"ระบบกงสี กับสวัสดิการค่ารักษาพยาบาลและเงินเดือน "

         สวัสดีครับเพื่อนข้าราชการส่วนท้องถิ่นทุกท่าน....ต้องขออภัยสำหรับเพื่อน ๆ หลายคนที่คอยให้กำลังใจเข้ามาอ่านคอลัมน์นี้ ที่อาจแปลกใจว่า หายไปไหนหลายวัน หลังจากไปฝึกอบรมหลักสูตรคณะกรรมการสอบสวน (วินัย) ระหว่างวันที่ ๒ - ๘ มีนาคม ที่ผ่านมา วันที่ ๑๐ มีนาคม ก็ได้รับมอบหมายจากนายกฯให้นำคณะกลุ่มสตรี-แม่บ้านไปศึกษาดูงาน ณ จังหวัดระยองและชลบุรี เพิ่งกลับมาถึงสาย ๆ ของวันที่ ๑๓ มีนาคม และเมื่อกลับมาก็เป็นธรรมดาที่จะต้องเคลียร์งานที่คั่งค้างอยู่หลายวัน ประกอบกับต้องจัดเตรียมเอกสารเพื่อรอการตรวจจากคณะกรรมการตรวจมาตรฐานการบริหารงานของอปท.ซึ่งจะมาตรวจในวันที่ ๑๙ มีนาคมนี้ ทำให้ไม่ได้มาทำหน้าที่ ชวนเพื่อน ๆ คุยไปหลายวันครับ.....
          วันนี้ ตั้งใจชวนเพื่อน ๆ มาคุยกันเกี่ยวกับระบบกงสี ซึ่งเขียนต้นฉบับเสร็จสิ้นเรียบร้อยแล้ว แต่พอจะนำขึ้นเว็บกลับเกิดอุบัติเหตุขึ้นเล็กน้อย ข้อมูลที่เขียนไว้หายเกลี้ยง จึงต้องจัดทำขึ้นใหม่ จึงอาจช้าไปบ้างครับ สำหรับระบบกงสีที่อยากจะคุยก็เป็นเรื่องสืบเนื่องจากที่ท่านวสันต์ วรรณวโรทร รองอธิบดีกรมส่งเสริมการปกครองท้องถิ่น ได้เอ่ยขึ้นในระหว่างการสัมมนาเชิงวิชาการเรื่อง "พนักงานส่วนตำบล สร้างสัมพันธ์ สานสายใย สู่ภาคใต้" เมื่อต้นเดือนพฤศจิกายน ๒๕๕๐ ที่ผ่านมา ณ อำเภอหาดใหญ่ จังหวัดสงขลา จัดโดยสมาคมพนักงานส่วนตำบล(แห่งประเทศไทย) และท่านได้เอ่ยขึ้นล่าสุดในการพบปะเยี่ยมเยีืยนผู้เข้ารับการฝึกอบรมหลักสูตร คณะกรรมการสอบสวน (วินัย) รุ่นที่ ๖ เมื่อวันที่ ๕ มีนาคม ๒๕๕๑ ที่ผ่านมา ณ โรงแรมริเวอร์ไซต์ กรุงเทพฯ
          ระบบกงสี เป็นระบบที่ใช้กันในหมู่พ่อค้าชาวจีน หมายถึง การนำทรัพย์ของครอบครัวมารวมไว้ที่ส่วนกลางเป็นทรัพย์สินส่วนกลาง ที่ให้ลูกหลานสืบสานต่อ โดยนำผลกำไรที่ได้มาแบ่งปันกันภายหลัง เช่น บริษัทในเครือซีพี เครือเซ็นทรัล หรือของตระกูลที่โ่ด่งดังในย่านดอนเมือง "ตระกูล.........." โดยแนวคิดของกรมส่งเสริมฯในเรื่องนี้ ก็สืบเนื่องจาก องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น โดยเฉพาะ อบต. หลายแห่ง ประสบปัญหาผู้บริหารไม่ยอมรับโอน (ย้าย) ข้าราชการส่วนท้องถิ่นที่มีประวัติการเบิกจ่ายค่ารักษาพยาบาลให้กับตนเอง หรือครอบครัวในอัตราที่สูง หรือบางแห่งมีปัญหากับข้าราชการส่วนท้องถิ่น ถึงขั้นการหาทางให้โอน(ย้าย) หรือบีบให้ลาออกจากราชการ เพราะมีค่าใช้จ่ายด้านสวัสดิการค่ารักษาพยาบาลปีหนึ่งหลายหมื่นบาทหรือเป็นล้านบาทก็มี ทำให้ขวัญและกำลังใจของข้าราชการเสียหาย อันอาจกระทบถึงประสิทธิภาพการปฏิบัติราชการและการให้บริการประชาชนโดยภาพรวม โดยเฉพาะสวัสดิการค่ารักษาพยาบาลนั้น ถือเป็นหัวใจหลักของข้าราชการที่เป็นเสน่ห์หรือเป็นแตกต่างของผู้ปฏิบัติงานในองค์กรภาคเอกชนกับองค์กรของรัฐ ที่ข้าราชการทุกประเภทสมควรได้รับและเป็นหลักประกันในการปฏิบัติหน้าที่ราชการ หากเกิดเจ็บป่วยก็ไม่ต้องเป็นกังวลในเรื่องค่ารักษาพยาบาล เพราะรัฐจะเป็นผู้รับผิดชอบมาโดยตลอด แต่เมื่อเกิดเหตุการณ์เช่นนี้ขึ้น ทำให้ข้าราชการส่วนท้องถิ่นเกิดความไม่มั่นใจในวิชาชีพของตนเอง อันอาจเกิดผลกระทบรุนแรงต่อระบบราชการในอนาคตได้ ประกอบกับปัจจุบันข้าราชการพลเรือนทุกประเภท ได้ใช้ระบบจ่ายตรง คือ ให้สถานพยาบาลทำเรื่องเบิกจ่ายเงินจากกรมบัญชีกลางโดยตรง ทำให้ข้าราชการพลเรือนได้รับสิทธิที่ดีกว่าข้าราชการส่วนท้องถิ่น ที่ต้องสำรองจ่ายเอง (กรณีผู้ป่วนนอก) อันอาจเป็นสาเหตุทำให้เป็นอุปสรรคต่อการถ่ายโอนอัตรากำลังจากข้าราชการส่วนกลางหรือส่วนภูมิภาคที่จะมาปฏิบัติหน้าที่ในองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นในอนาคตได้ ดังนั้น แนวคิดนี้ จึงต้องการนำเรื่องสวัสดิการค่ารักษาพยาบาลมาไว้ที่ส่วนกลาง (ซึ่งคาดว่าน่าจะเป็นที่กรมส่งเสริมฯหรือคณะกรรมการการกระจายอำนาจฯ) โดยมีการทำ MOU กับสถานพยาบาลที่ข้าราชการส่วนท้องถิ่น เข้ารับการรักษาพยาบาลอยู่บ่อยครั้ง เพื่อให้สถานพยาบาลทำเรื่องเบิกจ่ายโดยตรงกับส่วนกลาง อันจะทำให้ลดช่องว่างระหว่างอปท.ขนาดเล็ก กลาง หรือใหญ่ เพราะเมื่อข้าราชการส่วนท้องถิ่นปฏิบัติหน้าที่ ณ อปท.ขนาดไหน ที่แห่งใด ใกล้หรือไกล ก็จะได้รับหลักประกันในเรื่องการรักษาพยาบาลที่เท่าเทียมกัน และไม่เกิดความเลื่อมล้ำระหว่างข้าราชการส่วนกลาง ส่วนภูมิภาคและส่วนท้องถิ่น จนอาจเป็นอุปสรรคต่อการกระจายอำนาจฯในอนาคตได้ แนวคิดนี้ แม้ว่าหลายท่านอาจวิตกกังวลว่า ส่วนกลางกำลังพยายามดึงอำนาจการบริหารงานบุคคลกลับคืนก็ตาม แต่ความคิดของผมเห็นว่า เมื่อเป็นประโยชน์ต่อข้าราชการส่วนท้องถิ่นโดยรวม และอปท.ไม่สามารถรวมตัวกันเพื่อให้เกิดช่องทางที่ดีกว่านี้ และไม่มีหลักประกันที่ดีเพียงพอในเรื่องดังกล่าว จึงคิดว่า เป็นแนวคิดและแนวทางปฏิบัติที่ถูกต้องเหมาะสมแล้ว และจะทำให้ข้าราชการส่วนท้องถิ่นไม่ต้องวิตกกังกลกับเรื่องค่าใช้จ่ายด้านการรักษาพยาบาล และผู้บริหารท้องถิ่นก็จะสบายใจว่า อปท.ของตนไม่ต้องแบกรักภาระค่าใช้จ่ายด้านนี้ จะพิจารณารับโอน(ย้าย)ข้าราชการผู้ใด ก็สามารถตัดสินใจได้ง่ายขึ้น จึงเป็นประโยชน์ต่อทุกฝ่าย (ทั้งนี้ มิใช่ว่าผมจะมีค่าใช้จ่ายด้านค่ารักษาพยาบาลมาก นับแต่รับราชการมา ๑๐ กว่าปี เบิกค่ารักษาพยาบาลรวมกันแล้วทั้งครอบครัวไม่น่าจะเกิน ๓๐,๐๐๐ บาท) จึงขอสนับสนุนอย่างเต็มที่กับแนวความคิดของกรมส่งเสริมฯในเรื่องนี้ ทั้งนี้ กรมส่งเสริมฯได้เริ่มดำเนินการในเบื้องต้น โดยการมีหนังสือสำรวจค่าใช้จ่ายด้านการรักษาพยาบาลของข้าราชการส่วนท้องถิ่น ตามหนังสือกรมส่งเสริมฯ ด่วนมาก ที่ มท 0809.3/2751ลงวันที่ 4 มีนาคม 2551

