"ปลัดอบต. ๓ จังหวัดชายแดนใต้ "

         สวัสดีครับเพื่อนข้าราชการส่วนท้องถิ่นทุกท่าน....วันนี้อยากเชิญเพื่อน ๆ มาคุยกันเกี่ยวกับเรื่องการบรรจุแต่งตั้งปลัดอบต.ในพื้นที่ ๓ จังหวัดชายแดนใต้กับ ๔ อำเภอของจังหวัดสงขลา ตามบัญชีล่าสุดของกรมส่งเสริมฯที่มีการจัดสอบไปเมื่อกลางปี ๒๕๕๐ ที่ผ่านมา และมีการบรรจุไปแล้วจำนวนหนึ่ง และอยู่ระหว่างการเรียกบรรจุแต่งตั้งเพิ่มเติมอีกจำนวนหนึ่ง ที่ต้องหยิบยกเรื่องนี้มาคุยก็สืบเนื่องจากเมื่อต้นเดือนพฤศจิกายน ๒๕๕๐ ที่ผ่านมา ได้มีโอกาสลงไปอำเภอหาดใหญ่ จังหวัดสงขลา ในการประชุมสัมมนาเชิงวิชาการของสมาคมพนักงานส่วนตำบล (แห่งประเทศไทย) ได้พบกับเพื่อน ๆ ปลัดอบต.หลายท่านที่ปฏิบัติหน้าที่ใน ๔ อำเภอของจังหวัดสงขลาซึ่งเป็นพื้นที่สีแดงเช่นเดียวกับ ๓ จังหวัดชายแดนใต้ ได้เล่าให้ฟังเกี่ยวกับปัญหาในการปฏิบัติหน้าที่ของปลัดอบต.ที่บรรจุใหม่ ซึ่งจริง ๆ แล้วตั้งใจจะเขียนมาหลายครั้งแล้ว แต่ยังไม่มีโอกาส วันนี้ก็เลยอยากชวนคุยเรื่องนี้ เพราะเมื่อวันที่ ๘ มีนาคม ๒๕๕๑ ที่ผ่านมา มีท่านปลัดอบต.ท่านหนึ่งที่ใช้บัญชีสอบของกรมฯครั้งนี้ ได้พยายามถ่ายทอดปัญหาและอุปสรรคในการปฏิบัติหน้าที่ในพื้นที่ (จำไม่ได้ว่าอยู่จังหวัดปัตตานีหรือยะลา) ในการฝึกอบรมหลักสูตรคณะกรรมการสอบสวน (วินัย) ณ โรงแรมริเวอร์ไซต์ กรุงเทพฯในชั่วโมงถาม-ตอบปัญหา จึงคิดว่าควรหยิบยกปัญหานี้มาเล่าสู่กันฟัง และสะท้อนปัญหาให้ผู้หลักผู้ใหญ่ที่เกี่ยวข้อง ได้นำไปพินิจพิจารณาแก้ไขให้เหมาะสมต่อไป
          ก่อนอื่นต้องขอทำความเข้าใจกับน้อง ๆ ข้าราชการส่วนท้องถิ่นที่ปฏิบัติหน้าที่ราชการในอปท.ยังไม่ถึง ๕ ปีก่อนว่า ปลัดอบต.นั้นมีการสอบบัญชีปลัดอบต.จริง ๆ อยู่สองครั้งเท่านั้น คือ การสอบเมื่อเดือนเมษายน ๒๕๔๐ และบรรจุตามบัญชีนี้ครั้งแรกเมื่อวันที่ ๑๕ กรกฏาคม ๒๕๔๐ โดยเริ่มต้นจากระดับ ๓ โดยก่อนหน้านี้มีการบรรจุแต่งตั้งปลัดอบต.