"เสียงสะท้อนจากข้าราชการส่วนท้องถิ่น"

          สวัสดีครับเพื่อนข้าราชการส่วนท้องถิ่นทุกท่าน....วันนี้ เป็นวันศุกร์ที่ ๒๑ พฤศจิกายน ๒๕๕๑ เป็นวันสุดท้ายของการทำงานในรอบสัปดาห์ ในรอบสัปดาห์นี้ มีเรื่องราวมากมายเกิดขึ้นในประเทศไทย และต่างประเทศอันมีผลกระทบต่อคนไทยทั้งมวล เรื่องแรกก็เป็นเรื่องที่พวกเราได้รับทราบไปแล้วเกี่ยวกับพระราชพิธีพระราชทานเพลิงพระศพ สมเด็จพระเจ้าพี่นางเธอ เจ้าฟ้ากัลยาณิวัฒนา กรมหลวงนราธิวาสราชนครินทร์ ซึ่งเมื่อวันจันทร์-วันพุธ (๑๗-๑๙ พ.ย.) ได้มีพระราชพิธีบำเพ็ญพระราชกุศลพระอัฐิ บรรจุพระอัฐิ และพระสรีรังคาร พวกเราเหล่าข้าราชบริพารก็จะเห็นพระบรมวงศานุวงศ์ทุกพระองค์ได้เสด็จพระราชดำเนินมาในพระราชพิธีดังกล่าวอย่างพร้อมเพรียง และเป็นศิริมงคลแก่พสกนิกรที่ได้เฝ้ารับเสด็จและติดตามพระราชพิธีดังกล่าวทางสถานีวิทยุโทรทัศน์รวมการเฉพาะกิจแห่งประเทศไทย
          ถัดจากนั้นเพียงข้ามคืนสัญญาณอันตรายแห่งความรุนแรงของการประหัตประหารระหว่างคนไทยด้วยกันเอง ก็เริ่มขึ้นจากการที่มีผู้ไม่หวังดี (แน่นอนต้องเป็นผู้ไม่หวังดี-ทุกทีที่เกิดเรื่อง) ยิงปืนเอ็ม ๗๙ เข้าถล่มทำเนียบรัฐบาลซึ่งปัจจุบันกลายเป็นทำเนียบประชาชนไปเรียบร้อยแล้ว ทำให้ผู้ชุมนุมเสียชีวิต ๑ ราย และบาดเจ็บ ๒๐ กว่าราย นั่นคือสัญญาณอันตราย อันนำไปสู่การประกาศรวมพลครั้งสุดท้ายของกลุ่มพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตย ที่พวกเราคุ้นหูมานานเกือบสองปีที่ผ่านมา ในวันอาทิตย์ที่ ๒๓ พฤศจิกายน ๒๕๕๑ นี้ แน่นอนว่า ทั้งเสื้อเหลือง เสื้อแดง เสื้อดำ หรือเสื้อขาว ก็ล้วนแล้วเป็นพสกนิกรในพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวฯทั้งสิ้น และยังเป็นคนไทยเหมือนกัน เพียงแต่มีความเห็นต่างในเรื่องของความคิดเห็นทางการเมืองเท่านั้น บางคนอาจเห็นต่างโดยสิ้นเชิง บางคนอาจเห็นต่างเพียงเล็กน้อย บางคนอาจเห็นด้วยครึ่งหนึ่ง ก็สุดแท้แต่ว่า แต่ละคนนั้นได้รับข้อมูล หรือมีพื้นฐานแนวความคิดมาอย่างไร แต่นั่นมันน่าจะเป็นเรื่องที่น่ายินดีสำหรับสังคมและประเทศที่ปกครองด้วยระบอบประชาธิปไตย เหมือนเฉกเช่นเดียวกันกับกรณีของประเทศสหรัฐอเมริกา ที่คนเกือบครึ่งประเทศสนับสนุนพรรครีพลับรีกัน และอีกครึ่งกว่า ๆ สนับสนุนพรรคเดโมแครต แต่เมื่อการเลือกตั้งพ้นผ่าน ทุกอย่างสงบลง แต่เหตุไฉนเมืองไทย การเลือกตั้งจบแต่คนไม่จบ นั่นก็คงต้องให้แต่ละคนคิดกันเอาเองครับว่า เพราะเหตุใด