          อีกเรื่องหนึ่ง ก็คือ ระบบเงินเดือนและค่าตอบแทน เป็นแนวความคิดเช่นเดียวกันกับระบบสวัสดิการค่ารักษาพยาบาล ก็คือ ระบบกงสี โดยการนำเงินเดือนและค่าตอบแทนของข้าราชการส่วนท้องถิ่นทั่วประเทศมารวมไว้ที่ส่วนกลาง และให้ข้าราชการส่วนท้องถิ่นเบิกตรงกับกรมส่งเสริมฯ เช่นเดียวกันกับข้าราชการพลเรือน ซึ่งใช้มาสอง-สามปีแล้ว และระบบดังกล่าวเป็นที่ยอมรับและมีประสิทธิภาพในระดับที่น่าพอใจ (เพราะไม่เคยได้ยินการบ่นจากข้าราชการพลเรือนท่านใด) โดยรองฯ วสันต์ ได้เคยอธิบายเรื่องนี้ไว้ที่อำเภอหาดใหญ่ ว่า ในปัจจุบันข้าราชการส่วนท้องถิ่นมีจำนวนมากขึ้น และนับวันเงินเดือนและค่าตอบแทนของข้าราชการส่วนท้องถิ่นจะสูงขึ้นเป็นเงาตามตัว จึงเป็นเหตุให้ผู้บริหารท้องถิ่นหลายแห่งตั้งข้อรังเกียจกับข้าราชการส่วนท้องถิ่นที่มีเงินเดือนสูง โดยไม่ได้มองที่ความรู้ ความสามารถ หรือประสบการณ์ หรือความเชี่ยวชาญ ความชำนาญของข้าราชการส่วนท้องถิ่น รวมถึงข้าราชการพลเรือนที่โอน (ย้าย) ไปเป็นข้าราชการส่วนท้องถิ่น ซึ่งส่วนใหญ่มีอัตราเงินเดือนค่อนข้างสูง (ตามความรู้ ความสามารถ และประสบการณ์) ทำให้เป็นปัญหากับระบบการบริหารงานบุคคล ที่องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นต้องการลงทุนด้านบุคคลน้อย แต่อยากได้ผลงานที่ดีมีคุณภาพสูง และเป็นสาเหตุหนึ่งที่ทำให้ข้าราชการส่วนท้องถิ่น ที่มีความรู้ ความสามารถ มีความเชี่ยวชาญ เกิดความท้อแท้ ไม่มีขวัญกำลังใจในการปฏิบัติหน้าที่อย่างเต็มกำลังความสามารถ และหลายคนเริ่มขอโอน(ย้าย)ไปยังหน่วยงานอื่น โดยเฉพาะองค์กรอิสระที่เกิดขึ้นใหม่ อันอาจเป็นปัญหาและอุปสรรคต่อการพัฒนาองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นในอนาคตได้ ดังนั้น หากมีการนำระบบเงินเดือนและค่าตอบแทน (เฉพาะของข้าราชการส่วนท้องถิ่น) ไปรวมไว้ ณ ส่วนกลาง โดยการหักเงินจากเงินอุดหนุนทั่วไปที่กรมส่งเสริมฯ หรือคณะกรรมการการกระจายอำนาจฯ จัดส่งให้อปท.อยู่แล้วทุกปี ก็จะสามารถแก้ไขปัญหาดังกล่าวได้ โดยข้าราชการส่วนท้องถิ่นมิต้องวิตกกังวลในเรื่องเงินเดือนของตนว่าจะได้รับหรือไม่ได้รับอีกต่อไป ทั้งนี้ กรมฯและก.กลาง อาจต้องมีมาตรการกำกับในเรื่องการควบคุมอัตรากำลังข้าราชการส่วนท้องถิ่น ในแต่ละอปท.ว่า อปท.แต่ละแห่งนั้น สมควรมีข้าราชการส่วนท้องถิ่นกี่อัตรา กี่ตำแหน่ง อะไรบ้าง ให้สอดคล้องและเหมาะสมกับภารกิจ อำนาจ หน้าที่ ขนาดของพื้นที่ ประชากร ภูมิประเทศ และความต้องการของประชาชน หากทำได้เช่นนี้ เชื่อว่าจะทำให้ความเหลื่อมล้ำระหว่างอปท.แต่ละแห่งจะค่อย ๆ หมดไป ทำให้ข้าราชการส่วนท้องถิ่นทำงานด้วยความสบายใจ และผู้บริหารท้องถิ่นก็ไม่ต้องวิตกกังวลในเรื่องค่าใช้จ่ายประจำและเงินเดือนที่เพิ่มสูงขึ้นทุกปีของข้าราชการส่วนท้องถิ่นในบังคับบัญชาอีกต่อไป เช่นกัน เมื่อมีได้ก็ต้องมีเสีย หลายท่านอาจมองไปในทิศทางด้านลบว่า กรมส่งเสริมฯต้องการดึงอำนาจกลับไปสู่ส่วนกลาง แต่ผมคิดว่า ข้าราชการส่วนท้องถิ่น นั้น ควรสังกัดส่วนกลางนั้นถูกต้องแล้ว เพราะปัจจุบัน ข้าราชการส่วนท้องถิ่น ไม่สามารถปฏิบัติหน้าที่ได้อย่างอิสระ ให้เป็นไปตามระเบียบ กฎหมายที่กำหนด เพราะไม่มีอำนาจใดที่จะสามารถคานกับอำนาจของผู้บริหารท้องถิ่นได้ อีกประการหนึ่ง ข้าราชการส่วนท้องถิ่น ควรมีองค์กรที่ดูแลโดยตรง เช่น มีสำนักงานข้าราชการส่วนท้องถิ่น โดยเลขาธิการสำนักงานข้าราชการส่วนท้องถิ่น (ก.