การเลื่อนขั้นเงินเดือน

สวัสดีเพื่อนข้าราชการส่วนท้องถิ่นทุกท่าน
หลายท่านคงตั้งหน้าตั้งตารอผลของคำวินิจฉัยของคณะกรรมการกฤษฏีกาว่าจะออกมาอย่างไร
แต่เข้าใจว่าหลายท่านคงทราบผลอย่างไม่เป็นทางการไปแล้วว่า คำวินิจฉัยออกมาในทางบวก
จากการให้ข้อมูลของพี่สรณะ เทพเนาว์ นายกสมาคมพนักงานเทศบาลแห่งประเทศไทย ทราบว่า
คณะกรรมการกฤษฏีกาได้วินิจฉัยไปเมื่อวันที่ ๒๕ กันยายน ๒๕๕๑ ขณะนี้อยู่ระหว่างการจัดทำคำวินิจฉัย
เพื่อส่งให้กรมส่งเสริมฯ โดยคาดว่า น่าจะเป็นต้นสัปดาห์นี้ คงจะได้รับคำวินิจฉัยที่เป็นลายลักษณ์อักษรครับ
ก.จังหวัดส่วนใหญ่ก็รอคำวินิจฉัยที่เป็นทางการนี้ เพื่อให้เกิดความชัดเจน จึงได้มีการเลื่อนการประชุมไปก่อน
ก็ถือว่าเป็นการใช้ดุลยพินิจที่ถูกต้องแล้วครับ เพราะหากดำเนินการประชุมไปและมีมติอะไรออกไปโดยขัดกับกฎหมายแล้ว
เมื่อมีความเสียหายเกิดขึ้น การเยียวยาอาจทำได้ลำบากมากขึ้นครับ สำหรับเพื่อนข้าราชการส่วนท้องถิ่นที่รอผลการประชุมของก.จังหวัด
เพื่อการเลื่อนระดับ หรือเพื่อพิจารณากำหนดตำแหน่งก็คงใจเย็นอีกนิดครับ
สัปดาห์ที่ผ่านมาได้มีบางท่านได้ติงว่า
เอ.....ทำไมผมเล่าเรื่องส่วนตัวผ่านคอลัมน์นี้เสียยืดยาว ทำให้เสียเวลาแก่การอ่านของท่าน
ก็ต้องขออภัยครับ บางท่านก็ต้องอธิบายให้เพื่อน ๆ ฟังว่า ทำไมผมจึงหายไป และสิ่งที่นำมาเล่านั้น
ก็ไม่ใช่เป็นเรื่องส่วนตัวเสียทีเดียวครับ แต่ก็แฝงด้วยสาระและคิดว่าเป็นประโยชน์สำหรับเพื่อนข้าราชการส่วนท้องถิ่นครับ
บางครั้งการเล่าอะไรให้ฟังผมคิดว่า บางท่านอาจรู้อยู่แล้วแต่ก็อยากเปิดใจให้กว้างสำหรับหลายท่านที่ยังมีประสบการณ์น้อยอยู่ก็ยังไม่ทราบและอยากทราบเรื่องที่ผมเล่าครับ
แต่ก็จะน้อมรับและระมัดระวังยิ่งขึ้นครับ
วันนี้ เมื่อ ๓๒
ปีก่อน คือวันที่ ๖ ตุลาคม ๒๕๑๙ เป็นวันประวัติศาสตร์ของชาติไทย ในเหตุการณ์ ๖
ตุลาคมวันมหาวิปโยค เป็นวันที่คนไทยต้องใช้เลือดเนื้อของคนไทยด้วยกันหลายร้อยชีวิตเพื่อแลกกับการปกครองที่เราเรียกกันว่า
"ระบอบประชาธิปไตย"
ผ่านมาแล้วกว่า ๓ ทศวรรษ การเมืองไทยก็ยังคงวนเวียนอยู่กับบรรยากาศเดิม ๆ และไม่รู้ว่า
เดือนตุลาคม ๒๕๕๑ ประวัติศาสตร์การเมืองของชาติไทยจะต้องจารึกไว้อีกหรือไม่ว่า
การเปลี่ยนผ่านระบอบการเมืองไทยจะต้องมีการสังเวยชีวิตของคนไทยด้วยกันเองอีกกี่ศพ
ในฐานะพวกเราเป็นข้าราชการส่วนท้องถิ่นในพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวฯ ก็อยากเรียกร้องให้ผู้ที่มีอำนาจ
ได้ใช้อำนาจนั้นอย่างระมัดระวัง จะดำเนินการหรือสั่งการอย่างไรก็ให้คิดถึงพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวฯให้มากครับ
พระองค์ท่านทรงเหน็ดเหนื่อยมามากแล้ว อย่าให้พระองค์ท่านต้องเสียพระทัยในบั้นปลายของพระองค์ท่านอีกเลย
อย่าได้ประวัติศาสตร์ได้ซ้ำรอยในอดีตอีกเลยครับ.