แต่อยากให้พวกเราชาวท้องถิ่นได้คิดก็คือ การเมืองจะเป็นอย่างไร ใครจะเห็นด้วยหรือไม่เห็นด้วยกับฝ่ายไหน นั่นก็เป็นสิทธิส่วนบุคคลที่ห้ามกันไม่ได้ แต่ก็ไม่อยากเห็นการแสดงออกที่เกินเลย โดยยึดตัวบุคคลละทิ้งหลักการ โดยปล่อยให้ความโลภ โกรธ หลง เข้าครอบงำจิตใจของคนไทย ทำให้ขาดสติยั้งคิดว่า ที่แท้เราเป็นเพียง "เหยื่อของการแย่งชิงอำนาจ" หรือไม่ ประชาชนส่วนใหญ่ ที่ล้มหายตายจากไปกับเหตุการณ์นองเลือด ๑๔ ตุลาคม ๒๕๑๖ ก็ดี เหตุการณ์ ๖ ตุลาคม ๒๕๑๙ ก็ดี หรือ เหตุการณ์พฤษภาทมิฬ ๒๕๓๕ ก็ตาม ล้วนแต่เป็นเหยื่อของผู้แสวงหาอำนาจแทบทั้งสิ้น ดังเราจะเห็นว่า พวกที่กระหายอำนาจไม่เคยได้รับอันตรายใด ๆ จากการต่อสู้ทุกครั้ง แต่พวกที่สูญเสียกลับกลายเป็นบุคคลที่ได้รับการยกย่องในเวลาต่อมาว่า "วีรชน" ที่คนรุ่นหลังไม่เข้าใจและไม่ซาบซึ้งกับการกระทำของเขาเหล่านั้นอย่างที่ "วีรชน" ควรได้รับ ดังจะเห็นจากการจัดงานรำลึกที่จัดขึ้นทุก ๆ ปี จะมีเพียงคนรุ่นเก่าเพียงไม่กี่สิบคนเท่านั้น ที่เข้าร่วมนอกนั้น ไม่เห็นมีใคร คนส่วนใหญ่ไม่ได้ให้ความสำคัญอะไร หรือเกือบจะบอกได้ว่าคนส่วนใหญ่ไม่รู้ด้วยซ้ำไปว่า การจัดงานแต่ละครั้งจัดเพื่ออะไร และจัดขึ้นทำไม จึงอยากให้สติแก่เพื่อน ๆ ข้าราชการส่วนท้องถิ่นและครอบครัวว่า ไม่ว่าท่านจะฝักใฝ่ฝ่ายใด ก็ขอให้มีสติยั้งคิด ไม่กระทำการที่ได้ชื่อว่า "เหยื่อ" อีกต่อไป
          นอกจากนี้ในรอบสัปดาห์ที่ผ่านมา สำนักข่าวทั้งในและนอกประเทศต่างให้ความสำคัญกับวิกฤตเศรษฐกิจที่หลายประเทศหวั่นวิตกอยู่ขณะนี้ ไม่ว่าจะเป็น สหรัฐอเมริกา ฝรั่งเศส และผู้นำทางเศรษฐกิจของเอเชียอย่างเช่น ประเทศญี่ปุ่นที่มีการรายงานข่าวว่า "อยู่ในขั้นของการเศรษฐกิจชลอตัว และอาจจะถดถอย" ซึ่งเป็นสัญญาณที่กระทบต่อภาวะเศรษฐกิจภายในประเทศ เนื่องจากมีบริษัทประเทศญี่ปุ่นจำนวนมากที่มีสาขาอยู่ในประเทศไทย ในนิคมอุตสาหกรรมต่าง ๆ กำลังทยอยปิดตัวลง และหากไม่ปิดตัวก็ลดจำนวนพนักงานหรือปลดพนักงานลงไปหลายพันคนแล้ว โดยเฉพาะนิคมอุตสาหกรรมลำพูน เพราะส่วนใหญ่เป็นบริษัทที่ผลิตชิ้นส่วนอิเลคทรอนิกส์ เมื่อไม่ออเดอร์จากต่างประเทศแน่นอนว่า อุตสาหกรรมนี้ก็ต้องทยอยปิดตัวลง สัปดาห์ที่ผ่านมาก็มีการปลดคนงานไปบ้างแล้ว อีกอุตสาหกรรมหนึ่งที่น่าเป็นห่วงยิ่งสำหรับคนไทยก็คือ อุตสาหกรรมขนาดเล็กและขนาดย่อม หรือ พวกวิสาหกิจชุมชน พวกสินค้าโอทอปต่าง ๆ ที่เน้นการส่งออกไปยังประเทศอุตสาหกรรมหรือประเทศที่พัฒนาแล้วทั้งหลาย