกษา ด้านสาธารณสุข ด้านการรักษาความสงบเรียบร้อย ยังไม่มีความคืบหน้าเพราะไปติดการโอนเรื่องบุคลากรและงบประมาณเจ้าของอำนาจหรือภารกิจเดิมไม่ยินยอมดำเนินการ ซึ่งเกี่ยวข้องกับกระทรวงสำคัญ ๆ คือ กระทรวงศึกษาธิการ กระทรวงสาธารณสุข และสำนักงานตำรวจแห่งชาติ
          แผนถ่ายโอนงบประมาณ คืบหน้าไปได้ประมาณ 60 % และต้องสดุดลงเมื่อรัฐบาล พลเอกสุรยุทธ์ จุลานนท์ แก้ไขพระราชบัญญัติกำหนดแผนและขั้นตอนการกระจายอำนาจฯ (ฉบับที่ 2) พ.ศ. 2549 จากแผนเดิมรัฐต้องจัดสรรงบประมาณให้ องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นภายในปี พ.ศ. 2549 ไม่น้อยกว่าร้อยละ 35 ของงบประมาณรายจ่ายแผ่นดิน เหลือเพียงไม่น้อยกว่าร้อยละ 25 หมายถึง รัฐจะจัดสรรงบประมาณให้ไม่ต่ำกว่าร้อยละ 25 แต่จะถึงร้อยละ 35 เมื่อใดนั้นสุดแท้แต่ว่ารัฐพร้อมเมื่อไหร่ ซึ่งไม่แน่ใจว่า เมื่อไหร่จึงจะพร้อม เพราะเมื่อมองอย่างคนธรรมดา ๆ แล้ว ไม่มีรัฐบาลใดที่มาจากการเลือกตั้ง ต้องการกระจายอำนาจของตนเอง ไปให้องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นทำแทน เพราะนั่นหมายถึงการลดทอนอำนาจของรัฐบาลนั่นเอง เพราะแม้แต่รัฐบาลทหารก็ไม่ได้ทำ ดังนั้น จึงยากที่จะหวังพึ่งรัฐบาลที่มาจากการเลือกตั้ง ยกเว้นองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นจะรวมตัวอย่างเหนียวแน่นจริง ๆ เพื่อต่อรองกับรัฐบาลในอนาคตได้
          แผนถ่ายโอนบุคลากร เป็นแผนที่อึดที่สุด แทบไม่มีการถ่ายโอนบุคลากรจากส่วนกลางหรือส่วนภูมิภาคลงสู่ท้องถิ่นเลย ยกเว้น บุคลากรจากสำนักงานเร่งรัดพัฒนาชนบท (รพช.) ที่จำใจต้องมาอยู่กับอปท.เพราะหน่วยงานเดิมยุบเลิกไปจึงทำให้บุคลากรของรพช.โอนมาอยู่กับอปท.ได้ ซึ่งบางส่วนก็ไม่ได้โอนมา แต่ยังกลับไปอยู่กับหน่วยงานราชการส่วนกลางเช่นเดิม เช่น กรมป้องกันและบรรเทาสาธารณภัย หรือ กรมทางหลวงชนบท เป็นต้น ข้าราชการที่เคยมีการคาดหวังว่าจะโอนมาอยู่กับองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นโดยเฉพาะ ข้าราชการครู ข้าราชการกระทรวงสาธารณสุขจากสำนักงานสาธารณสุขอำเภอรวมถึงสถานีอนามัย ก็ไม่มีความคืบหน้า ซึ่งในช่วง 6 ปีที่ผ่านมา มีองค์กรที่เป็นตัวแทนของข้าราชการครูพยายามเบี่ยงเบนความสนใจของสังคมเพื่อสร้างความชอบธรรมให้กับตัวเอง เพื่อจะไม่ต้องมาอยู่ภายใต้องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น เช่น ผู้บริหารท้องถิ่นไม่มีการศึกษาบ้าง ผู้บริหารท้องถิ่นเป็นศิษย์ตนเองบ้าง ผู้บริหารท้องถิ่นไม่มีวิสัยทัศน์บ้าง องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นมีเงินน้อยบ้าง เป็นต้น รวมทั้งปัญหาที่สำคัญคือ แรงจูงใจที่รัฐบาลไม่ได้สร้างแรงจูงใจให้กับข้าราชการที่ต้องการมาอยู่องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น และไม่ได้พยายามที่จะทำ เช่น กองทุนบำเหน็จบำนาญที่ปัจจุบันก็ไม่ยอมแก้ไขให้ข้าราชการส่วนท้องถิ่นเป็นสมาชิกได้ เงินค่ารักษาพยาบาลที่ข้าราชการส่วนกลางและส่วนภูมิภาคมีการเบิกจ่ายตรงจากกรมบัญชีกลางแต่องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น ยังต้องเบิกจ่ายจากองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นที่ตนสังกัด ทำให้ไม่มีความคล่องตัวและไม่มั่นคงเพราะองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น ขนาดเล็กเช่น อบต.ขนาดเล็กมีเงินงบประมาณน้อยอาจไม่เพียงพอสำหรับค่าใช้จ่ายเรื่องนี้ หรือแม้แต่ชื่อที่เรียกก็แตกต่างกัน เช่น อบจ.เรียกว่า ข้าราชการอบจ. เทศบาลเรียกว่า พนักงานเทศบาล อบต.เรียกว่า พนักงานส่วนตำบล ทำให้ข้าราชการส่วนกลางและส่วนภูมิภาคมีความรู้สึกว่า ข้าราชการส่วนท้องถิ่นมีเกียรติและศักดิ์ศรีที่ต่ำกว่า ข้าราชการส่วนกลางและส่วนภูมิภาค ซึ่งความรู้สึกเหล่านี้ อาจไม่ต้องถามข้าราชการส่วนกลางหรือส่วนภูมิภาคก็ได้ แต่หากถาม ข้าราชการที่อยู่ในองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นปัจจุบัน ก็คงได้รับคำตอบเหมือนกันว่า มีความรู้สึกเช่นนั้นว่า ข้าราชการส่วนท้องถิ่น เป็นข้าราชการชั้นสอง
          เมื่อมาพิจารณาเกี่ยวกับการถ่ายโอนในช่วง 8 - 9 ปีที่ผ่านมา จะเห็นว่า การที่ข้าราชการส่วนกลางและส่วนภูมิภาค ไม่ยอมมาอยู่หรือมาทำงานในองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น ทั้งที่ ใกล้บ้านและทำงานเพื่อบ้านเกิดของตน และสามารถทำงานได้รวดเร็วมีประสิทธิภาพกว่า ที่ตนสังกัดส่วนกลางและส่วนภูมิภาค นั้น น่าจะมาจากสาเหตุสำคัญ คือ ความไม่มั่นใจในสถานภาพของตนเมื่อเข้าไปอยู่ในองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นแล้ว หนึ่งสวัสดิการที่ตนเคยได้รับจะยังคงได้รับอยู่หรือไม่ โดยเฉพาะกองทุนบำเหน็จบำนาญ (กบข.) ณ วันนี้ก็ไม่ชัดเจน สวัสดิการค่ารักษาพยาบาลสามารถได้รับเต็มเม็ดเต็มหน่วยหรือไม่เพราะอปท.แต่ละแห่งมีสถานะทางการเงินการคลังไม่เท่ากัน สองการปฏิบัติหน้าที่มีระบบการป้องกันการแทรกแซงจากฝ่ายการเมืองได้อย่างไร เพราะต้องอยู่ใกล้ชิดกับนักการเมืองทุกวัน จะไม่มีภาพของครูหรือข้าราชการที่ต้องไปชงเหล้าและเสริฟให้นักการเมืองเช่นภาพในอดีตได้อย่างไร การพิจารณาความดีความชอบมีระบบให้ความเป็นธรรมโดยไม่มีเด็กเส้นเด็กนักการเมืองได้อย่างไร สายการบังคับบัญชาจะได้รับความคุ้มครองมิให้มีการข้ามสายงานหรือแทกแซงจากนักการเมืองอย่างไร รวมทั้งสวัสดิการอื่น ๆ ที่ข้าราชการส่วนกลางและส่วนภูมิภาคเคยได้รับจะได้รับอย่างไร