สวัสดีครับ....เพื่อน ๆ ข้าราชการท้องถิ่นทุกท่าน วันนี้เป็นวันแรกของคอลัมน์นี้ และยังเป็นคอลัมน์เดียวของเว็บไซต์นี้ แต่มิใช่คอลัมน์แรก เนื่องจากก่อนหน้านี้ มีคอลัมน์ "ตีกลอง ลั่นฆ้อง ป่าวร้องอบต.ทั่วไทย" แต่ต้องยุติไปชั่วคราวเมื่อปลายเดือนธันวาคม ๒๕๕๐ นี้เอง เนื่องจากผู้เขียนต้องการพักผ่อนสักระยะ หากมีโอกาสคงได้เปิดคอลัมน์นี้อีก จึงขอใช้โอกาสนี้เรียนมายังเพื่อน ๆ ข้าราชการท้องถิ่นที่เฝ้าติดตามและให้กำลังใจ "นายต้นกล้า" หลายเดือนที่ผ่านมา สำหรับคอลัมน์นี้ เป็นคอลัมน์ที่ต้องการนำปัญหา อุปสรรค และเรื่องราวทั้งด้านบวก และด้านลบของท้องถิ่น มานำเสนอต่อเพื่อน ๆ ข้าราชการส่วนท้องถิ่น รวมทั้งเรื่องราวที่เพื่อน ๆ ข้าราชการท้องถิ่นไม่ว่าจะเป็น ข้าราชการท้องถิ่นในองค์การบริหารส่วนตำบล เทศบาล อบจ. หรือเมืองพัทยา จัดส่งมาผ่านคอลัมน์นี้ เพื่อเสนอแง่มุมต่าง ๆ ให้เป็นอุทาหรณ์ หรือเป็นบทเรียน หรือเป็นวิทยาทานแก่ข้าราชการท้องถิ่นทั่วไทย โดยจะเน้นไปในเรื่องที่เกี่ยวข้องกับตัวของข้าราชการส่วนท้องถิ่นเป็นหลัก ดังนั้น หากเพื่อนข้าราชการส่วนท้องถิ่นท่านใด (ข้ารารชการส่วนท้องถิ่นในที่นี่ หมายถึง ข้าราชการ ลูกจ้างประจำ พนักงานจ้างตามภารกิจ และพนักงานจ้างทั่วไป ในอบจ. อบต. เทศบาล และเมืองพัทยา) ต้องการนำเรื่อง เกี่ยวกับพวกเราหรือต้องการนำเสนอข้อคิดใด ๆ อันเป็นประโยชน์ต่อชาวท้องถิ่นแล้ว สามารถส่งมายังคอลัมน์นี้ได้ทางอีเมล์ phiphatw@hotmail.com ได้ทุกวัน ทุกเวลา ทุกสถานที่ ไม่มีวันหยุดครับ สำหรับคอลัมน์นี้ จะพยายามนำเสนอทุกวันจันทร์ พุธ และศุกร์ ครับ
วันนี้ เป็นวันแรก จึงมีความตั้งใจที่อยากจะชวนเพื่อนข้าราชการส่วนท้องถิ่น ได้มาพูดคุยเรื่อง หัวหน้าหน่วยงานของพวกเรา โดยเฉพาะ ในองค์การบริหารส่วนตำบล หรือ อบต. ซึ่งผมมีความเชื่อว่า ผู้ที่เข้ามาใช้บริการเว็บไซต์นี้ เป็นข้าราชการในสังกัดอบต.เป็นส่วนใหญ่ หัวหน้าหน่วยงานในที่นี่หมายถึง ผู้ที่ทำหน้าที่หัวหน้าฝ่ายข้าราชการประจำ หากไม่เอ่ยก็คงทราบกันดีครับ นั่นก็คือ ท่านปลัดอบต.ทั้งหลายครับ ที่อยากชวนคุยเรื่องนี้เป็นเรื่องแรกก็มีเหตุผลอยู่ ๓ ประการครับ ประการแรก ผู้เขียนเป็นปลัดอบต.