สิ้นเดือนกันยายน
๒๕๕๑ เป็นสัญญาณว่า ข้าราชการจะได้เงินค่าตอบแทนความเหน็ดเหนื่อยจากการทำงาน จากการปฏิบัติหน้าที่เพิ่มขึ้นครับ
(แม้ค่อนข้างน้อย) แน่นอนครับ ส่วนใหญ่ผมเชื่อว่าร้อยละ ๙๙.๙๙ ได้รับการพิจารณาเลื่อนขั้นเงินเดือนกันครบทุกคน
หากได้ปฏิบัติหน้าที่ราชการครบตามหลักเกณฑ์คือ ๔ เดือน ก็จะได้รับการพิจารณาเลื่อนขั้นเงินเดือนอย่างน้อยก็
๐.๕ ขั้น หรือครึ่งขั้น ซึ่งหากเป็นอดีตท่านที่ปฏิบัติหน้าที่ไม่ถึง ๘ เดือนจะไม่ได้รับการพิจารณาเลื่อนขั้นเงินเดือน
แต่เมื่อมีการเปลี่ยนแปลงเป็นครึ่งปีพิจารณาครั้งหนึ่งในปี พ.ศ. ๒๕๔๗ ก็เป็นเรื่องที่ดีและเป็นขวัญกำลังใจสำหรับคนรับราชการครับ
เป็นผลงานและความดีของรัฐบาล พ.ต.ท.ดร.ทักษิณ ชินวัตร อีกเรื่องหนึ่ง แม้ว่าหลายอย่างอาจบกพร่องตามข้อกล่าวหา
แต่เรื่องนี้ก็ถือว่าเป็นการปฏิรูประบบเงินเดือนสวัสดิการให้กับข้าราชการที่ใช้กันมายาวนานครับ
การปรับปรุงระบบการเลื่อนขั้นเงินเดือนในครั้งนั้น มีวัตถุประสงค์ที่สำคัญก็เพื่อเสริมสร้างขวัญกำลังใจให้กับข้าราชการที่ปฏิบัติหน้าที่ค่อนข้างหนัก
แต่ได้รับเงินเดือนค่อนข้างน้อยเมื่อเทียบกับบริษัทเอกชนระดับแนวหน้าของประเทศ
ทำให้เกิดปรากฎการณ์ที่เราเรียกว่า "สมองใหล" ไปสู่ภาคเอกชนมากขึ้น ดังนั้น
เพื่อจูงใจให้คนดี มีความรู้ ความสามารถหันมารับราชการเพื่อรับใช้ประเทศชาติมากขึ้น
จึงมีการปรับระบบเงินเดือนดังกล่าว
แน่นอนครับว่า การเลื่อนขั้นเงินเดือนทุกครั้ง
มีคนดีใจมากดีใจน้อย และหลายคนอาจผิดหวังอยู่บ้าง เพราะหลายคนได้รับการพิจารณารวมทั้งปี
๒ ขั้น หลายคนได้ หนึ่งขั้นครึ่ง และส่วนใหญ่จะได้รับหนึ่งขั้น มีน้อยรายได้รับครึ่งขั้นและไม่ได้รับการพิจารณาขั้น
ส่วนใหญ่ผมเชื่อว่า ข้าราชการเรารับได้หากได้รับการพิจารณาเลื่อนขั้นเพียงหนึ่งขั้นรวมทั้งปี
เพราะอย่างน้อยก็ได้รับการพิจารณาในภาษาราชการเก่า ๆ จะพูดกันไปว่า "ความชั่วไม่มี
ความดีไม่ปรากฎ" ก็จะได้รับการพิจารณาหนึ่งขั้น แม้ว่าหลายคนบอกว่า ความชั่วไม่มีจริงแต่ความดีเชื่อว่าเราได้ทำอยู่หลายอย่าง
แต่ผลออกมาทำไมถึงได้เพียงหนึ่งขั้นเล่า หลายคนบอกว่า คนที่ได้สองขั้น หรือหนึ่งขั้นครึ่งคือคนที่เลียเจ้านาย
เอาใจเจ้านาย เป็นเด็กนาย เป็นกิ๊กนาย เป็นสมุนของนาย เป็นลูกไล่ของนาย ฯลฯ ก็ว่ากันไปครับ
และก็มีหลายคนบอกว่า แม้ทำดีอย่างไรก็คงไม่ได้รับการเลื่อนขั้นสองขั้นหรือหนึ่งขั้นครึ่งหรอกเพราะ
นายไม่ชอบ นายไม่ปลื้ม นายไม่เอา นายมีอคติ ฯลฯ คำเหล่านี้ก็จะเกิดขึ้นทุก ๆ ครั้งที่มีการพิจารณาเลื่อนขั้นครับ
แม้ว่าโดยหลักการแล้ว จะมีการประเมินผลการปฏิบัติงานที่มีแบบประเมินอย่างเป็นทางการ
มีการพิจารณาตามลำดับชั้นของผู้บังคับบัญชา แต่นั่นก็คือหลักการครับ ส่วนใหญ่ผมเชื่อว่า