ถ.) เป็นผู้ดูแล แนะนำ ช่วยเหลือ เกื้อกูล เพราะที่ผ่านมา ข้าราชการส่วนท้องถิ่นเปรียบเสมือน หัวเดียวกระเทียบรีบ ไม่มีองค์กรใด หรือผู้ใดคอยดูแลเอาใจใส่ หรือไม่มีผู้คอยให้ความช่วยเหลือในเรื่องการปฏิบัติหน้าที่ เหมือนกับข้าราชการส่วนกลางและส่วนภูมิภาค ทำให้การทำงานไม่มีเอกภาพ เป็นช่องโหว่ให้ข้าราชการส่วนท้องถิ่นถูกแทรกแซงจากฝ่ายการเมืองได้โดยง่าย และเป็นเบี้ยล่างของฝ่ายการเมืองมาโดยตลอด เหมือนนกน้อยในกำมือ จะบีบก็ตาย จะคลายก็รอด ดังนั้น การที่กรมส่งเสริมฯมีแนวคิดเช่นนี้ จึงเป็นเสมือนแสงสว่างที่เริ่มทอแสงให้ข้าราชการส่วนท้องถิ่นมีความหวังเพิ่มขึ้น จึงเห็นด้วยอย่างยิ่งในแนวทางนี้เช่นเดียวกัน
     สำหรับเพื่อน ๆ ข้า่ราชการส่วนท้องถิ่นที่มีความเห็นด้วยกับแนวความคิดของกรมส่งเสิรมฯในเรื่องดังกล่าว อยากให้ทุกท่านช่วยกันแสดงความคิดเห็น และร่วมกันให้กำลังใจกับอธิบดีและรองอธิบดี กรมส่งเสริมฯ เพื่อผลักดันให้เรื่องดังกล่าวสัมฤทธิ์ผลโดยเร็ววัน แต่หากท่านใดมีความเห็นเป็นอย่างอื่น ก็ลองเสนอทางออกที่อาจจะดีกว่าแนวคิดและแนวทางนี้ ได้ รวมถึงอยากให้องค์กรตัวแทนของข้าราชการส่วนท้องถิ่นทุกประเภท ไม่ว่า สมาคมพนักงานส่วนตำบล (แห่งประเทศไทย) สมาคมพนักงานเทศบาลแห่งประเทศไทย สมาพันธ์ปลัดองค์การบริหารส่วนตำบลแห่งประเทศไทย ตัวแทนปลัดอบต. ปลัดเทศบาล ในก.อบต.ก็ดี หรือใน ก.ท.ก็ดี ได้ช่วยกันระดมความคิดนี้ในเวทีเสวนาของสมาคมฯ หรือสมาพันธ์ฯ หรือ ในเวทีแต่ละจังหวัด เพื่อจะได้นำบทสรุปเสนอไปยัง ก.กลาง และกรมส่งเสริมฯ ให้เร่งดำเนินการให้เกิดผลในทางปฏิบัติโดยเร็วอีกทางหนึ่งครับ....
    ในท้ายวันนี้ ใคร่ขอถือโอกาสขอบคุณ ท่านรองปลัดอบต.ตะพง จ.อ.มณเฑียร เอ็นดูราษฎร์ ที่ให้การต้อนรับคณะศึกษาดูงานจากกลุ่มสตรี-แม่บ้านตำบลเขื่อนผาก เมื่อวันที่ ๑๑ มีนาคมที่ผ่านมาเป็นอย่างดียิ่ง รวมทั้ง ท่านปลัดฯ ไตรภพ บรรเทิงสุข ปลัดอบต.กะเฉด ที่ให้เกียรติมาให้การต้อนรับและประสานงานในเรื่องที่พักด้วยมิตรไมตรีที่ดียิ่ง ขอขอบคุณ ท่านปลัดฯ เพ่ง บัวหอม ปลัดอบต.สัตหีบ และคณะกลุ่มสตรี-แม่บ้าน น้อง ๆ ในอบต.สัตหีบ ที่รอคอยให้การต้อนรับอยู่หลายชั่วโมง และดูแลในเรื่องอาหารกลางวันอย่างน่าประทับใจยิ่ง รวมตลอดถึงท่านปลัดฯ สาคร โพธิ์คำ ปลัดอบต.แสมสาร แม้นว่าจะติดภารกิจให้การต้อนรับคณะศึกษาดูงานคณะอื่น แต่ก็รีบปลีกเวลามาพบปะแลกเปลี่ยนความคิดเห็นและมาให้การต้อนรับคณะศึกษาดูงานของกลุ่มสตรี-แม่บ้านตำบลเขือนผาก ด้วยมิตรไมตรี จึงต้องขอบคุณมา ณ โอกาสนี้ด้วย โดยหวังว่าคงมีโอกาสให้การต้อนรับทุกท่านที่จังหวัดเชียงใหม่บ้างครับ....วันนี้ไปก่อนครับ พบกันใหม่ในวันที่ ๑๙ มีนาคมนี้.
  