ครับ จึงทราบดีว่า ปลัดอบต.เป็นเช่นไร เหตุผลประการต่อมา เนื่องเพราะ อบต.มีปลัดอบต.เป็นแกนกลางในการบริหารครับ และเหตุผลข้อสุดท้าย เพราะตลอด ๕ เดือนที่ผ่านมา มีการตั้งกระทู้เล่าเรื่องราวในทางลบเกี่ยวกับปลัดอบต.ผ่านเว็บไซต์นี้ ทางเว็บบอร์ดบริหารงานบุคคล "สมาพันธ์ปลัดอบต.เพื่อใคร" เสมือนหนึ่งว่า ปลัดอบต. ๙๙ เปอร์เซ็นต์ เป็นเช่นนั้นจริง ๆ ครับอย่างที่บอกว่า ผู้เขียนก็เป็นปลัดอบต.คนหนึ่งเช่นกัน จึงขอน้อมรับคำติเตียน คำสบถ คำเหยียดหยาม คำดูหมิ่น คำกล่าวที่บางคำฟังแล้ว หากใครได้ฟังก็คงไม่สบายใจครับ ผมก็เชื่อมั่นว่า ปลัดอบต. ๙๙ เปอร์เซ็นต์ที่น้อง ๆ ข้าราชการส่วนท้องถิ่น น้อง ๆ พนักงานจ้าง น้อง ๆ ลูกจ้างประจำ ที่เขียนมาระบายความรู้สึก ได้ให้ภาพของปลัดอบต.ที่น้อง ๆ ประสบมาสาธารยายผ่านเว็บนี้ ปลัดอบต.เหล่านั้น ผมเชื่อเหลือเกินว่า รับได้ครับ รับได้ในที่นี่ มิใช่ยอมรับในสิ่งที่น้อง ๆ กล่าวหามา แต่ยอมรับว่า ปลัดอบต.ที่กล่าวมานั้น มีจริงครับ แต่คงมิใช่ ปลัดอบต.๙๙ เปอร์เซ็นต์จะเป็นเช่นนั้นครับ หากปลัดอบต. ๙๙ เปอร์เซ็นต์เป็นเช่นที่น้อง ๆ กล่าวหาเช่นนั้นจริง อบต.ก็ยืนหยัดมาถึงวันนี้ไม่ได้หรอกครับ.....
ที่ต้องการชวนคุยเรื่องนี้ เป็นเรื่องแรกของคอลัมน์นี้ มิใช่ต้องการมาแก้ตัวให้ท่านปลัดอบต.ทั้งหลายหรอกนะครับ เพียงแต่ต้องการให้ความเป็นธรรมกับบรรดาท่านปลัดอบต.ที่ไม่ได้มีพฤติกรรมเช่นนั้น ซึ่งจริง ๆ แล้ว มีเพื่อน ๆ ปลัดอบต.หลายท่านโทรมาแจ้งขอให้ช่วยชี้แจงให้น้อง ๆ ทราบหน่อยว่า ปลัดฯดี ๆ ก็มีอยู่มากมาย มีบางท่านอยากให้ลบกระทู้ดังกล่าว แต่ผมได้ไตร่ตรองพิจารณาแล้ว เห็นว่า ผู้ที่ตั้งกระทู้ก็ดี ผู้ที่แสดงความคิดเห็นก็ดี มิได้เจาะจงว่าเป็นปลัดอบต.ท่านใด มิใช่ก่อให้เกิดความเสียหายต่อปลัดอบต.ผู้หนึ่งผู้ใดโดยตรง อีกท่านพฤติกรรมของปลัดอบต.(บางท่าน) ก็เป็นเช่นดังที่น้อง ๆ ข้าราชการส่วนท้องถิ่น ไม่ว่าจะเป็น หน.ส่วนการคลัง หน.ส่วนโยธา หรือเจ้าหน้าที่สายงานอื่น ๆ สะท้อนมา จึงบอกเพื่อนท่านนั้นไปว่า ยังไม่ถึงเวลาที่จะชี้แจง อยากให้น้อง ๆ ได้ระบายความอัดอั้นตันใจออกมา และอยากให้เป็นเงาสะท้อนให้เพื่อน ๆ ปลัดอบต.