มากขึ้นหรือเท่าเดิมอย่างไร เรื่องต่าง ๆ เหล่านี้ ณ วันนี้ก็ยังไม่ได้รับคำตอบจากรัฐบาลอย่างเป็นทางการและไม่สามารถสร้างแรงจูงใจหรือสร้างความเข้าใจ สร้างความมั่นใจ หรือได้รับการอธิบายอย่างถึงแก่นจากรัฐบาลตั้งแต่รัฐบาล พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร จนถึงปัจจุบัน ดังนั้น จึงเป็นไปไม่ได้ที่ รัฐบาลจะทำให้ข้าราชการเหล่านั้น โดยเฉพาะข้าราชการครู โอนมาอยู่กับองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นโดยไม่มีหลักประกันอะไรเลย
          สาเหตุหนึ่งที่ทำให้ภาพของข้าราชการส่วนท้องถิ่น เป็นเสมือนข้าราชการชั้นสอง ที่ดูเสมือนเป็นข้าราชการที่มีเกียรติและศักดิ์ด้อยกว่า ข้าราชการส่วนกลางและส่วนภูมิภาค ก็คือ ข้าราชการส่วนท้องถิ่น ทั้งข้าราชการกทม.ก็ดี ข้าราชการอบจ.ก็ดี พนักงานเทศบาลก็ตาม พนักงานส่วนตำบลก็ตาม หรือพนักงานเมืองพัทยา ล้วนอยู่ภายใต้การกำกับดูแลอีกชั้นหนึ่งของ ข้าราชการที่สังกัดกระทรวงมหาดไทย นั่นเอง แม้นว่า ภารกิจขององค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นหนักหนาสาหัสกว่า ส่วนราชการอื่น ๆ ที่มีภารกิจเพียงด้านเดียว แต่ภารกิจขององค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นล้วนเกี่ยวข้องและเชื่อมโยงกับทุกภาคส่วนราชการ ทุกกระทรวง ทบวง กรม แต่การที่ องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นอยู่ภายใต้การกำกับดูแล ซึ่งดูภายนอกเสมือนเป็นการดีและใช้คำว่า กำกับดูแลภายหลังมีรัฐธรรมนูญปี พ.ศ. 2540 แทนคำว่า ควบคุมดูแลเหมือนในอดีต และเปลี่ยนหน่วยงานที่ดูแลจากกรมการปกครองเป็นกรมส่งเสริมการปกครองท้องถิ่นในปีพ.ศ. 2545 แล้วก็ตาม แต่ภาพที่ กรมส่งเสริมการปกครองท้องถิ่น ส่งบุคลากรของตน คือ ท้องถิ่นจังหวัด (ข้าราชการระดับ 8) ท้องถิ่นอำเภอ (ข้าราชการระดับ 5 -7) ลงมากำกับดูแลอย่างใกล้ชิดกับองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นแต่ละจังหวัดแต่ละอำเภอ แม้นว่า ตามพระราชบัญญัติจัดตั้งกรมส่งเสริมการปกครองท้องถิ่น จะไม่มีตำแหน่งของข้าราชการส่วนภูมิภาคไว้ก็ตาม แต่กรมส่งเสริมฯ ก็จัดส่งบุคลากรลงไปกำกับอย่างใกล้ชิด โดยให้เหตุผลในทางบวกว่า เพื่อช่วยเหลือส่งเสริมให้องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นมีความเข้มแข็งก็ตาม แต่เมื่อพิจารณาอย่างถ้วนถี่ทั้งในมุมหลักวิชาการ ในมุมของการบริหาร แล้วเจตนาดังกล่าว น่าจะเป็นตรงกันข้ามมากว่า การจัดส่งบุคลากรลงไปกำกับดูแล หรือหากพูดตามตรงก็คือ ควบคุมดูแลอย่างใกล้ชิดนั้น น่าจะทำให้ท้องถิ่นอ่อนแอมากกว่าเข้มแข็ง ถามว่า วันนี้ องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นแต่ละแห่ง