นายวสันต์ วรรณวโรทร รองอธิบดีกรมส่งเสริมการปกครองท้องถิ่น
เยี่ยมเยียนพบปะกับผู้เข้ารับการฝึกอบรมหลักสูตร คณะกรรมการสอบสวน
รุ่นที่ ๖ เมื่อวันที่ ๕ มีนาคม ๒๕๕๑ ณ โรงแรมริเวอร์ไซต์ กรุงเทพฯ
มณเฑียร เอ็นดูราษฎร์ รองปลัดอบต.ตะพง และไตรภพ บรรเทิงสุข ปลัดอบต.กะเฉด อ.เมืองระยอง ร่วมให้การต้อนรับคณะศึกษาดูงาน
จากกลุ่มสตรี-แม่บ้าน ตำบลเขื่อนผาก เมื่อวันที่ ๑๑ มีนาคม ๒๕๕๑ ที่ผ่านมา
เพ่ง บัวหอม ปลัดอบต.สัตหีบ และสาคร โพธิ์คำ ปลัดอบต.แสมสาร
อ.สัตหีบ จ.ชลบุรี ร่วมให้การต้อนรับคณะศึกษาดูงาน
จากกลุ่มสตรี-แม่บ้านตำบลเขื่อนผาก เมื่อวันที่ ๑๒ มีนาคม ๒๕๕๑ ที่ผ่านมา

 

 

พิพัฒน์ วรสิทธิดำรง
phiphatw@hotmail.com
๑๗ มีนาคม ๒๕๕๑
 

 

 

อ่านคอลัมน์ ชวนคุยเรื่องท้องถิ่นย้อนหลัง

  คลิกที่นี่

 

 

 

Web Design Factory


web-design-factory.net