เริ่มได้รับผลกระทบบ้างแล้ว เพราะเมื่อเศรษฐกิจภายในประเทศของประเทศเหล่านั้นมีปัญหากำลังซื้อของคนก็ลดลง การที่จะซื้อหาสินค้าฟุ่มเฟื่อยเหมือนในอดีตก็จะเริ่มลดลง ส่งผลโดยตรงต่อสินค้าที่คนรากหญ้ากำลังมุ่งผลิตตามนโยบายของรัฐบาล หากอุตสาหกรรมขนาดเล็ก หรือสินค้าโอทอปได้รับผลกระทบแน่นอนว่า ฐานรากของประเทศต้องสั่นสะเทือนแน่นอนครับ นั่นก็หมายความว่า องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นที่กระจายตัวอยู่ทุกอณูของประเทศไทยต้องระดมงบประมาณเข้าไปช่วยเหลือคนรากหญ้าเหล่านั้นด้วย และสุดท้ายย่อมส่งผลกระทบอย่างไม่ต้องสงสัยกับพวกเราเหล่าข้าราชการส่วนท้องถิ่นที่อาจต้องจับจ่ายใช้สอยอย่างระมัดระวัง เงินโบนัสที่ได้ในปีนี้ ก็อย่าใช้จ่ายจนฟุ่มเฟื่อย ยังไงก็เผื่อใจไว้บ้าง ปีหน้าอาจไม่โชคดีเหมือนปีนี้ก็อาจเป็นได้ครับ
          เมื่อต้นสัปดาห์ก่อนได้หยิบยกเรื่องลูกจ้างประจำมาสะท้อนให้ผู้ที่เกี่ยวข้องได้ขบคิด และสัปดาห์ถัดมาก็ได้รับอีเมล์จากลูกจ้างประจำหลายคน ได้สะท้อนความเห็นเพิ่มเติม ซึ่งได้แนะนำไปบ้างแล้ว มาสัปดาห์นี้ก็ยังคงมีหลายท่านอยากให้ฝันดังกล่าวเป็นจริง ซึ่งผมก็ได้แนะนำวิธีการไปบ้างแล้ว ว่าควรทำอย่างไร มาเมื่อต้นสัปดาห์ก็ได้นำเรื่อง เกียรติและศักดิ์ศรีของความเป็นข้าราชการส่วนท้องถิ่น มาเสนอต่อเพื่อน ๆ ได้ช่วยขบคิด และก็เช่นเดียวกัน มีเพื่อนข้าราชการส่วนท้องถิ่น ทั้ง อบต. และเทศบาล ได้ร่วมแสดงความคิดเห็นมายังอีเมล์ จึงอยากนำจดหมายของบางท่านมาสะท้อนให้พวกเราได้ช่วยพินิจพิจารณาและหากผู้หลักผู้ใหญ่ที่เกี่ยวข้อง หรือท่านที่มีหน้าที่หากได้รับทราบ หรือได้เข้ามาอ่านคอลัมน์นี้ จะนำไปสานต่อหรือช่วยดำเนินการให้เกิดเป็นรูปธรรม ก็จะดีไม่น้อยครับและจะเป็นบุญกุศลอย่างแรงกล้าด้วย.....

จดหมายฉบับแรก (ขอเรียกว่า "คุณตาจันทร์" แล้วกันครับ) ได้แสดงความเห็นเกี่ยวกับเกียรติและศักดิ์ศรีของข้าราชการฯดังนี้
          "อ่านบทความของพี่แล้วชอบจัง  แต่ไม่ใช่มีแต่ปลัดนะพี่ที่ไร้เกียรติไร้ศักดิ์ศรี  ข้าราชการผู้หญิงบางคน ก็ใช้ร่างกายของตนแลกกับขั้นเงินเดือนความก้าวหน้าเสนอตัวให้นายก  โดยไม่คำนึงถึงความถูกต้องกลั่นแกล้งเพื่อนร่วมงาน และที่แย่ไปกว่านั้นนายกก็ไม่รู้ผิดชอบชั่วดี มองสิ่งผิดเป็นถูกแกล้งคนดี ให้ร้ายคนดี  ภาษาชาวบ้านคือเอาลูกน้องตัวเองไปด่าข้างนอกให้สมาชิกฟัง  สังคม อบต.ช่างเน่าเหม็นจริง ๆ  ไม่รู้ว่าบุญหรือบาปที่เป็นพนักงานส่วนท้องถิ่น  ต้องมาเจอสภาพที่เน่าเหม็น  น่าสะอิดสะเอียน  เงินหลวงข้าก็ใช้ตามอำเภอใจถือว่าไม่ใช่เงินตัว รถหลวงยิ่งแล้วใหญ่ถือว่าเป็นรถตัว  น้ำมันไม่ต้องเสีย  ไม่ต้องล้างเอง  ไม่ต้องดูแล  โครงการก่อสร้างออกทีเหมือนกระสือคอยถอดหัวออกไปหาสิ่งปฏิกูลกิน  ยิ่งอยู่ยิ่งรู้  ยิ่งรู้ยิ่งขยะแขยง  แค่นี้ก่อนนะคะขอระบายบ้าง"

จดหมายฉบับที่สอง (ขอเรียกว่า "คุณณานอก" นะครับ) ได้แสดงความเห็นเกี่ยวกับลูกจ้างประจำมาดังนี้.-
          "เรียน ท่าน ป.พิพัฒน์ที่เคารพ
          หนูทำงานอยู่ที่ อบต.ในจังหวัดนครราชสีมา เป็นลูกจ้างประจำ ตำแหน่ง คนงานทั่วไป บรรจุเมื่อวันที่ 1 ตุลาคม 2546 ซึ่งเป็นรุ่นสุดท้ายก่อนที่จะยกเลิกการบรรจุลูกจ้างประจำ จนปัจจุบันทำงานมา 5 ปี 1 เดือน แล้วค่ะ และเมื่อวันพุธที่ผ่านมาได้รับเอกสารที่ท่านได้พูดถึงในหัวข้อ "ลูกจ้างประจำที่ถูก (กรม)ลืม" ได้อ่านแล้วรู้สึกดีใจที่มีคนเห็นความสำคัญกับลูกจ้างประจำ ตอนนั้นหนูเรียนจบปริญญาตรีมาใหม่ ๆ กลับมาอยู่บ้านซึ่งก็อยู่ติดกับ อบต. แล้วเห็นมีประกาศรับสมัครลูกจ้างชั่วคราว ก็ได้มาสมัครและได้ทำงานในตำแหน่ง ผู้ช่วยเจ้าหน้าที่จัดเก็บรายได้ ทำงานอยู่ 2 ปี ท่านปลัดก็ได้เปิดสอบบรรจุลูกจ้างประจำ ดิฉันก็สอบได้และก็ได้บรรจุเป็นลูกจ้างประจำ เงินเดือน 4,100 บาท สมัยนั้นยังไม่มีพนักงานส่วนตำบลมาบรรจุ ก็ได้ทำงานในส่วนของธุรการ งานสภา งานแผน งานพัฒนาชุมชน งานบุคคลที่ทำเกี่ยวกับการเลื่อนขั้นเงินเดือน การเขียนแฟ้มประวัติ และงานอื่นที่ท่านปลัดได้มอบหมายให้ทำ จนต่อก็มีข้าราชการมาบรรจุเกือบจะทุกตำแหน่งแล้วค่ะ งานที่ได้ทำก็เริ่มจะไม่มีบทบาทอะไร ทำตามที่ปลัดสั่งงานบ้าง งานทั่วไปบ้าง เสริฟน้ำเวลาที่มีผู้มาประชุมบ้างแล้วแต่เจ้านายจะสั่ง ตอนแรกก็ไม่รู้สึกอะไร เพราะพนักงานก็จะเป็นรู่นน้อง ๆ แต่ตอมาก็มีบางคนที่พูดบ้างว่าลูกจ้างประจำไม่เห็นได้ทำอะไรเลย ทั้งๆ ที่งานที่ทำก็ทำตั้งแต่สองโมงเช้าถึงสี่โมงเย็น หนูก็วิ่งไปสอบตามที่เปิดสอบก็ไม่ติด และก็ได้ไปสอบ ภาค. ก. ของกรมฯ ก็ติดภาค ก. มีความคิดลึก ๆ ว่า ทำไมนะไม่มีมติให้ลูกจ้างประจำที่ทำงานมา 5 ปีขึ้นไปได้มีกรณีพิเศษที่จะบรรจุให้เป็นข้าราชการตามอัตราเงินเดือน เพราะทำงานมา 5 ปี ตอนนี้เงินเดือน 6,800 รวมค่าครองชีพ 1,500 แต่เทียบกับข้าราชการที่เพิ่งมาบรรจุเป็นตำแหน่งเจ้าหน้าที่ ระดับ 1 พอเป็นเจ้าพนักงานระดับ 2 เงินเดือนก็ 7,100 แล้ว ระดับ 3 ก็ขึ้นเป็น 8,000 ขึ้น บวกค่าครองชีพก็เกือบหมื่น ตอนแรกไม่คิดอะไรแต่พอหลังๆ ก็เริ่มคิด และพอได้มาอ่านบทความของ ป.