"ควันหลงสงกรานต์"
สวัสดีครับเพื่อนข้าราชการส่วนท้องถิ่นทุกท่าน....วันนี้เป็นวันสุดท้ายของวันหยุดเทศกาลสงกรานต์ พรุ่งนี้ (๑๗ เมษายน) พวกเราก็ต้องปฏิบัติหน้าที่ในฐานะข้ารับใช้ในองค์พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวฯ ที่ต้องมีหน้าที่ปฏิบัติตามที่ได้รับมอบหมายต่างพระเนตรพระกรรณ หลายท่านอาจได้รับการพิจารณาให้หยุดติดต่ออีก ๒ วัน เพราะบ้านอาจไกล กลับมาอาจไม่ทัน หรืออาจเป็นอันตรายได้ เพราะรถรามากเหลือเกินในช่วงนี้ การสูญเสียชีวิตในช่วงเทศกาลสงกรานต์ปีนี้ก็ไม่น้อย บาดเจ็บก็เยอะครับ หากเราคิดว่า เป็นกรรมเวรที่หลีกหนีไม่พ้น ก็อาจทำให้สบายใจไปอีกแบบ แต่หากมาคิดอีกที มันก็เกิดจากคนเราเองนี่แหละที่สร้างขึ้น โดยเฉพาะ การขับขี่ขณะมึนเมาสุรา หรือความเร่งรีบ หรืออาจไม่ได้พักผ่อน ก็เป็นสาเหตุหลักที่ทำให้เกิดอุบัติเหตุ แม้ว่าเราไม่มีพฤติกรรมเช่นนั้น แต่พวกที่มีพฤติกรรมดังกล่าว ก็อาจนำพาภัยมหันต์มาเยือนเราได้เช่นเดียวกัน เพราะการใช้รถใช้ถนน นอกจากเราต้องระมัดระวังตัวเราแล้ว ยังต้องคอยสอดส่องรถข้างหน้า ข้างหลัง ตรงกันข้ามอีกด้วย บางทีเผลอตัวแป๊บเดียวก็เป็นเรื่องได้เหมือนกันครับ ดังมีหลายกรณีที่เกิดขึ้นในช่วงนี้....
เทศกาลสงกรานต์ มีข้อดีและข้อเสีย แต่เมื่อคำนวณแล้ว ข้อดีน่าจะมากกว่า หากเราสามารถควบคุมข้อเสียไว้ได้ สำหรับข้อดีผมคิดว่า พวกเราทราบกันดีอยู่แล้ว และเข้าใจถึงแก่นแท้ของประเพณีนี้อยู่แล้ว แม้ว่าในแต่ละภูมิภาคของไทย อาจมีข้อปลีกย่อยที่แตกต่างกันบ้างก็ตาม แต่หัวใจของประเพณีนี้ก็คือ การแสดงออกซึ่งความกตัญญูกตเวทิตาต่อบุพการี ต่อบุคคลที่เราเคารพนับถือ ต่อบุคคลที่สร้างคุณประโยชน์ให้กับประเทศชาติ ชุมชนหรือท้องถิ่น ในเรื่องข้อเสียก็คือ เรื่องการดื่มสุราที่นำพาไปสู่หายนะหลายอย่าง ตั้งแต่เรื่องอุบัติเหตุทำให้เสียชีวิต พิการ ทำให้ครอบครัวพลัดพราก ทำให้เกิดปัญหาอาชญากรรม การฉวยโอกาสลวนลามหญิงสาว เป็นต้น ก็หวังว่า รัฐบาลคงจะมีมาตรการในการแก้ไขปัญหาเหล่านี้ให้ดียิ่งขึ้น เพราะปีนี้ เท่าที่ติดตามข่าวและดูด้วยสายตา ก็เห็นว่าการรณรงค์มิให้สวมเสื้อผ้าที่หวาบหวิว หรือการเต้นทำนองยั่วยวน ได้ผลในระดับที่น่าพอใจ เพราะการแต่งกายดูมิดชิดขึ้น การเต้นยั่วยวนแม้มีอยู่บ้างแต่ก็น้อย ก็ถือว่า คนไทยยังพอคุยกันได้ครับ..... สำหรับพวกเราชาวท้องถิ่น สงกรานต์อาจยังไม่จบครับ โดยเฉพาะเพื่อนข้าราชการที่อยู่ภาคเหนือตอนบน ในช่วงนี้สอง-สามวันนี้ อาจต้องจัดงานต่อเนื่องไปอีก เกี่ยวกับการรดน้ำดำหัวผู้เฒ่าผู้แก่ที่แต่ละเทศบาล และอบต.