ล้วนมีข้าราชการในสังกัดที่ทำงานมาในตำแหน่งต่าง ๆ ผ่านประสบการณ์มาน่าจะมากกว่า ข้าราชการส่วนกลางที่ กรมส่งเสริมฯ จัดส่งลงไปในฐานะ "ท้องถิ่นอำเภอ" หลายเท่าเสียด้วยซ้ำ ท้องถิ่นอำเภอหลายแห่งด้อยทั้งประสบการณ์ ด้อยทั้งคุณวุฒิ ด้อยทั้งวัยวุฒิ และด้อยทั้งสติปัญญา กว่าปลัดองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นหลายเท่าตัว ทำให้เกิดความขัดแย้งระหว่างกันอยู่บ่อยครั้งและหลายแห่ง มีปัญหาถึงขั้นท้าตีท้าต่อย หรือแม้กระทั่งมีการแบ่งฝักฝ่าย ทำให้เกิดความแตกแยกระหว่างองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นด้วยกันเอง ทำให้เกิดความสงสัยว่า การที่กรมส่งเสริมการปกครองท้องถิ่น ส่งบุคลากรของตนเองไปทำงานในฐานะ ท้องถิ่นอำเภอ นั้น แท้จริงแล้ว เป็นการส่งเสริมให้องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นเข้มแข็งขึ้น หรืออ่อนแอลง อ่อนแอในขณะที่กรมส่งเสริมฯเข้มแข็งขึ้นหรือไม่ โดยเฉพาะการผลักดันให้มีส่วนภูมิภาคขึ้นในเร็ววันนี้ โดยอ้างภารกิจที่กรมส่งเสริมฯ ต้องเสริมสร้างให้ท้องถิ่นเข้มแข็งขึ้น ทั้งที่ในทางกลับกัน หากมีส่วนภูมิภาคเกิดขึ้นจริง จะยิ่งทำให้ท้องถิ่นอ่อนแอลงกว่าเดิม
          ปัจจุบัน ภาพของข้าราชการส่วนท้องถิ่น เป็นข้าราชการชั้นสอง ยังคงเป็นภาพที่คนท้องถิ่นเองไม่อาจปฏิเสธได้ ยิ่งหากกรมส่งเสริมฯ ผลักดันให้มี ส่วนภูมิภาค ยิ่งจะตอกย้ำความเป็นข้าราชการชั้นสองมากยิ่งขึ้นกว่าเดิม ซึ่งกรมส่งเสริมฯ หากมีเจตนาที่ดีงามจริง ควรส่งเสริมให้ข้าราชการส่วนท้องถิ่นมีความเข้มแข็งมากกว่า ที่จะส่งเสริมให้คนของตนเอง มีอำนาจเหนือ องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น การทำให้กรมส่งเสริมฯเล็กลงและทำให้องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นใหญ่ขึ้นตางหาก จึงจะเป็นการส่งเสริมองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นอย่างแท้จริง
          หนึ่ง ทำให้ข้าราชการส่วนท้องถิ่น เป็นข้าราชการชั้นหนึ่งเช่นเดียวกับข้าราชการส่วนกลางและส่วนภูมิภาค โดย การแก้ไขพระราชบัญญัติระเบียบบริหารงานบุคคลส่วนท้องถิ่น พ.ศ. 2542 ในประเด็นเหล่านี้    
          -แก้ไขชื่อพระราชบัญญัติจาก พระราชบัญญัติระเบียบระเบียบบริหารงานบุคคลส่วนท้องถิ่น เป็น "พระราชบัญญัติระเบียบข้าราชการส่วนท้องถิ่น" เช่นเดียวกับ พระราชบัญญัติระเบียบข้าราชการพลเรือน
          -เปลี่ยนชื่อข้าราชการส่วนท้องถิ่นทุกประเภท จาก ข้าราชการกทม. ข้าราชการอบจ. พนักงานเทศบาล พนักงานส่วนตำบล และพนักงานเมืองพัทยา เป็น "ข้าราชการส่วนท้องถิ่น" เพื่อให้สอดคล้องกับพระราชบัญญัติระเบียบบริหารราชการแผ่นดินที่บัญญัติการบริหารราชการแผ่นดิน มี 3 ส่วนคือ ส่วนกลาง ส่วนภูมิภาค และส่วนท้องถิ่น ซึ่งก็สอดรับกับประเภทของข้าราชการ ที่มี ข้าราชการส่วนกลาง ข้าราชการส่วนภูมิภา และต้องเป็น ข้าราชการส่วนท้องถิ่น