ทั้งหลายได้รู้สึกว่า น้อง ๆ ในบังคับบัญชาของท่านคิดอย่างไรก็ท่าน คิดอย่างไรก็พวกเราที่เป็นปลัดอบต. และเพื่อให้ท่านปลัดอบต.ทั้งหลายได้คิดว่า ท่านจะทำอะไรขอให้ท่านคิดไตร่ตรองให้มากขึ้น และควรทำความเข้าใจกับน้อง ๆ ในอบต.ให้มากขึ้น จึงมิได้ลบกระทู้หรือโต้ตอบแต่อย่างใด และผมเชื่อว่า ท่านปลัดอบต.หลายสิบคนคงได้อ่านบ้างแล้ว และก็คงมีแนวคิดเช่นเดียวกับผมจึงมีน้อยมากที่เข้ามาโพสต์ตอบโต้ ซึ่งเป็นการสะท้อนให้เห็นอย่างหนึ่งว่า "ปลัดอบต.ส่วนใหญ่ มิได้เป็นดั่งที่น้อง ๆ สะท้อนมา"
ปลัดอบต. หรือ ปลัดองค์การบริหารส่วนตำบล มีคนแปลความหมายเอาไว้ว่า ปลัด หมายถึงผู้ช่วย ปลัดอบต.จึงหมายถึง ผู้ช่วยขององค์การบริหารส่วนตำบล คือ เป็นผู้ช่วยของนายกอบต. ผู้ช่วยของสมาชิกสภาอบต. เป็นผู้ช่วยของข้าราชการ พนักงานจ้างและลูกจ้างประจำในอบต. รวมทั้งเป็นผู้ช่วยชาวบ้าน ผู้ช่วยหน่วยงานราชการอื่น ๆ ด้วย ดังนั้น ปลัดอบต.จึงเปรียบเสมือนแกนกลางของหน่วยงานที่จะต้องคอยเอาใจใส่ฟันเฟื่องรอบ ๆ ให้หมุนไปในทิศทางเดียวกันเพื่อให้บรรลุเป้าหมายเดียวกัน จึงเป็นเรื่องที่ไม่ง่ายนักสำหรับหน้าที่นี้ในท่ามกลางความเปลี่ยนแปลงและเจริญเติบโตอย่างรวดเร็วขององค์การบริหารส่วนตำบลในระยะเวลาเพียง ๑๐ กว่าปีเท่านั้น....
ปลัดอบต. เป็นตำแหน่งที่ถูกกำหนดขึ้น ตามพระราชกฤษฏีกาพนักงานส่วนตำบล พ.ศ. ๒๕๓๙ โดยเบื้องต้น กรมการปกครอง โดย กองราชการส่วนตำบล (รสต.) เป็นผู้รับผิดชอบกำหนดตำแหน่ง และอาศัยคณะกรรมการพนักงานเทศบาล หรือ ก.ท. เป็นผู้รับผิดชอบงานบุคคลของอบต.ในช่วงแรก มีการประกาศรับโอนข้าราชการท้องถิ่นและข้าราชการประเภทอื่นมาแต่งตั้งให้ดำรงตำแหน่งปลัดอบต. ในปี ๒๕๓๘ ภายหลังพระราชบัญญัติสภาตำบลและองค์การบริหารส่วนตำบล พ.ศ. ๒๕๓๗ มีผลบังคับใช้เมื่อวันที่ ๒ มีนาคม ๒๕๓๘ แต่ปรากฎว่า มีข้าราชการเพียงน้อยนิดเท่านั้น ที่ขอโอนมาดำรงตำแหน่งดังกล่าว ส่วนใหญ่มาจาก ปลัดอำเภอ และพัฒนากรในสังกัดกรมการพัฒนาชุมชน เนื่องจากส่วนใหญ่ไม่มั่นใจว่า อบต.จะอยู่ได้กี่ปี โดยเฉพาะมีข้าราชการกรมการปกครองหลายท่าน ปรามาสเอาไว้ว่า อบต.