ได้เริ่มทยอยจัดขึ้นในช่วงตั้งแต่วันที่ ๑๖ - ๑๘ เมษายน และหลายแห่งก็จัดให้มีการคารวะดำหัวนายอำเภอ หัวหน้าส่วนราชการ นายกเทศมนตรี หรือนายกอบต.ต่อไปอีก และหลาย ๆ ท่านก็อาจต้องทยอยไปคาราวะดำหัวครูบาอาจารย์ในต่างท้องที่ ต่างอำเภอ หรือต่างจังหวัด จนเสร็จสิ้นจริง ๆ ก็น่าจะประมาณสิ้นเดือนเมษายน นี้ ในโอกาสวันขึ้นปีใหม่ไทยในนามทีมงานกลุ่มเพื่อนข้าราชการส่วนท้องถิ่น ก็ขอน้อมอาราธนาคุณพระศรีรัตนตรัย พระสยามเทวาธิราช พระเสื้อเมือง พระเทพบิดรทุกพระองค์ พระบารมีในองค์พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวฯ และสมเด็จพระนางเจ้าฯ พระบรมราชินีนาถ พร้อมสิ่งศักดิ์สิทธิ์ทั้งหลายที่เพื่อน ๆ ข้าราชการส่วนท้องถิ่นทุกท่านเคารพนับถือ จงช่วยปกปักรักษาให้ทุกท่านปราศจากทุกข์ โศก โรค ภัย ทั้งมวล มีพลานามัยสมบูรณ์แข็งแรง คิดหวังสิ่งใดอันเป็นไปเพื่อประโยชน์สาธารณะและไม่ขัดต่อหลักธรรมอันดีงามแล้ว ขอจงสัมฤทธิ์ผลทุกประการ ทุกท่านด้วยเทอญ.
วันนี้ ตั้งใจอยากชวนเพื่อน ๆ คุยเกี่ยวกับหลักปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียงในพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวฯ ในเรื่องของความพอเพียงกับอำนาจครับ แต่เนื่องจากได้ทราบข่าวจากปลัดอบต.เวียง อ.ฝาง จ.เชียงใหม่ โทรมาแจ้งว่า ท่านปลัดเกษม ตนุตาพงษ์ ปลัดอบต.ลวงเหนือ อ.ดอยสะเก็ด จ.เชียงใหม่ ได้ประสบอุบัติเหตุทางรถยนต์เสียชีวิตพร้อมภรรยา เมื่อบ่ายวันนี้ ทำให้ต้องเปลี่ยนใจมาคุยเรื่องสงกรานต์อีกสักครั้งครับ เมื่อวันที่ ๑๕ เมษายน ที่ผ่านมา ได้ไปเยี่ยมคาราวะดำหัวแม่ และผู้หลักผู้ใหญ่ที่เคารพนับถือที่จังหวัดลำพูน อีกสิบกว่ากิโลเมตรจะถึงบ้านก็บังเอิญเจอรถกระบะป้ายแดงพลิกคว่ำอยู่ แต่อยู่คนละเลน (ถนนสี่เลน สายเชียงใหม่ - ฮอด) คนกำลังมุงดูจำนวนมาก ไม่มั่นใจว่า มีผู้เสียชีวิตหรือไม่ เพราะต้องรีบไป ใจหนึ่งก็ภาวนา ว่า อย่าได้เกิดอุบัติเหตุกับตัวเองเลย และสุดท้ายก็สบายใจกลับมาถึงอำเภอพร้าวโดยสวัสดิภาพ ขากลับมาทางถนนวังผาง-สบทา เพื่อเข้าในตัวเมืองลำพูน