สุดท้ายขึ้นอยู่คนที่กฎหมายให้อำนาจครับว่า จะให้คนโ้น้นคนนี้กี่ขั้น หรือไม่ให้คนโน้นคนนี้อย่างไร
คน ๆ นั้นไม่บอกพวกเราก็เดาออกครับว่า คือ "นายกเทศมนตรี นายกอบต. นายกอบจ.ฯลฯ"
หลายคนผมเชื่อว่าตั้งหน้าตั้งตาทำงานไม่สนใจเรืื่องเหล่านี้ ไม่ได้ก็ไม่เป็นไร
แต่หลายคนก็ค่อนข้างอ่อนไหว ค่อนข้างถอดใจ เมื่อไม่ได้ตามที่หวังก็ไม่มีจิตใจที่จะหน้าที่ให้เต็มกำลังความสามารถ
แต่หลายคนแม้ว่าจะได้รับการพิจารณาสองขั้นหรือหนึ่งขั้นครึ่งก็ยังคงทำงานเช้าชามเย็นชามอยู่เช่นเดิม
ก็มีอยู่ไม่น้อยครับ
การพิจารณาเลื่อนขั้นเงินเดือนแต่ปีนั้น
มีวัตถุประสงค์ดังที่ผมนำเรียนแล้วว่า เพื่อเสริมสร้างขวัญกำลังใจแก่ผู้ปฏิบัติหน้าที่ด้วยความวิริยะอุตสาหะ
และเพื่อจูงใจให้คนดี มีความรู้ ความสามารถ เข้ามารับราชการมากยิ่งขึ้น แต่เมื่อคนเขียนกฎหมายเขียนให้อำนาจบุคคลเพียงคนเดียวในการพิจารณาในขั้นสุดท้าย
ผมก็มองไม่ออกเหมือนกันว่า จะเกิดความยุติธรรมหรือเป็นธรรมต่อข้าราชการส่วนใหญ่ได้อย่างไร
แม้ว่ากระบวนจะเขียนไว้อย่างไรก็ตาม เมื่อกฎหมายเขียนไว้เช่นนั้น ก็คงต้องจำใจยอมรับผลที่ออกมาครับ
ผมจึงอยากให้เพื่อนข้าราชการส่วนท้องถิ่นทุกท่าน ทั้งที่ท่านได้รับการพิจารณาเลื่อนขั้นหนึ่งขั้น
ครึ่งขึ้น สองขั้น หรือหนึ่งขั้นครึ่ง ได้ตระหนักคิดถึงพระบรมราโชวาทของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวฯที่ทรงพระราชทานแก่ผู้บังคับบัญชาลูกเสือ
เมื่อวันที่ ๙ กรกฎาคม ๒๕๑๔ ตอนหนึ่งว่า "
ในการปฏิบัติราชการนั้น ขอให้ทำหน้าที่เพื่อหน้าที่อย่านึกถึงบำเหน็จรางวัล หรือผลประโยชน์ให้มาก
ขอให้ถือ
ว่าการทำหน้าที่ได้สมบูรณ์เป็นทั้งรางวัลและประโยชน์อย่างประเสริฐ จะทำให้บ้านเมืองไทยของเราอยู่เย็นเป็น
สุขและมั่นคง " ก็ขอเป็นกำลังใจให้คนทำงานทั้งหลายได้ตั้งหน้าตั้งตาทำหน้าที่ของตนอย่างมุ่งมั่น
และตั้งใจ โดยอยากให้คิดถึงคนอีกหลายร้อย หลายพัน หลายหมื่นคนที่ยังไม่มีโอกาสได้เข้ามารับราชการเหมือนเช่นพวกเราครับ.
สุดท้ายขออนุโมทนาในบุญกุศลที่เพื่อน
ๆ ข้าราชการส่วนท้องถิ่นหลาย ๆ ท่านที่ได้ร่วมกันบริจาคเงินเพื่อร่วมทำบุญอุทิศส่วนกุศลไปให้ปลัดฯป๊อป
(อัฐพงศ์ ก้อนลม) ผ่านมายังผมและทีมงานกลุ่มเพื่อนข้าราชการส่วนท้องถิ่น สำหรับเพื่อน
ๆ ข้าราชการส่วนท้องถิ่นท่านใดที่มีจิตเจตนาจะร่วมทำบุญยังสามารถบริจาคเงินผ่านธนาคารได้ครับ
โดยผมคาดว่าจะนำเงินที่ได้รับบริจาคนำไปมอบให้ครอบครัวของปลัดฯป๊อปประมาณปลายเดือนตุลาคม
๒๕๕๑ นี้ครับ (รายละเอียดคลิกที่นี่)
วันนี้ขอตัวไปก่อนนะครับ สวัสดีครับ.
พิพัฒน์ วรสิทธิดำรง
phiphatw@hotmail.com
๖ ตุลาคม ๒๕๕๑
ดู/พิมพ์บทความข้างต้นเป็นไฟล์ pdf ได้ คลิกที่นี่
อ่านคอลัมน์ ชวนคุยเรื่องท้องถิ่น...ย้อนหลัง คลิกที่นี่