          -ให้ข้าราชการส่วนท้องถิ่นทุกสังกัด เลื่อนไหลไปมาระหว่างกันได้ โดยมีมาตรฐานกำหนดตำแหน่งเป็นอันหนึ่งอันเดียวกัน
          -คณะกรรมการการบริหารงานบุคคลต้องเป็นไตรภาคีอย่างแท้จริง กล่าวคือ ส่วนหนึ่งมาจากข้าราชการส่วนท้องถิ่น ส่วนหนึ่งมาจากผู้บริหารท้องถิ่น และอีกหนึ่งส่วนมาจากผู้แทนข้าราชการส่วนกลางหรือภูมิภาครวมกับผู้ทรงคุณวุฒิ
          หนึ่ง จัดตั้งสำนักงานข้าราชการส่วนท้องถิ่น ขึ้น
          -มีฐานะเท่าเทียมเสมอกับ สำนักงานข้าราชการพลเรือน ขึ้นตรงต่อ นายกรัฐมนตรี ๆ ในฐานะผู้บริหารสูงสุดของประเทศย่อมมีอำนาจเหนือข้าราชการส่วนท้องถิ่น เหนือองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น ทุกประเภท การให้คุณให้โทษ นายกรัฐมนตรีย่อมมีอำนาจในฐานะผู้บริหารประเทศที่ควบคุมดูแลการบริหารราชการแผ่นดิน
          -สำนักงานข้าราชการส่วนท้องถิ่น มีอำนาจหน้าที่เฉกเช่นเดียวกันกับ สำนักงานข้าราชการพลเรือน เพียงแต่มีภารกิจ อำนาจ หน้าที่ดูแลเฉพาะข้าราชการส่วนท้องถิ่นเท่านั้น
           -ข้าราชการส่วนท้องถิ่นทุกประเภท ต้องสังกัดสำนักงานข้าราชการส่วนท้องถิ่น สามารถเลื่อนไหลไปปฏิบัติหน้าที่ในสำนักงานข้าราชการส่วนท้องถิ่นได้
          -คณะกรรมการการกระจายอำนาจฯ ต้องจัดสรรงบประมาณส่วนหนึ่งซึ่งจะต้องจัดสรรให้องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นแต่ละแห่ง เพื่อจัดสรรเป็นค่าใช้จ่ายให้สำนักงานข้าราชการส่วนท้องถิ่นสำหรับบริหารกิจการ ซึ่งอาจหมายรวมไปถึง เงินเดือนข้าราชการ (ยกเว้นค่าจ้างลูกจ้างประจำ พนักงานจ้าง ค่าตอบแทนผู้บริหารหรือสมาชิกสภาท้องถิ่น) เงินสวัสดิการทุกประเภท เป็นต้น
          หนึ่ง ต้องแก้ไขให้อำนาจการบริหารงานบุคคลเป็นอำนาจของหัวหน้าข้าราชการฝ่ายประจำ มิใช่เป็นอำนาจของข้าราชการฝ่ายการเมืองเช่นปัจจุบัน แบ่งแยกอำนาจหน้าที่ของฝ่ายการเมืองและฝ่ายประจำให้ชัดเจน มิให้ก้าวก่ายหน้าที่ระหว่างกัน
          หนึ่ง ต้องแก้ไขการเบิกจ่ายเงินสวัสดิการค่ารักษาพยาบาลของข้าราชการส่วนท้องถิ่นให้เบิกจ่ายโดยตรงกับกรมบัญชีกลาง โดยกรมส่งเสริมฯ ต้องจัดสรรงบประมาณ ซึ่งโดยปกติต้องจัดสรรให้องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นแต่ละแห่ง ไปตั้งเป็นกองทุนสวัสดิการค่ารักษาพยาบาลข้าราชการส่วนท้องถิ่นร้อยละ 1 - 2 ของเงินอุดหนุนทั่วไปที่ต้องจัดสรรให้องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นแต่ละแห่ง โดยมอบหมายให้กรมบัญชีกลางเป็นผู้รับผิดชอบกองทุนดังกล่าว