จะอยู่ได้ไม่เกิน ๕ ปี ต้องถูกยุบแน่นอน จึงไม่มีใครกล้าเสี่ยงมาอยู่อบต. ทำให้อีกปีกว่า ๆ ต่อมา คณะกรรมการพนักงานเทศบาล หรือ ก.ท.ซึ่งได้รับผิดชอบงานบริหารบุคคลของอบต.ประกาศรับสมัครสอบปลัดอบต.เป็นครั้งแรก ในปี พ.ศ. ๒๕๔๐ โดยก่อนหน้านี้ กรมการปกครองได้จัดสอบปลัดอำเภอ และเชิญชวนให้ผู้สอบได้ในบัญชีดังกล่าว มาบรรจุและแต่งตั้งเป็นปลัดอบต. แต่ก็มีเพียงไม่กี่ร้อยคนเท่านั้น ที่ยินยอมมาบรรจุและแต่งตั้งเป็นปลัดอบต.และส่วนใหญ่ก็เป็นบัญชีที่เหลือจากการบรรจุเป็นปลัดอำเภอแล้ว จึงเสมือนกับว่า คนกลุ่มนี้ ไม่ค่อยเต็มใจนักกับการมาบรรจุและแต่งตั้งเป็นปลัดอบต. (ในขณะนั้น) และวันที่ ๑๕ กรกฏาคม ๒๕๔๐ กองราชการส่วนตำบล จึงได้จัดปฐมนิเทศปลัดอบต.กว่า ๓,๐๐๐ คนขึ้นเป็นครั้งแรกที่กรุงเทพมหานคร ภายหลังการสอบข้อเขียนในแต่ละศูนย์สอบของภาคต่าง ๆ รวม ๙ ศูนย์สอบ และสอบสัมภาษณ์ที่กรุงเทพมหานคร และในเดือนต่อมา ๑ สิงหาคม ๒๕๔๐ ปลัดอบต.ที่สอบแข่งขันได้ในครั้งนี้ จึงไปปฏิบัติหน้าที่ของตนเป็นครั้งแรกในพื้นที่ที่จังหวัดที่ตนเลือกไว้ จัดส่งไปบรรจุและแต่งตั้ง พร้อม ๆ กับอุดมการณ์ของคนหนุ่ม-สาวหลายร้อยชีวิตที่มีความตั้งใจทำงานเพื่อท้องถิ่นของตน
ในระยะแรกนั้น ต้องยอมรับว่า อบต.ไม่ได้รับการยอมรับจาก หน่วยงานราชการ องค์กรภาคเอกชน และจากประชาชนเจ้าของพื้นที่ จึงเป็นหน้าที่ของปลัดอบต.ที่ต้องเป็นแกนกลางนำพาองค์กรให้ประชาชนได้เข้าใจบทบาท อำนาจหน้าที่ของอบต. และสิ่งที่ประชาชนจะได้รับบริการจากอบต. สรรค์ผลงานที่เป็นประโยชน์ให้ประชาชนเจ้าของพื้นที่ยอมรับ และพิสูจน์ให้หน่วยงานราชการ และองค์กรภาคเอกชนเห็นศักยภาพของคนท้องถิ่น ลบคำสบประมาทของเจ้าของอำนาจเดิม สร้างผลงานให้เจ้าของพื้นที่เห็น จึงไม่ใช่เป็นเรื่องที่ง่ายนักสำหรับข้าราชการตัวเล็กที่อยู่ในแต่ละอบต. เพียง ๓ ชีวิต คือ ปลัดอบต. หัวหน้าส่วนการคลัง และหัวหน้าส่วนโยธา โดยคนเหล่านี้ ไม่มีต้นแบบ ไม่มีตำรา ไม่มีพี่เลี้ยง ไม่มีทิศทาง เหมือนกับหน่วยงานราชการอื่นที่ตั้งขึ้นมากว่า ๑๐๐ ปี ไม่ว่าจะเป็น เทศบาล อำเภอ หรือจังหวัด ที่ยังมีผู้บังคับบัญชาในหลาย ๆ ระดับคอยแนะนำ และเป็นแบบอย่าง แต่อบต.กลับไม่มีแม้แต่พี่เลี้ยง...............