เจอวัยรุ่นกำลังรดน้ำลวนลามผู้หญิงที่ขับขี่จักรยานยนต์มาเพียงลำพังต่อหน้าต่อตา ก็รู้สึกสลดหดหู่ว่า ท้องถิ่นเราพยายามรณรงค์เรื่อง การสืบสานประเพณีวัฒนธรรมให้มั่นคงยั่งยืน เพื่อให้ประเพณีสงกรานต์เป็นประเพณีที่ศักดิ์สิทธิ์ แต่ก็มีคนพวกนี้แหละที่เป็นตัวบ่อนทำลายประเพณีและวัฒนธรรมอันดีงาม ยิ่งเมื่อมาเล่าให้คนรู้จักฟัง เขาก็บอกว่า โอ๊ย..สมัยนี้ พวกวัยรุ่น (ผู้หญิง) ชอบจะตายเรื่องนี้เขาไม่ถือกันหรอก ก็ยิ่งทำให้รู้สึกไม่สบายใจครับ ที่เด็ก ๆ วัยรุ่นทั้งหญิง-ชาย สมัยนี้ไร้ซึ่งจริยธรรมอันดีงามที่ควรรักษาไว้ แต่ก็เป็นปรากฎการณ์ที่บ่งบอกว่า "รัฐบาลที่ผ่านมา มุ่งแต่สนองตัณหา กิเลส ของคนในสังคมไทย โดยการกระตุ้นให้เกิดการกิน การใช้อย่างสรุ่ยสร่าย ให้คนไทยเป็นสังคมบริโภคนิยม ทำทุกวิถีทางเพื่อให้มีเงินเพื่อนำมาสนองตัณหาและกิเลสของตน ซึ่งไม่มีทางที่หมดสิ้นไปได้ (ตามหลักพระพุทธศาสนา) แต่รัฐบาลลืมหรืออาจตั้งใจลืม ในการพัฒนาจิตใจ พัฒนาให้สังคมเป็นสังคมน่าอยู่ เป็นสังคมเมืองพุทธอย่างแท้จริงควบคู่ไปด้วย" ดังนั้น หากรัฐบาลใช้หลักปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียง ของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวฯ มาเป็นหลักในการปกครองประเทศ และนำมาวิเคราะห์ให้ถ่องแท้ มาปฏิบัติอย่างจริงจัง เชื่อว่าสังคมไทยจะน่าอยู่กว่านี้อีกเยอะ แต่สังคมไทยปัจจุบันมองไปทางไหน ไม่สามารถไว้วางใจใครได้เลย ดังจะเห็นข่าวคราวที่ออกมาทุกวี่ทุกวันครับ ดังนั้น เมื่อรัฐบาลกลางไม่สามารถแก้ไขปัญหานี้ได้ ภาระทั้งหมดคงต้องตกอยู่กับองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น หรือรัฐบาลท้องถิ่นที่มีพวกเราข้าราชการส่วนท้องถิ่นเป็นผู้ปฏิบัติ ต้องคิดหาทางแก้ไขปัญหากันเองครับ.
สุดท้ายนี้ ในนามทีมงานกลุ่มเพื่อนข้าราชการส่วนท้องถิ่น ขอแสดงความเสียใจกับครอบครัวปลัดเกษม ตนุตาพงษ์ ในการจากไปอย่างไม่มีวันกลับอีกครั้งหนึ่ง ขอดวงวิญญาณของท่านปลัดเกษม จงไปสู่สุคติ และขอให้อุบัติเหตุครั้งนี้ เป็นอุทาหรณ์สำหรับเพื่อนข้าราชการส่วนท้องถิ่นทั่วประเทศได้ตระหนักในการขับขี่รถยนต์ ที่ต้องตั้งอยู่ในความไม่ประมาทตลอดวินาทีที่นั่งอยู่หลังพวงมาลัยครับ. วันนี้ลาไปก่อนครับ สวัสดีครับ.
.
พิพัฒน์ วรสิทธิดำรง
phiphatw@hotmail.com
๑๖ เมษายน ๒๕๕๑