ไปแล้วจำนวนหนึ่ง โดยใช้บัญชีสอบปลัดอำเภอ ซึ่งมีการสอบเมื่อปลายปี ๒๕๓๙ และรับโอนข้าราชการส่วนกลางและส่วนภูมิภาค และมีการสอบล่าสุดก็คือกลางปี ๒๕๕๐ ที่ผ่านมา โดยมีเงื่อนไขพิเศษสำหรับการสอบครั้งล่าสุดก็คือ ต้องไปบรรจุแต่งตั้งในพื้นที่ ๓ จังหวัดชายแดนใต้ และ ๔ อำเภอพื้นที่สีแดงของจังหวัดสงขลาเท่านั้นเอง (แม้นว่าจะมีความพยายามขอให้สามารถใช้ในจังหวัดอื่น ๆ ก็ตาม) ทั้งสองบัญชีมีความเหมือนและแตกต่างกันอยู่บ้าง นั่นก็คือ มีความเหมือนกันก็คือ การสอบทั้งสองครั้ง ผู้เข้าสอบเป็นผู้จบการศึกษาใหม่เพื่อบรรจุเริ่มต้นระดับ ๓ ก็ได้ หรือผู้ที่ทำงานแล้วสามารถบรรจุในระดับที่ไม่สูงกว่าที่ตนดำรงตำแหน่งอยู่ก็ดี (เช่น ปลัดอำเภอระดับ ๖ เมื่อสอบปลัดอบต.ได้ก็ แต่งตั้งเป็นปลัดอบต.ระดับ ๖ หรือหน.ส่วนโยธา ที่มีวุฒิการศึกษาตรงระดับ ๖ เมื่อสอบได้ก็สามารถแต่งตั้งเป็นปลัดอบต.ระดับ ๖ เป็นต้น) แต่ที่แตกต่างกันก็คือ เงื่อนไขช่วงเวลา และเงื่อนไขพื้นที่บรรจุแต่งตั้ง เนื่องจากปลัดอบต.บัญชีปี ๒๕๔๐ เป็นปลัดอบต.ที่บรรจุแต่งตั้งใหม่จริง แต่ก็เกิดขึ้นพร้อม ๆ กับการเกิดขึ้นขององค์การบริหารส่วนตำบล รวมทั้งบุคลากรฝ่ายการเมืองคือ คณะกรรมการบริหาร (ชื่อเรียกขณะนั้น) และสมาชิกสภาอบต. ที่ทุกฝ่ายมีความรู้ ประสบการณ์ที่สด ๆ ใหม่ ๆ ด้วยกันทั้งสิ้น รวมทั้งประชาชนในพื้ที่ด้วย ที่ยังไม่รู้จักอบต.หรือไม่เข้าใจบทบาทของอบต.ในเวลานั้น ทำให้การปฏิบัติหน้าที่ของปลัดอบต.ในขณะนั้น ปฏิบัติหน้าที่ด้วยความร่วมมือจากทุกฝ่าย เพราะฝ่ายการเมืองก็ดี ฝ่ายประชาชนก็ดี เมื่อไม่มีความรู้หรือประสบการณ์เพียงพอ ก็ต้องอาศัยข้าราชการที่มีตำแหน่งสูงสุดในองค์กร ทำให้ปลัดอบต.ทำงานได้ง่ายขึ้น พร้อม ๆ กับการเรียนรู้ไปกับการเปลี่ยนแปลงองค์กรขององค์การบริหารส่วนตำบลมาเป็นระยะ ๆ ตลอด ๑๐ ปีที่ผ่านมา ปลัดอบต.ที่ปฏิบัติหน้าที่ ณ วันนั้น ถึงวันนี้ จึงสะสมความรู้ ประสบการณ์ เท่ากับอายุขององค์การบริหารส่วนตำบล จึงมีความเชี่ยวชาญในการแก้ไขปัญหาหรือหลีกเลี่ยงปัญหา หรือสามารถที่จะประสานงานกับหน่วยงาน องค์กร หรือบุคคลต่าง ๆ ที่เกี่ยวข้องได้ดีพอสมควร และส่วนใหญ่มีความเชี่ยวชาญที่นำพาองค์กรพัฒนาไปข้างหน้าได้ พร้อม ๆ กับการเปลี่ยนแปลงและการพัฒนาการของฝ่ายอื่น ๆ ตามไปด้วยนั่นก็คือฝ่ายการเมือง ฝ่ายประชาชน และฝ่ายข้าราชการส่วนกลางหรือส่วนภูมิภาค อีกประการหนึ่ง ในการบรรจุแต่งตั้งในปี ๒๕๔๐ ก็มิได้มีเงื่อนไขในเรื่องพื้นที่ในการทำงาน ว่าต้องปฏิบัติหน้าที่ในพื้นที่ใดเป็นการเฉพาะเจาะจง