ท่ามกลางความสับสนทั้งหลาย กลับไม่ได้สร้างความท้อแท้ให้กับปลัดอบต.หลายร้อยชีวิต แม้นว่า มีข้าราชการที่เป็น ปลัดอำเภอ หรือ พัฒนากร ที่โอนลงมาเป็นปลัดอบต.ก่อนหน้านี้ จะได้ขอกลับเข้าไปรับราชการยังหน่วยงานสังกัดเดิม หรือมีปลัดอบต.ที่สอบบัญชีเดียวกันจะขอลาออกไปหลายคน เพราะทนต่อสภาพที่ไม่มีแม้แต่โต๊ะทำงาน หรือทนต่อแรงกดดันรอบข้างไม่ได้ ปลัดอบต.หลายร้อยชีวิตก็ยังมุ่งมั่นทำงานต่อไป โดยมี น้องการคลัง และน้องโยธา เป็นผู้ช่วยเหลือด้วยความมุ่งมั่นเช่นเดียวกัน และจากความมุ่งมั่น ด้วยอุดมการณ์ และด้วยพลังของคนหนุ่มสาว ปลัดอบต. คลัง และช่าง สามารถลบความสบประมาทของหน่วยงานราาชการอื่น ๆ สามารถยืนหยัดต่อสู้จนเป็นที่ยอมรับขององค์กรภาคเอกชน ธนาคาร รัฐวิสาหกิจ ที่อดีตทำตนเสมือนว่า พนักงานส่วนตำบล มิใช่ส่วนหนึ่งของข้าราชการในพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวฯ ไม่ยอมรับ ไม่ยอมให้สินเชื่อใด ๆ แก่พนักงานส่วนตำบล ไม่อยากคบค้าสมาคมด้วย กลายมาเป็นพนักงานส่วนตำบลคือลูกค้าที่ดี ลูกค้าที่มีคุณภาพ ลูกค้าที่เป็นเสมือนส่วนหนึ่งของหน่วยงานของพวกเขาไปเสียแล้ว...... จากพนักงานส่วนตำบล ๓ ชีวิต ลูกจ้างอีกหนึ่ง หรือสองชีวิต ทำงานทุกอย่าง ไม่มีวันหยุด ไม่มีกลางคืนหรือกลางวัน ไม่มีโอที ไม่มีโบนัส ไม่มีสองขั้น ไม่มีแม้แต่เวลามานั่งทะเลาะกัน อยู่กันฉันท์พี่น้อง ดังคำสมญานามที่ได้รับจากหลายฝ่าย ณ เวลานั้นว่า "สามทหารเสือ" มาถึงปี ๒๕๔๗ ผ่านมา ๗ ปีของอบต. ลบภาพ ๕ ปียุบอบต. จากพนักงานส่วนตำบล ๓ ชีวิต เพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็ว ๑๐ ,๑๕, ๒๐, ไปจนถึง ๑๐๐ กว่าชีวิต เริ่มมีวันหยุด เริ่มมีโอที เิริ่มมีสองขั้น และเริ่มมีโบนัส สุดท้าย กำลังจะเริ่มมีเวลามานั่งทะเลาะกันเอง
ที่คุยมานี่ มิใช่เป็นการเอาดีใส่ตัว เอาชั่วให้ผู้อื่น แต่ประการใด แต่อยากให้น้อง ๆ ข้าราชการส่วนท้องถิ่น ทั้งหลาย ได้มองในหลาย ๆ มุม ลองมองอีกมุมหนึ่งดูอีกทีซิว่า หากไม่มีปลัดอบต. เมื่อ ปี ๔๐ จะมีวันนี้ให้พวกเรามานั่งทำงานกันหรอกหรือครับ การต่อสู้ของปลัดอบต.ในอดีตนั้นสาหัสสากรรจ์กว่าที่น้อง ๆ ได้เห็นหรือได้ยินมาในวันนี้ หลายเท่านัก ความลำบากของปลัดอบต.ในอดีตนั้น เป็นคุณุปการณ์แก่องค์กรในวันนี้ หากวันนั้น ปลัดอบต.ไม่ยืนหยัดกับความถูกต้อง ไม่รวมตัวกันต่อสู้ ไม่ยึดมั่นอยู่ในคุณธรรมแล้ว วันนี้ ของพวกเราคงไม่สดใสเช่นนี้หรอกครับ เสมือนครอบครัวเรา เราอยู่ดี กินดี มีบ้าน มีรถ มีที่ดินทำกิน มีที่อยู่อาศัย มิใช่เพราะความลำบากตรากตรำของรุ่น ปู่ ย่า ตายาย หรือ พ่อ - แม่ เราหรอกหรือ ในการบุกเบิกที่บุกเบิกหนทางแผ้วถางหญ้าที่รกรุงรังให้พวกเราได้อยู่สบายในวันนี้ ปู่ ย่า ตายาย หรือ พ่อ-แม่ เรา วันสำคัญ ๆ อย่างวันสงกรานต์ เรายังกลับไปขอขมา ไปขอพร หรือทำบุญอุทิศให้ท่านเลย ที่เราทำเช่นนั้น เป็นเพราะเรารำลึกถึงคุณความดีที่พวกท่านได้กระทำต่อเรามิใช่หรือ แล้วทำไมคนที่บุกเบิก แผ้วถางป่า หญ้าที่รกชัดในอบต.