"สวัสดิการค่ารักษาพยาบาล"

         สวัสดีครับเพื่อนข้าราชการส่วนท้องถิ่นทุกท่าน....เมื่อวานนี้ (๓๑ ส.ค. ๕๑) ผมได้รับอีเมล์จากเพื่อนข้าราชการส่วนท้องถิ่นท่านหนึ่ง ขอให้ช่วยแนะนำหาทางออกเรื่องการเบิกค่ารักษาพยาบาลให้หน่อย เนื่องจากต้องรักษาพยาบาลมารดาเดือนละ ๒๐,๐๐๐ บาท และเบิกไม่ได้มานานเกือบปีแล้ว ดังมีข้อความสั้น ๆ ว่า "สวัสดีครับป. ผมอยากให้ป.ช่วยติดตามเรื่องเบิกจ่ายตรงของกรมด้วยครับ  แม่ผมเป็นโรคไตวาย  ต้องเข้าโรงบาลตกเดือนละ  20,000  บาท  เบิกไม่ได้มาเกือบปีแล้วครับ  ถูกกดดันให้ย้ายหนีผมรู้สึกแย่มาก  จนคิดว่า  เป็นข้าราชการชั้น  2  ให้พวกนักการเมืองรังแกแบบเถื่อนๆ  ช่วยแนะนำทางออกให้ผมด้วยครับ" ผมได้ให้คำแนะนำและตอบคำถามไปสั้น ๆ ว่า "เรื่องนี้ เท่าที่ทราบ กรมฯแจ้งว่า ต้องทำเป็น พ.ร.บ. หรือ พ.ร.ฏ. ซึ่งไม่มั่นใจว่าจะแล้วเสร็จเมื่อใด แต่อย่างไรก็ตามก็จะหาวิธีสื่อสารกับผู้รับผิดชอบได้เร่งรัดเรื่องเหล่านี้โดยเร็วครับ ในเบื้องต้น อยากให้น้องทำเรื่องไปหารือตรงไปที่กรมฯ อาจเป็นหนังสือส่วนตัว โดยขอความช่วยเหลือว่าจะให้ดำเนินการอย่างไร อาจทำหนังสือไปหารองฯวสันต์ โดยตรงก็จะดีครับ เพราะจะได้หาวิธีช่วยเหลือ ซึ่งที่เชียงใหม่เคยได้ยินมาว่ามีอบต.แห่งหนึ่งปลัดอบต.ต้องเข้าโรงพยาบาลทุกเดือนลักษณะนี้ เดือนหนึ่งก็หมดไปหลายหมื่น รวมแล้วเป็นล้านบาท ที่อบต.ต้องค้างชำระต่อโรงพยาบาล รู้สึกว่ากรมฯจะของบอุดหนุนเป็นกรณีพิเศษจากคณะกรรมการการกระจายอำนาจฯ เพื่ออุดหนุนอบต.แห่งนั้นโดยเฉพาะสำหรับนำไปชำระให้กับโรงพยาบาลครับ"
         ครับ แน่นอนว่าเรื่องนี้ มิใช่เรื่องใหม่ เป็นเรื่องที่เป็นปัญหาหมักหมมมาตลอด ๑๐ ปีที่ผ่านมา แม้แต่พี่ของผมคนหนึ่ง ซึ่งนับถือเป็นเสมือนพี่น้องกัน เป็นปลัดอบต.เช่นเดียวกัน อยู่ในอบต.แห่งหนึ่งในจังหวัดนนทบุรี ซึ่งพวกเราอาจมองเห็นภาพออกว่า อบต.ในเขตจังหวัดปริมณฑลกรุงเทพฯ นั้น ส่วนใหญ่รายได้ก็ ๕๐ ล้านบาทขึ้นทั้งนั้น ยังมีปัญหากับนายกอบต.เกี่ยวกับค่ารักษาพยาบาลของบิดาท่านปลัดฯท่านนี้เลย โดยเดือนหนึ่ง ๆ บิดาของท่านปลัดฯต้องเข้าโรงพยาบาลหลายครั้ง เพราะต้องฟอกไตสัปดาห์ละ ๓ วัน ดังนั้น เดือนหนึ่ง ๆ ต้องเีสียค่าใช้จ่ายไม่น้อยเลยทีเดียว จนในที่สุดท่านปลัดฯก็ต้องถูกกลั่นแกล้งโดยนายกฯท่านนี้ ก็หาหนทางหรือบีบทุกทางให้ย้ายออกจากอบต. ทั้งที่ปลัดฯท่านนี้ ทำงานให้สารพัด จนนายกฯ ไร้คู่แข่งขันในการเลือกตั้งล่าสุด