          แต่สำหรับ ปลัดอบต.ที่ได้รับการบรรจุแต่งตั้งในปี ๒๕๕๐ นั้น ได้รับการบรรจุแต่งตั้งไม่เฉพาะแต่ท่ามกลางปัญหาที่รุมเร้าสะสมมานานของพื้นที่ที่ถือว่าเป็นปัญหามากที่สุดแล้ว ยังต้องเผชิญกับปัญหาในเรื่ององค์ความรู้ ประสบการณ์ และการยอมรับของหลายฝ่ายอีกด้วย หากไม่พูดถึงปัญหาความไม่สะสมในพื้นที่ เฉพาะปัญหาที่เผชิญในองค์กรก็ถือว่าหนักแล้ว ปัญหาหลักในองค์กรก็คือ การยอมรับของผู้ใต้บังคับบัญชา การยอมรับจากประชาชนในพื้นที่ การยอมรับจากฝ่ายการเมือง และการยอมรับจากฝ่ายข้าราชการส่วนภูมิภาค หนึ่งปัญหาการยอมรับจากผู้ใต้บังคับบัญชาเป็นปัญหาใหญ่มาก หากผู้ที่ได้รับการบรรจุแต่งตั้งเคยดำรงตำแหน่งหัวหน้าส่วนการคลัง หัวหน้าส่วนโยธา หรือข้าราชการประเภทอื่นในระดับใกล้เคียงกันหรือเสมอกัน ก็อาจมีปัญหาน้อยหรือไม่มีปัญหาเลย แต่ที่จะกล่าวถึงก็คือ ผู้ที่ได้รับการบรรจุแต่งตั้งใหม่ ๆ คือ เริ่มจากระดับ ๓ หนึ่งองค์ความรู้ด้านกฎหมาย ระเบียบ วิธีปฏิบัติราชการ มีน้อยมาก หรือบางท่านอาจไม่มีเลย เพราะอย่าลืมว่า อบต.เกิดมาแล้ว ๑๐ ปี มีการแก้ไขปรับปรุงเปลี่ยนแปลง กฎหมาย-ระเบียบ แนวทางปฏิบัติราชการมากมายแม้แต่ปลัดอบต.ที่บรรจุแต่งตั้งมาแล้ว ๑๐ ปี หลายท่านยังไม่สามารถจดจำได้หมด หนึ่งก็คือประสบการณ์ในการแก้ไขปัญหา วิวัฒนาการของปัญหาในท้องถิ่นมีที่มาที่ไปและนับวันจะสลับซับซ้อนมากขึ้น หากประสบการณ์ไม่มีการแก้ไขปัญหาก็จะยิ่งยากขึ้นหลายเท่า ดังนั้น เมื่อเกิดปัญหาขึ้น ปลัดอบต.ที่บรรจุใหม่เหล่านี้ จึงน่าเป็นห่วงนัก ที่ทราบมาก็คือ หัวหน้าส่วนราชการในอบต.ที่รับราชการมาหลายปี ซึ่งส่วนใหญ่มีอายุราชการมากกว่า ๕ ปี จึงทำใจยอมรับในผู้บังคับบัญชาที่มีอาุยุน้อยกว่า มีองค์กรความรู้ด้อยกว่า และมีระดับ (ซี) ต่ำกว่าได้ยากยิ่ง จึงเป็นอุปสรรคแรก ๆ ก็ว่าได้ จึงไม่ต้องไปกล่าวถึงความเก๋า หรือเล่ห์เหลี่ยมการเมืองของฝ่ายการเมือง หรือความเจนจัดในการตรวจสอบของฝ่ายประชาชน หรือการยอมรับของข้าราชการส่วนภูมิภาค ที่มองท้องถิ่นไม่ใช่พวกมาตั้งแต่ต้นอยู่ก่อนแล้ว