ให้เป็นหม้อข้าว ให้เป็นที่พักพิง ให้เป็นที่ทำมาหากินให้พวกเราได้อยู่อาศัย ได้มีได้กิน ดังเช่น พี่ ๆ ปลัดอบต. เหล่านั้น ทำไมน้อง ๆ ถึงเหยียบย่ำได้ลงละครับ ทำไมน้อง ๆ ไม่มองให้รอบด้านละครับ เหมือนกันมิใช่หรือครับว่า ครอบครัว หลาย ๆ ครอบครัวก็มีพ่อ-แม่ ที่โหดร้าย ทารุณ หรือชั่วร้าย ไร้คุณธรรม ในสังคมนี้ก็มีไม่น้อย ก็ปะปนกันไป แต่ก็ไม่คงน่าจะมากถึง ๙๙ เปอร์เซ็นต์ เพราะไม่เช่นนั้น บ้านเมืองนี้คงกลายเป็นเมืองขึ้นของประเทศอื่นไปหมดแล้ว ปลัดอบต.ก็เช่นเดียวกัน ปลัดอบต.คงไม่ชั่วหรือเลวร้าย หรือไร้คุณธรรม ขนาดที่น้อง ๆ ประเมินมา ๙๙ เปอร์เซ็นต์หรอกครับ ไม่เช่นนั้น อบต.คงสูญสลายไปความดีใจของผู้มีอำนาจดั้งเดิมไปนานแล้ว........สุดท้ายอยากทิ้งท้ายไว้ว่า...ชีวิตของปลัดอบต.มิได้ดีเลิศไปกว่า ชีวิตของภารโรงหรอกครับ แต่บางที น่าเศร้ากว่าก็เยอะครับ....
ท้ายวันนี้ อยากขอบคุณท่านนายกอบต.ศิลา (นายกฯยอดยิ่ง จันทนพิมพ์) อำเภอเมืองขอนแก่น ที่ได้นำคณะผู้บริหาร และข้าราชการในสังกัดให้การต้อนรับ คณะศึกษาดูงานของอบต.เขื่อนผาก อำเภอพร้าว จังหวัดเชียงใหม่ เมื่อสัปดาห์ที่ผ่านมาได้ (๑๑ ก.พ.) เป็นอย่างดีและปลาบปลื้มใจมากครับ ทั้งการต้อนรับ การให้ข้อคิดที่ดี ๆ แก่คณะศึกษาดูงาน อีกทั้งยังนำคณะไปกราบนมัสการพระธาตุขามแก่น พระธาตุคู่บ้านคู่เมืองของจังหวัดขอนแก่นด้วยตนเองกับภรรยา รวมทั้ง ขอขอบคุณท่านนายกอบต.วัดธาตุ (นายปราโมทย์ สุขสวัสดิ์) อำเภอเมืองหนองคาย ที่ได้ให้การต้อนรับแก่คณะศึกษาดูงานอย่างดียิ่งเช่นเดียวกัน รวมทั้ง ขอขอบคุณมิตรแท้เช่น จ่าอากาศเอกสุรชิต พิสัยพันธ์ ปลัดอบต.วัดธาตุ และพี่ชวลิต เนตินรเศรษฐ์ ปลัดเทศบาลตำบลโพธิ์ชัย ที่ให้การต้อนรับและดูแลน้อง ๆ จากอบต.เขื่อนผากตลอดสองวันที่อยู่หนองคาย เป็นอย่างดี จึงต้องกล่าวขอบคุณมา ณ ที่นี่อีกครั้งครับ...........
พิพัฒน์ วรสิทธิดำรง
๑๘ กุมภาพันธ์ ๒๕๕๑
|
จ.อ.สุรชิต พิสัยพันธ์ ปลัดอบต.วัดธาตุ และี่พี่ชวลิต เนตินรเศรษฐ์ ปลัดเทศบาลตำบลโพธิ์ชัย |
|
นายยอดยิ่ง จันทพิมพ์ นายกอบต.ศิลา
ให้การต้อนรับคณะศึกษาดูงานจากอบต.เขื่อนผาก อ.พร้าว จ.เชียงใหม่ |
นายปราโมทย์ สุขสวัสดิ์ นายกอบต.วัดธาตุ
ให้การต้อนรับคณะศึกษาดงานจากอบต.เขื่อนผาก อ.พร้าว จ.เชียงใหม่
|
อ่านคอลัมน์ ชวนคุยเรื่องท้องถิ่นย้อนหลัง
คลิกที่นี่