และทำงานเพื่อส่วนรวมทั้งในส่วนขององค์กรภาคเอกชน องค์กรของข้าราชการไม่ว่าสมาพันธ์ปลัดอบต. หรือสมาคมพนักงานส่วนตำบล รวมทั้งสมาคมของพวกนายกฯเองก็ช่วยมาไม่เคยเกี่ยง มีน้ำใจกับเพื่อนทุกคน แต่ก็ต้องมาแพ้กับระบบและกฎหมายที่คนที่ร่างกฎหมายไม่ได้ใช้ แต่คนที่ใช้คือคนที่ไม่ได้ร่าง (คำพูดของท่านปลัดฯธัญศักดิ์) เสมือนกับคำพังเพยที่ว่า "คนซื้อไม่ได้ใช้ คนใช้ไม่ได้ซื้อ" นั่นเอง กฎเกณฑ์เหล่านี้ที่ออกมาบังคับใช้กับพวกเรา ท่านดร.สรชาติ สุวรรณพรหม อาจารย์ประจำมหาวิทยาลัยรังสิต พูดกับผมเสมอว่า ไม่ว่ากฏหมาย ระเบียบ หลักเกณฑ์ ทุกเรื่อง คนเป็นคนเขียน ดังนั้น คนก็สามารถแก้ไขได้ อยู่ที่ว่า พวกเรากล้าหรือไม่เท่านั้น กล้าที่จะเปลี่ยนแปลง กล้าที่จะต่อสู้ กล้าที่ยืนหยัดอยู่กับความถูกต้อง ซึ่งแน่นอนว่า การต่อสู้เพื่อให้ได้มาซึ่งสิทธิประโยชน์อะไรก็ตามที่มีการวางระบบไว้ตั้งแต่แรกแล้ว หากเราต้องการเปลี่ยนแปลง มันต้องแลกกับความเจ็บปวด หรืออาจต้องบาดเจ็บกันบ้าง มันไม่ได้มาโดยง่ายอย่างที่พวกเราคิดแน่นอน แล้วพวกเราจะทำอย่างไรล่ะ หรือจะปล่อยให้เป็นอย่างนี้ต่อไป เมื่อไหร่ที่ปัญหาไม่เกิดขึ้นกับฉัน ฉันก็ไม่เดือดร้อนฉันไม่ยุ่งดีกว่า ใครจะทำอะไรก็ตามใจเช่นนั้นหรือ หรือคิดว่า พวกเราควรเอาบิดา มารดา ลูก สามี/ภรรยา หรือแม้แต่ตัวเราเอง ไปทำประกันชีวิตไว้ดีกว่า ไปประกันการรักษาพยาบาลเพิ่มขึ้นอีก หากเป็นอะไรขึ้นมาก็จะได้ไม่เบิกจากอบต. เบิกจากบริษัทประกันก็ได้ ไม่ง้ออบต.หรือไม่ง้อนายกฯก็ได้เช่นนั้นหรือ นั่นคือทางออกแล้วหรือ .
          เรื่องนี้ เท่าที่จำได้ ท่านรองฯวสันต์ เคยพูดไว้หลายเวทีว่า กรมส่งเสริมฯอยู่ระหว่างการผลักดันเรื่องนี้ และมีการสำรวจความเห็น ค่าใช้จ่ายของพวกเราไปแล้ว รวมทั้ง ล่าสุดผมจำไม่ได้ว่า ท่านรองฯวสันต์ วรรณวโรทร ได้พูดไว้เวทีใดว่า ขณะนี้อยู่ระหว่างการยกร่างเป็นพระราชบัญญัติหรือพระราชกฤษฏีกานี่แหละ (แ่ต่ก็สักประมาณสองเดือนแล้วที่พูดถึง) ณ วันนี้ รู้สึกว่าจะเงียบไป ในเวทีของพวกเราไม่ว่าจะเป็น สมาพันธ์ปลัดอบต.ก็ดี สมาคมพนักงานส่วนตำบลก็ตาม หรือ สมาคมพนักงานเทศบาลก็แล้วแต่ ผมยังไม่ได้ยินกรรมการในองค์กรทั้งสามหยิบยกเรื่องนี้มาพูดในที่ประชุมแต่อย่างใด มีก็ล่าสุดที่ท่านปลัดฯธัญศักดิ์ ได้พูดขณะกล่าววิสัยทัศน์ต่อที่ประชุมผู้แทนปลัดเทศบาลทั่วประเทศในการเลือกกรรมการกลางพนักงานเทศบาล (ก.