          หนึ่ง ต้องแก้ไขระเบียบที่เป็นอุปสรรคต่อปฏิบัติหน้าที่ของข้าราชการ เช่น ระเบียบพัสดุ ต้องให้อำนาจแก้ข้าราชการฝ่ายประจำในการคัดค้านการจัดซื้อจัดจ้างที่ไม่ชอบของผู้บริหารท้องถิ่น หรือ การแบ่งแยกอำนาจในการจัดซื้อจัดจ้างพัสดุครุภัณฑ์ที่ต้องใช้ในราชการหรือสำนักงานเพื่อให้เกิดความคล่องตัวในการบริหารงาน ให้เป็นอำนาจของข้าราชการฝ่ายประจำ กับการจัดซื้อ-จัดจ้างที่ดินและสิ่งก่อสร้าง ควรให้เป็นอำนาจของผู้บริหารท้องถิ่น เพราะเกี่ยวข้องกับท้องถิ่นโดยตรง
          และหนึ่ง ต้องยกเลิกตำแหน่งท้องถิ่นอำเภอ ให้มีเฉพาะสำนักงานท้องถิ่นจังหวัด โดยมอบหมายให้ท้องถิ่นอำเภอเดิม รับผิดชอบประสานงานกับองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นแต่ละอำเภอ โดยให้มีการนิเทศน์งานเดือนละหนึ่งครั้ง และให้นำระบบการบริหารงาน E-Office มาใช้สำหรับงานกำกับดูแลด้านเอกสารแทน ทั้งนี้ เพื่อให้องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น ต้องเดินด้วยขาของตนเอง ต้องใช้สมองของตนในการพัฒนาท้องถิ่นของตนให้เข้มแข็ง กรมส่งเสริมการปกครองท้องถิ่น ควรมีบทบาทเพียงส่งเสริม สนับสนุน ในด้านวิชาการ ด้านการสร้างแรงจูงใจในการทำงาน ด้านพัฒนาบุคลากร ด้านปรับปรุงกฎหมาย ระเบียบ ให้สอดคล้องและเกิดประสิทธิภาพแก่องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นเท่านั้น มิใช่เพื่อกำกับหรือควบคุมดูแล เช่นปัจจุบันหรือที่กำลังมีแนวคิดผลักดันให้มีส่วนภูมิภาคเพิ่มขึ้น
          หากมีการแก้ไขปรับปรุงในเรื่องต่าง ๆ ข้างต้น นั่นก็คือ การปรับระบบการบริหารงานภายในขององค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น หรือก็คือ การประดับตกแต่งบ้านเรือนขององค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นให้พร้อมสำหรับการรองรับการถ่ายโอนบุคลากรซึ่งเป็นข้าราชการ ส่วนกลางหรือ ส่วนภูมิภาค ก็เชื่อมั่นว่า ภายในปี พ.ศ. 2552 ข้าราชการครูก็ดี ข้าราชการสาธารณสุขก็ดี หรือแม้แต่ข้าราชการอื่น ๆ จะมีความหวังและมีความเต็มใจที่จะกลับมารับใช้บ้านเกิดของตน รวมทั้งข้าราชการส่วนท้องถิ่นปัจจุบันก็จะไม่ใครที่มีแนวคิดอยากโอน(ย้าย) ไปสังกัดส่วนราชการส่วนกลางหรือส่วนภูมิภาคอีก ข้าราชการทุกคนน่าจะมีความภาคภูมิในเกียรติและศักดิ์ศรีของตนเช่นเดียวกับ ข้าราชการพลเรือนประเภทอื่น ๆ นั่นจะก็จะทำให้ องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นมีความเข้มแข็งอย่างยั่งยืน ตลอดไป........

นายรากหญ้า...รายงาน
๔ มีนาคม ๒๕๕๐

คุณเห็นด้วยกับบทความนี้หรือไม่

เห็นด้วยมาก
เห็นด้วยน้อย
ไม่เห็นด้วย
ไม่มีความเห็น


ผลการ Vote
Power by Thaimisc.com