"ค่าเช่าบ้านข้าราชการส่วนท้องถิ่น"

         สวัสดีครับเพื่อนข้าราชการส่วนท้องถิ่นทุกท่าน....ช่วงนี้ต้องขออภัยอีกสักครั้ง ไม่ได้เขียนมาคุยกับเพื่อน ๆ อยู่หลายวัน ช่วงนี้ติดภารกิจหลายอย่าง จึงหาเวลามาคุยกับเพื่อน ๆ น้อยลง หวังว่าเพื่อน ๆ ข้าราชการส่วนท้องถิ่นคงเข้าใจและให้อภัยนะครับ
          ทีมงานกลุ่มเพื่อนข้าราชการส่วนท้องถิ่น ต้องขอถือโอกาสนี้ชี้แจงกรณีที่ได้โปรยหัวข้อข่าวกรณีการเสียชีวิตของท่านปลัดเกษม ตนุตาพงษ์ ปลัดอบต.ลวงเหนือ อำเภอดอยสะเก็ด จ.เชียงใหม่ ที่บอกว่าท้องถิ่นจังหวัดและเจ้าหน้าที่ท้องถิ่นจังหวัดเชียงใหม่ ไม่ได้มาร่วมงานฌาปนกิจศพเมื่อวันที่ ๒๐ เมษายน ๒๕๕๑ ที่ผ่านมา ท่านสมนึก ปิ่นถาวร ผู้ช่วยท้องถิ่นจังหวัดเชียงใหม่ แจ้งมาว่า ในวันดังกล่าวติดรับเสด็จสมเด็จพระบรมโอรสาธิราชฯ ซึ่งพระองค์ท่านเสด็จพระราชทานปริญญาบัตรของมหาวิทยาลัยราชภัฏที่อำเภอแม่ริม จังหวัดเชียงใหม่ จึงไม่สามารถมาร่วมงานฌาปนกิจศพได้ แต่ได้ไปร่วมพิธีสวดพระอภิธรรมในคืนวันที่ ๑๗ เมษายน ๒๕๕๑ ที่ผ่านมา ร่วมกับท้องถิ่นจังหวัดและเจ้าหน้าที่ท้องถิ่นจังหวัดแล้ว จึงเรียนชี้แจงมายังเพื่อน ๆ ข้าราชการส่วนท้องถิ่นได้รับทราบโดยทั่วกันครับ.
         วันนี้ อยากชวนพวกเราคุยกันเรื่อง ค่าเช่าบ้านข้าราชการส่วนท้องถิ่น เราทราบกันดีอยู่แล้วว่า ข้าราชการส่วนท้องถิ่นต้องปฏิบัติตามระเบียบกระทรวงมหาดไทยว่าด้วย ค่าเช่าบ้านของข้าราชการส่วนท้องถิ่น พ.ศ. ๒๕๔๘ ซึ่งออกให้สอดคล้องกับพระราชกฤษฎีค่าเช่าบ้านข้าราชการ พ.ศ. ๒๕๔๗ แต่ผมก็ไม่เข้าใจว่า เมื่อข้าราชการพลเรือนได้มีการแก้ไขพระราชกฤษฎีกาค่าเช่าบ้านข้าราชการ (ฉบับที่ ๒) พ.ศ. ๒๕๕๐ ซึ่งมีผลใช้บังคับตั้งแต่วันที่ ๑๑ ธันวาคม ๒๕๕๐ เป็นต้นมา นับถึงวันนี้ก็เกือบ ๕ เดือนแล้วที่มีการใช้บังคับ สาระสำคัญที่มีการแก้ไขตามพระราชกฤษฏีกาฉบับนี้ก็คือ การให้สิทธิแก่ข้าราชการที่เคยรับราชการครั้งแรก ณ ท้องที่ (อำเภอ) แห่งใด และได้ย้ายไปรับราชการยังท้องที่แห่งใหม่ ต่อมาได้รับคำสั่งให้ย้ายกลับมาปฏิบัติหน้าที่ยังท้องที่ (อำเภอ) ที่รับราชการครั้งแรก ให้สามารถเบิกค่าเช่าบ้านได้หรือเช่าซื้อได้ แต่จนถึงบัดนี้ กระทรวงมหาดไทย โดยกรมส่งเสริมการปกครองท้องถิ่น ยังไม่ได้มีท่าทีหรือดำเนินการแก้ไขระเบียบกระทรวงมหาดไทยว่าด้วย ค่าเช่าบ้านของข้าราชการส่วนท้องถิ่น พ.