ท.) เมื่อวันที่ ๒๑ สิงหาคม ๒๕๕๑ ที่ผ่านมา แต่ในเวทีของที่ประชุมยังไม่มีการหยิบยกเรื่องนี้เป็นวาระจำเป็น หรือวาระเร่งด่วนที่คณะกรรมการบริหารองค์กรทั้ง ๓ จะผลักดันให้เกิดผลในทางปฏิบัติโดยเร็วอย่างไร ผมคิดว่า เรื่องนี้น่าจะเป็นเรื่องเร่งด่วนกว่าเรื่องค่าน้ำมันสำหรับนายกฯและปลัดอปท.ที่กรรมการกลางพนักงานส่วนตำบล อดีตประธานสมาพันธ์ปลัดอบต. กล่าวแสดงวิสัยทัศน์ไว้ในการเลือกผู้แทนปลัดอบต.ในกรรมการกลางพนักงานส่วนตำบลเมื่อ ๒๑ สิงหาคม ๒๕๕๑ ที่ผ่านมา เพราะเรื่องสวัสดิการค่ารักษาพยาบาล เป็นเรื่องของข้าราชการส่วนท้องถิ่นทุกตำแหน่ง ทุกระดับ กว่า ๑๕๐,๐๐๐ คน ผิดกับเงินค่าน้ำมันรถที่ผู้ที่จะได้รับประโยชน์มีเพียงประมาณ ๑๔,๐๐๐ คนเท่านั้น ผมไม่มั่นใจว่า กรมส่งเสริมฯมีความจำเป็นขนาดไหนที่ต้องออกเป็นพระราชบัญญัติหรือพระราชกฤษฏีกา ในเมื่อระเบียบกระทรวงมหาดไทยว่าด้วย ค่ารักษาพยาบาลของพนักงานส่วนท้องถิ่น ที่ใช้บังคับอยู่ในปัจจุบันก็มีสถานะเพียงแค่ระเบียบกระทรวงเท่านั้น ดังนั้น กรณีนี้ จะออกเป็นระเบียบมิได้หรือ ก็อยากฝากไปยังท่านปลัดฯ พัสกร ใยน้อย ท่านปลัดฯ ทวีศักดิ์ ศรีทองกิติกูล กรรมการกลางพนักงานส่วนตำบล และประธานและกรรมการสมาพันธ์ปลัดอบต.แห่งประเทศไทย รวมทั้งท่านปลัดฯสรณะ เทพเนาว์ กรรมการกลางพนักงานเทศบาล และนายกสมาคมพนักงานเทศบาลแห่งประเทศไทย ได้ร่วมกันคิดพิจารณานำเรื่องนี้เป็นวาระสำคัญของสมาพันธ์ฯและสมาคมฯ โดยเร่งด่วน เพื่อผลักดันให้ ข้าราชการส่วนท้องถิ่น ได้เบิกสวัสดิการค่ารักษาพยาบาลตรง เช่นเดียวกันกับข้าราชการพลเรือน ไม่ว่าจะโดยวิธีใดก็ตาม เช่น การจัดตั้งกองทุน หรือการขอให้คณะกรรมการการกระจายอำนาจฯออกระเบียบหรือประกาศเพื่อหักเงินที่ต้องโอนอุดหนุนให้ท้องถิ่นเพื่อนำไปจัดตั้งเป็นกองทุนค่ารักษาพยาบาลแก่ผู้บริหาร ข้าราชการและลูกจ้าง องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น ให้แล้วเสร็จภายในปี พ.ศ. ๒๕๕๑ (ภายในเดือนธันวาคม ๒๕๕๑) ก็จะเป็นบุญเป็นคุณแ่ก่เพื่อน ๆ ข้าราชการส่วนท้องถิ่นที่กำลังประสบปัญหาอยู่ในปัจจุบัน และในอนาคต ซึ่งท่านก็จะได้ผลงานเรื่องนี้เป็นผลงานสำคัญอีกด้วย หรือจะว่าไปก็คือ จะได้ใจจากเพื่อนพ้องน้องพี่ชาวท้องถิ่นเต็มร้อยครับ.