          ผมคิดว่า กรมส่งเสริมการปกครองท้องถิ่นนั้น มีเจตนาดีที่ต้องการสรรหาคนไปปฏิบัติหน้าที่เสี่ยงอันตรายที่ขาดแคลนอัตรากำลังใน ๓ จังหวัดชายแดนใต้ แต่การส่งบุคลากรที่ขาดประสบการณ์ ขาดองค์ความรู้ ขาดความเข้าใจในปัญหา มิใช่ทางแก้ไขปัญหา แต่เป็นการเพิ่มปัญหา และเป็นการส่งคนดีหลายคนไป...... ทั้ง ๆ ที่กรมฯมีหนทางที่ดีกว่า แต่กลับไม่ทำ ปัญหาที่เกิดขึ้นจากการสะท้อนของน้อง ๆ ปลัดอบต.ที่บรรจุใหม่ในเวทีที่กรุงเทพฯก็ดี เวทีที่หาดใหญ่ก็ดี หรือเวทีอื่น ๆ อีกหลายแห่ง ทั้งเรื่องความปลอดภัยที่ตายรายวัน บาดเจ็บทุกชั่วโมง สวัสดิการที่รับปากว่าจะให้ก็ยังไม่ได้รับ รวมทั้งการลักลั่้นในการบรรจุแต่งตั้ง ที่ผู้ได้รับบาดเจ็บขอโอน(ย้าย) ไปยังอบต.อื่นที่ปลอดภัยกว่า ไม่ได้รับการเหลียวแล แต่กลับบรรจุแต่งตั้งผู้ที่ขึ้นบัญชีไว้ทับตำแหน่งในกรอบที่สูงกว่า เช่น ที่ปัตตานี มีปลัดอบต.ที่บรรจุใหม่ถูกยิงกรอกปาก ฟันหลุดหลายซี่ แต่ไม่ถึงกับเสียชีวิตขอโอน (ย้าย) ไปยังอบต.ที่มีอัตราตำแหน่งว่างในเขตอำเภอเมืองฯ แต่ไม่ได้รับความเห็นใจ โดยผู้ใหญ่ในจังหวัดอ้างว่า กรอบตำแหน่งเป็นระดับ ๗ ไม่สามารถไปปฏิบัติหน้าที่ได้ แต่แล้วจู่ ๆ กรมส่งเสริมฯกลับส่งปลัดอบต.ระดับ ๓ ที่บรรจุแต่งตั้งใหม่ลงมาบรรจุแต่งตั้งในอบต.นั้นแทน ตัวอย่างนี้เป็นเพียงแค่ตัวอย่างเีดียวที่ปัญหาสารพัดในพื้นที่ชายแดนใต้
     ในการสอบเมื่อปี ๒๕๕๐ นั้น หากกรมส่งเสริมฯครุ่นคิดสักนิด ให้โอกาสแก่หัวหน้าส่วนโยธาก็ดี หัวหน้าส่วนการคลังก็ดี ที่ปฏิบัติหน้าที่ในพื้นที่ ๓ จังหวัดชายแดนใต้และ ๔ อำเภอของสงขลา โดยการยกเว้นระเบียบ หรือมาตรฐานเช่นเดียวกันกับการยกเว้นหลายข้อในการสอบครั้งนั้น ใำห้โอกาสแก่ข้าราชการเหล่านั้นสอบคัดเลือกเป็นกรณีพิเศษก่อน โดยการยกเว้นในเรื่องคุณสมบัติบางประการ เช่น คุณวุฒิการศึกษาที่ไม่จบทางด้านรัฐศาสตร์ หรือนิติศาสตร์ แต่อาจมีกำหนดไว้ว่าจะต้องไปเรียนต่อทางด้านรัฐศาสตร์ หรือนิติศาสตร์ภายในกี่ปี เมื่อให้โอกาสคนเหล่านี้แล้ว หากยังตำแหน่งว่างอยู่ จึงจะเปิดสอบบุคคลทั่วไป ซึ่งไม่ใช่ให้ข้าราชการเหล่านั้นมาสอบแข่งขันพร้อม ๆ กับผู้ที่จบการศึกษาใหม่ ในข้อสอบเดียวกัน เพราะข้าราชการเหล่านั้น คงมีเวลาไม่มากเท่ากับคนที่ว่างงานอยู่แล้ว ในการเตรียมตัวอ่านหนังสือเพื่อเตรียมตัวสอบ ผลที่ออกมาจึงทำให้ข้าราชการที่ทำงานนั้นสอบได้เพียงน้อยนิด จึงเป็นปัญหาตามมาไม่หมดสิ้น และเชื่อว่า การตัดสินใจที่ผิดพลาดของกรมฯในครั้งนี้ จะเป็นปัญหาให้กรมฯได้แก้ไขต่อไปอีกหลายปี หรืออาจยุติได้ไม่ง่าย แต่ในทางกลับกันหากกรมฯได้เปิดโอกาสให้คนในสอบก่อนและแต่งตั้งเป็นปลัดอบต.เชื่อว่า ปัญหาจะน้อยเพราะหากหัวหน้าส่วนโยธา ได้รับการแต่งตั้งเป็นปลัดอบต.ก็เท่ากับทำหน้าที่ได้ ๒ ตำแหน่งพร้อม ๆ กันไปได้ เช่นกันหากหัวหน้าส่วนการคลังได้รับการแต่งตั้งเป็นปลัดอบต.ก็สามารถรักษาราชการแทนในตำแหน่งหัวหน้าส่วนการคลังอีกตำแหน่งหนึ่งไปพร้อม ๆ กันได้ แต่ที่กรมฯไม่ได้ทำเช่นนั้น จึงไม่ทราบว่าเพราะเหตุใด
          แต่เมื่อปัญหาเกิดแล้ว ก็อยากให้กรมฯได้ช่วยเร่งแก้ไขปัญหาที่กรมฯสร้างขึ้นเอง โดยเร็วที่สุด กรมฯควรจะส่งรองอธิบดีลงไปช่วยดูแลหรือแม้แต่อธิบดีกรมส่งเสริมฯเองที่เคยปฏิบัติหน้าที่ใน ๓ จังหวัดชายแดนใต้หลายจังหวัด น่าจะมีความเข้าใจในปัญหาดีกว่าใคร ควรที่เร่งให้การช่วยเหลือเยียวยาแก้ข้าราชการส่วนท้องถิ่น ให้ได้รับการดูแลเอาใจใส่ ทั้งในด้านเงินเดือน ค่าตอบแทน สวัสดิการต่าง ๆ ให้เพียงพอและรวดเร็ว รวมทั้งการแก้ไขเยียวยาเมื่อข้าราชการเหล่านั้น ได้รับบาดเจ็บหรือเสียชีวิตโดยเร็ว.........


  

 

 

พิพัฒน์ วรสิทธิดำรง
phiphatw@hotmail.com
๑๙ มีนาคม ๒๕๕๑
 

 

 

อ่านคอลัมน์ ชวนคุยเรื่องท้องถิ่นย้อนหลัง

  คลิกที่นี่

 

 

Web Design Factory
Web Design Articles