ศ. ๒๕๔๘ ให้สอดคล้องกับพระราชกฤษฎีกาดังกล่าว ทั้งนี้ ตามหลักแล้ว ข้าราชการส่วนท้องถิ่นต้องได้รับสิทธิเท่าเทียมหรือไม่ต่ำกว่าข้าราชการพลเรือน แต่จนบัดนี้ สิทธิค่าเช่าบ้านข้าราชการส่วนท้องถิ่นถือว่าด้อยกว่าข้าราชการพลเรือนไปเสียแล้ว จึงอยากเรียนถามไปยังท่านอธิบดีกรมส่งเสริมการปกครองท้องถิ่นว่า กรมส่งเสริมฯนั้นได้ดำเนินการเรื่องนี้หรือไม่ หรือว่าท่านเห็นว่า ข้าราชการส่วนท้องถิ่นไม่ได้เป็นส่วนหนึ่งของกรมส่งเสริมการปกครองท้องถิ่น จึงมิได้นำพาเพื่อให้สิทธิประโยชน์นี้เกิดขึ้น .
          ในเรื่องสวัสดิการต่าง ๆ ของข้าราชการส่วนท้องถิ่นหลายอย่างหลายประการ ดูเหมือนจะดี และในทางหลักการแล้ว เราเชื่อว่าข้าราชการส่วนท้องถิ่น จะต้องมีสวัสดิการที่ดีกว่าข้าราชการพลเรือน เพราะข้าราชการส่วนท้องถิ่นต้องปฏิบัติหน้าที่ในท้องถิ่นซึ่งค่อนข้างลำบากทั้งกายและใจ และโดยหลักการตามรัฐธรรมนูญแล้ว ข้าราชการส่วนท้องถิ่นสามารถออกระเบียบหรือหลักเกณฑ์ที่ไม่ต้องอิงกับข้าราชการพลเรือน แต่ต้องได้สิทธิประโยชน์ไม่ด้อยกว่าข้าราชการพลเรือน นั่นก็คือ ข้าราชการส่วนท้องถิ่นสามารถได้รับสิทธิประโยชน์ที่เหนือกว่าข้าราชการพลเรือน โดยสิทธิประโยชน์ต่าง ๆ ของข้าราชการส่วนท้องถิ่น ไม่ต้องออกเป็นพระราชกฤษฎีกา หรือไม่ต้องผ่านมติครม.นั่นเอง แต่ให้ออกเป็นระเบียบกระทรวงมหาดไทยหรือหลักเกณฑ์กระทรวงมหาดไทย ซึ่งผ่านความเห็นชอบเพียงรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทยเท่านั้น แต่เมื่อมาพินิจพิจารณาดูแล้ว พวกเราจะเห็นว่า กระทรวงมหาดไทยไม่เคยคิดแบบก้าวหน้า หรือคิดออกระเบียบที่ก้าวหน้ากว่าข้าราชการพลเรือน หรือดำเนินการใด ๆ ให้เห็นว่า ข้าราชการส่วนท้องถิ่นได้รับสิทธิประโยชน์ก้าวหน้า หรือเหนือกว่าข้าราชการพลเรือนแต่อย่างใด ดังจะเห็นว่า สิทธิต่าง ๆ ที่ข้าราชการส่วนท้องถิ่นได้รับนั้น ไม่ว่าจะเป็น สวัสดิการค่าเช่าบ้าน สวัสดิการค่ารักษาพยาบาล สวัสดิการค่าเล่าเรียนบุตร เราต้องรอให้ข้าราชการพลเรือน โดยกรมบัญชีกลาง ดำเนินการออกพระราชกฤษฏีกา หรือระเบียบกระทรวงการคลังก่อน แล้วข้าราชการส่วนท้องถิ่นโดยกระทรวงมหาดไทยจึงจะพิจารณาร่างระเบียบ หรือหลักเกณฑ์ออกตามหลัง ซึ่งเกือบร้อยเปอร์เซ็นต์มีเนื้อหาสาระสำคัญไม่แตกต่างอะไรไปจากพระราชกฤษฏีกาหรือระเบียบที่กระทรวงการคลังออกเลย และบางครั้งรู้สึกจะด้อยกว่าด้วยซ้ำไป เช่น สวัสดิการค่าเช่าบ้านที่ล่าสุดกระทรวงมหาดไทยก็ยังไม่ได้มีท่าทีที่จะแก้ไขให้แต่อย่างใด สวัสดิการค่ารักษาพยาบาลแม้ว่าจะได้รับเหมือนกัน แต่ข้าราชการพลเรือนก็ได้สิทธิที่เหนือกว่า โดยการไม่ต้องสำรองจ่ายก่อน แต่สามารถจ่ายตรงได้ แม้ว่า กรมส่งเสริมฯกำลังจะดำเนินการให้แต่ก็ถือว่าเนิ่นช้า ก้าวตามไม่ทันข้าราชการพลเรือน หรือกองทุนบำเหน็จบำนาญข้าราชการ ข้าราชการพลเรือนได้มีการดำเนินการมานานนับสิบปีแล้ว แต่ข้าราชการส่วนท้องถิ่นกลับไม่ได้ดำเนินการในเรื่องนี้ หรือผลักดันให้ข้าราชการส่วนท้องถิ่นนั้นสามารถเป็นสมาชิกกองทุนบำเหน็จบำนาญได้ ซึ่งผมก็ไม่เข้าใจเหมือนกันว่า ทำไมข้าราชการส่วนท้องถิ่นถึงด้อยค่า ไม่สามารถเข้าเป็นส่วนหนึ่งของกองทุนบำเหน็จบำนาญนี้ได้ แล้วเช่นนี้ จะหวังให้ข้าราชการพลเรือน โดยเฉพาะข้าราชการครู ข้าราชการสาธารณสุข ที่แผนกระจายอำนาจฯกำหนดให้ถ่ายโอนมาอยู่ท้องถิ่นสบายใจได้ ซึ่งแค่สวัสดิการก็ไม่เหมือนกันแล้ว คงไม่ต้องถามถึงตำแหน่งหน้าที่ในอนาคตที่ต้องทำงานร่วมกับผู้บริหารท้องถิ่น หรือฝ่ายการเมืองระดับท้องถิ่นที่มีความแตกต่างกับหน่วยงานเดิมที่ค่อนข้างอยู่ห่างไกลกับฝ่ายการเมือง แต่เมื่อมาอยู่ใกล้ชิดแล้ว ความไม่แน่นอนในตำแหน่งหน้าที่หรือหลักประกันในความเป็นข้าราชการ หรือความอิสระในการปฏิบัติหน้าที่จะมีหรือไม่ ยิ่งมองไม่เห็นครับ มีเพื่อน ๆ หลายคนที่เป็นข้าราชการส่วนท้องถิ่นบอกกับผมว่า หากเขาเป็นข้าราชการพลเรือน หรืือข้าราชการครู จะให้เขาโอนมาอยู่ท้องถิ่น หากการเมืองท้องถิ่นยังเป็นแบบนี้ เขาก็คงไม่มาหรอก ขนาดคนในเรายังคิดเช่นนี้ แล้วจะหวังอะไรกับคนข้างนอกที่มององค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นอยู่ จึงหวังว่ากรมส่งเสริมการปกครองท้องถิ่น คงจะเร่งแก้ไขระเบียบฯค่าเช่าบ้านให้สอดคล้องกับข้าราชการพลเรือนโดยเร็ววัน