          ในส่วนของการแก้ไขปัญหาเฉพาะหน้า อยากนำเรียนผ่านไปยังท่านรมว.มหาดไทย คนใหม่ ฯพณฯ พล.ต.อ.โกวิท วัฒนะ ท่านรัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงมหาดไทย ฯพณฯ สุพล ฟองงาม ท่านอธิบดีกรมส่งเสริมการปกครองท้องถิ่น และท่านรองอธิบดีฯ วสันต์ วรรณวโรทร ได้ช่วยมอบนโยบายให้กับท้องถิ่นจังหวัดทุกจังหวัดได้ช่วยสอดส่องดูแลน้อง ๆ ข้าราชการส่วนท้องถิ่นในจังหวัดของท่าน ที่ไม่ได้รับความเป็นธรรมเกี่ยวกับเรื่องนี้ รวมทั้งเรื่องสวัสดิการค่าเช่าบ้านด้วย เพราะมีหลายแห่งผู้บริหารไม่ยอมให้เบิก แม้แต่เทศบาลนครแห่งหนึ่งในเชียงใหม่ ได้ยินมาว่า ข้าราชการที่นั่น ต้องยอมรับสภาพมิให้เบิกค่าเช่าบ้าน หากใครขอโอน(ย้าย)ไปลงที่นั่นจะต้องถูกจับมือให้เซ็นต์ยินยอมว่าจะขอสละสิทธิ์ไม่เบิกค่าเช่าบ้าน เท็จจริงอย่างไร คนในเท่านั้นที่รู้ หากเป็นความจริง มันก็ไม่แตกต่างอะไรกับการเซ็นต์ยินยอมสละสิทธิ์ให้มีการข้ามบัญชีไว้ล่วงหน้าของการสอบแข่งขันเข้ารับราชการที่นครปฐมแต่อย่างใด เรื่องสวัสดิการเหล่านี้ เป็นขวัญและกำลังใจสำหรับคนทำงานเงินเดือนน้อยอย่างข้าราชการ หากผู้บริหารท้องถิ่นเอาเปรียบข้าราชการเช่นนี้อีก ไฉนเลยที่ข้าราชการเหล่านี้จะมีใจรักในงาน หรือเอาใจใส่ในงานอย่างเต็มความสามารถหรือเต็มศักยภาพของตน เพราะแม้แต่ข้าราชการครูที่มีสวัสดิการเพรียบพร้อม ทั้ง เงินเดือน เงินประจำตำแหน่ง เงินวิทยฐานะ เงินสวัสดิการเต็มที่แล้ว หลายคนยังต้องลดตนไปเป็นแม่ค้าพ่อค้า ไม่ว่าแอมเวย์ กิฟฟารีน มิสทิน ฯลฯ หรือสอนพิเศษ เพื่อให้ได้เงินมาใช้จ่ายให้เพียงพอต่อความต้องการของตนและครอบครัว แล้วไฉนเลยข้าราชการส่วนท้องถิ่นหากได้รับการเอารัดเอาเปรียบเช่นนี้ จะมีใจให้กับงานที่ตนทำ แต่อาจต้องไปเป็นคนขายแอมเวย์ สาวมิสทีน หนุ่มกิฟฟารีนบ้าง หรือแม้แต่การหาเงินใต้โต๊ะ ก็อาจเกิดขึ้นได้ จึงอยากให้กรมส่งเสริมฯ เืมื่อมีหน้าที่ส่งเสริมฯแล้ว ก็ขอให้ทำหน้าที่ในเรื่องนี้ได้อย่างสมบูรณ์ด้วยครับ.
          ครั้งหนึ่ง ผมจำได้ว่า เคยโทรศัพท์คุยกับคุณทวีศักดิ์ ศรีทองกิติกูล ประธานสมาพันธ์ปลัดอบต.แห่งประเทศไทย ในขณะที่ได้ข่าวว่าได้รับการเลือกเป็นประธานสมาพันธ์ฯคนใหม่ ช่วงแรก ๆ โดยทราบว่า ท่านปลัดฯทวีศักดิ์ มีแนวคิดแบบเชิงรุก มีการแบ่งงานให้กับคณะกรรมการสมาพันธ์ออกเป็นเรื่อง ๆ เพื่อเร่งรัดดำเนินการให้เกิดเป็นรูปธรรม มีหลายเรื่องที่คุยกันแล้ว เป็นแนวคิดที่ผมอยากจะทำ แต่ยังไม่มีโอกาส แต่เมื่อได้ยินท่านปลัดฯทวีศักดิ์ คุยให้ฟัง และได้คุยกันอยู่อีก ๒-๓ ครั้ง ก็เห็นว่า เป็นแนวคิดที่คล้ายคลึงกัน จึงได้ฝากความหวังไว้ค่อนข้างมากว่า ทีมงานสมาพันธ์ฯชุดนี้ น่าจะนำพาองค์กรและพวกเราพนักงานส่วนตำบลหรือข้าราชการส่วนท้องถิ่นไปในทิศทางที่ดีขึ้น และจะผลักดันแก้ไขปัญหาต่าง ๆ ให้ดีขึ้นได้ ณ วันนี้ ก็ยังหวังครับ หวังว่าท่านคงจะรีบดำเนินการ เพราะเมื่อตอนเจอกันที่จังหวัดอุบลฯเมื่อต้นเดือนกรกฎาคมที่ผ่านมา ท่านออกตัวว่า ท่านไม่มีตำแหน่งอะไรในกรรมการกลางพนักงานส่วนตำบลจึงทำอะไรไม่ได้มาก วันนี้ท่านมีโอกาสแล้ว ท่านได้รับความไว้วางใจจากเพื่อน ๆ ปลัดฯให้เป็นตัวแทนในก.อบต.หวังว่าท่านคงไม่อ้างอะไรอีก อยากให้เดินหน้าได้แล้วครับ ขอให้เดินหน้าในเชิงรุกอย่างที่ท่านพร่ำบอกให้กับเพื่อน ๆ ในเวทีต่าง ๆ หากท่านมีความตั้งใจ ทุกคนจะเป็นกำลังใจให้ท่าน และจะเป็นกำลังหนุนให้ท่านทำให้สำเร็จครับ
.
          สุดท้ายอยากฝากเพื่อน ๆ ข้าราชการส่วนท้องถิ่นทุกท่านได้ช่วยติดตามข่าวสารบ้านเมืองครับ ไม่อยากให้ทุกท่านเบื่อ หรือถึงแม้เบื่ออย่างไร ผมคิดว่าพวกเราโดยเฉพาะท่านปลัดอปท.ทั้งหลาย ไม่มีสิทธิที่จะเบื่อครับ ไม่มีสิทธิที่จะเบื่อการเมือง เพราะหากท่านเบื่อท่านไม่สนใจ ท่านไม่ใส่ใจ แล้วท่านจะให้ใครมาใส่ใจบ้านเมืองครับ เพราะท่านคือผู้นำองค์กร ผู้นำหน่วยงาน ท่านไม่ต้องไปหวังว่า น้อง ๆ ในอบต.ในเทศบาลของท่านจะมาสนใจหรอกครับ พวกเขาจะรอฟังท่านอย่างเดียว พวกเขาจะรอถามท่านว่า เรื่องนั้นเรื่องนี้เป็นอย่างไร พวกเขาคงไม่ได้ใส่ใจเรื่องเหล่านี้มากมายนัก หากท่านปลัดฯทั้งหลายไม่สนใจ ไม่ใส่ใจ ท่านก็ไม่มีคำตอบไปตอบหรืออธิบายให้น้อง ๆ ในบังคับบัญชาของท่านรู้หรือเข้าใจในสถานการณ์บ้านเืมืองที่เปลี่ยนแปลงไปทุกวินาทีดังเช่นปัจจุบันได้ และอาจทำให้น้อง ๆ เขาไขว้เขว้หรือหลงทิศทางได้ ซึ่งไม่ต้องไปนึกถึงชาวบ้านโดยทั่วไปเลยครับ เพราะพวกเขาไม่มีเวลาเช่นพวกเรา พวกเขามีความต้องการเพียงแต่ว่า วันนี้หรือพรุ่งนี้เขาจะเอาอะไรมากิน เอาเงินที่ไหนมาซื้ำอข้าว เอาเงินที่ไหนไปส่งลูกเรียนเท่านั้น ฝากไว้ด้วยนะครับ.

พิพัฒน์ วรสิทธิดำรง
phiphatw@hotmail.com
๑ กันยายน ๒๕๕๑

พิมพ์ (print) หน้านี้เป็นไฟล์ pdf. คลิกที่นี่

 

 

(หมายเหตุ.-ร่วมแสดงความคิดเห็น หรือส่งข้อเสนอแนะ หรือร่วมส่งบทความมาได้ ที่ป.พิพัฒน์โดยตรง ที่ phiphatw@hotmail.com หรือจะแสดงความคิดเห็นผ่านเว็บบอร์ดเสวนาทั่วไปหรือเว็บบอร์ด เสวนาบริหารงานบุคคก็ได้ครับ)

 

อ่านคอลัมน์ ชวนคุยเรื่องท้องถิ่นย้อนหลัง

  คลิกที่นี่

Web Design Factory
web-design-factory.net