          ท้ายวันนี้ ก็อยากฝากคณะกรรมการสมาพันธ์ปลัดองค์การบริหารส่วนตำบลแห่งประเทศไทย กับสมาคมพนักงานส่วนตำบลแห่งประเทศไทยว่า การจัดสัมมนาประจำปีนั้น อยากให้มีช่วงเวลาที่จะนำปัญหาอุปสรรคต่าง ๆ ในรอบปีของข้าราชการส่วนท้องถิ่นมาสัมมนาอภิปรายแลกเปลี่ยนและสรุปข้อเสนอแนะให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องนำไปแก้ไขบ้าง แต่ก็น่าผิดหวังครับกับ ี้กำหนดการประชุมสัมมนาสมาพันธ์ปลัดอบต.ที่ออกมาแล้ว ก็ค่อนข้างผิดหวังเหมือนเดิม ไม่มีช่วงไหนที่จะให้ปลัดอบต.หรือพนักงานส่วนตำบลที่เข้าร่วมงานได้มีโอกาสแลกเปลี่ยนความคิดเห็น หรือเสนอประเด็นต่าง ๆ ที่เป็นปัญหาในพื้นที่ ในทางปฏิบัติ เพื่อสรุปแนวทางให้สมาพันธ์ฯนำไปผลักดันให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องดำเนินการแก้ไขให้ถูกต้องเหมาะสม ผมเคยให้ข้อเสนอแนะว่า การบรรยายของวิทยากรทั้งในส่วนของ หน่วยกำกับดูแลไม่ว่าจะเป็นข้าราชการในกรมส่งเสริมฯก็ดี ผู้ทรงคุณวุฒิที่เกี่ยวข้องก็ตาม พวกเราได้รับฟังจากหลากหลายเวทีอยู่แล้วในปีหนึ่ง ๆ ที่มีการฝึกอบรม ประชุม สัมมนาที่กรมส่งเสริมฯ หรือกระทรวง ทบวง กรม ต่าง ๆ จัดขึ้น แต่เวทีนี้ น่าจะเป็นเวทีที่พวกเราจะได้สะท้อนปัญหา อุปสรรคในการทำงาน และเสนอแนะทางออกให้ผู้ใหญ่หรือหน่วยงานที่เกี่ยวข้องรับทราบ และนำไปแก้ไขตางหาก เวทีนี้ น่าจะเป็นเวทีให้ผู้ใหญ่มารับฟังเรามากกว่า ที่เราจะต้องมานั่งรับฟังพวกท่านบรรยายอีก แม้นว่า ท่านประธานฯเชื้อ ฮั่นจินดา พร่ำบอกเสมอ ๆ ว่า เพื่อน ๆ จะเอาอะไรอีก สมาพันธ์ฯจัดให้เพื่อน ๆ มาเที่ยวพักผ่อนปีละหนก็น่าจะพอใจแล้ว ถ้าคณะกรรมการสมาพันธ์ฯคิดได้แค่นี้ ก็สมควรแล้วที่ข้าราชการส่วนท้องถิ่น ควรเป็นข้าราชการชั้นสองต่อไป ยิ่งไปกว่านั้น ปีนี้ ยังได้ออกปากเชิญฝ่ายการเมืองเข้าร่วมสัมมนาอีกก็ไม่รู้ว่ามีเจตนาอย่างไร มีวัตถุประสงค์อะไร หรือจะเป็นการหารายได้ก่อนทิ้งท้ายตำแหน่งประธานฯเป็นปีสุดท้าย ก่อนขึ้นเป็นปลัดเทศบาลต่อไป ดังนั้น ผมคนหนึ่งที่ขอประท้วงเงียบในฐานะที่เป็นปลัดอบต.เช่นเดียวกัน ไ่ม่ขอเข้าร่วมงานสัมมนาในปีนี้ ส่วนท่านอื่นจะคิดอย่างไร ก็ไม่ว่ากันครับ ต่างคนต่างมีมุมมองของตนเองครับ และก็หวังว่า สมาคมพนักงานส่วนตำบลแห่งประเทศไทย คงไม่เดินตามสมาพันธ์ฯนะครับ วันนี้ลาไปก่อนครับ .
          
.
     

พิพัฒน์ วรสิทธิดำรง
phiphatw@hotmail.com
๑ พฤษภาคม ๒๕๕๑
 

 

 

 

อ่านคอลัมน์ ชวนคุยเรื่องท้องถิ่นย้อนหลัง

  คลิกที่นี่