พิพัฒน์ก็เลยรู้สึกว่าถ้ามีแนวทางในการขอความอนุเคราะห์ที่จะปรับให้ลูกจ้างประจำได้สิทธิเป็นกรณีพิเศษบ้างต้องทำอย่างไร ต้องตั้งสมาคมลูกจ้างประจำ เหมือนกับชมรมปลัดที่เรียกร้องสิทธิประโยชน์ของตัวเองหรือไม่ อยากมีคำปรึกษาค่ะ เผื่อทางกรมฯ จะนึกถึงและให้ความสำคัญกับลูกจ้างประจำผู้ที่อยู่กับ อบต.มานานเหลือเกิน และมีน้องที่เป็นลูกจ้างประจำด้วยกัน อยู่มาก่อนหนูอีกนะคะ เกือบ 10 ปี ตั้งแต่ อบต.เป็นสภา อยู่ที่อำเภอ จนได้สร้างเป็น อบต. น้องเขาก็อยู่ที่นี่เพราะบ้านอยู่ที่นี่เป็นคนในท้องถิ่นเหมือนกัน ไม่ได้เป็นเด็กเส้นเหมือนกัน เพราะว่านายกฯก็อยู่คนละบ้าน ปลัดฯก็อยู่ต่างจังหวัด หนูทำงานกับนายกฯมา 3 สมัยแล้วค่ะ ได้แค่คิดอยู่ในใจวันนี้ได้มีโอกาสระบายความรู้สึกก็ดีเหมือนกันนะคะ ไม่ว่าจะนานแค่ไหนก็จะรอสิทธิพิเศษนั้น เพราะให้วิ่งสอบค่าใช้จ่ายก็เยอะเหลือเกิน เพราะเปิดสอบก็มีแต่ต่างจังหวัดทั้งนั้น ตอนนี้ บัญชีภาค ก.ของหนูก็จะหมดปี 52 ค่ะ เพราะหนูสอบติดภาค ก. ครั้งแรกที่เขาเปิดสอบ หนูฝากท่านช่วยสานต่อฝันของลูกจ้างประจำให้เป็นจริงด้วยนะคะ ขอบพระคุณล่วงหน้าค่ะ"

จดหมายฉบับที่ ๓ (ขอเรียกชื่อว่า "คุณนพธน" นะครับ) ได้สะท้อนความเห็นในเรื่องลูกจ้างประจำอีกคนครับ ดังนี้
          "ขอขอบคุณ ป.พิพัฒน์มากนะค่ะ ที่ยังไม่ลืมลูกจ้างประจำอย่างพวกหนู ป.ช่วยพวกลูกจ้างประจำหน่อยนะค่ะ พวกหนูทำงานกันมานานแล้ว ทุกอย่างที่ป.เขียนถึงกรมฯ นั่นมันคือหัวใจของลูกจ้างประจำเลยค่ะ"


          
ครับ จดหมายทั้ง สามฉบับ ผมเห็นว่าเป็นประโยชน์ต่อวงการข้าราชการส่วนท้องถิ่นเรา ก็เลยขออนุญาตนำมาแจ้งต่อ ซึ่งผมได้ตอบเมล์และข้อเสนอแนะไปแล้ว หากเพื่อนข้าราชการส่วนท้องถิ่นมีความเห็นต่อจดหมายทั้งสามฉบับเพิ่มเติมก็สามารถเสนอแนะมาทางอีเมล์ได้ครับ ผมเชื่อว่า ท่านทั้งสามคน คงไม่ใช่เป็นเพียงสามคนเท่านั้นที่เจอปัญหาเหล่านี้ แ่ต่เชื่อว่ามีเพื่อนข้าราชการส่วนท้องถิ่นทั่วประเทศหลายพันคนที่ประสบชะตากรรมเดียวกันกับท่านที่เมล์มา วันนี้ อาจเอ่ยถึงเรื่องการเมืองมากไปหน่อยต้องขออภัยด้วย หากไม่กล่าวหรือไม่เอ่ยเลย ก็เกรงว่าจะสายเกินไปครับ ก่อนลาไปวันนี้ ก็ฝากขอบคุณสำหรับเพื่อน ๆ ที่ช่วยทำบุญบริจาคเงินให้กับครอบครัวปลัดฯป๊อปอีกครั้งครับ มีเพื่อนของปลัดฯป๊อป แจ้งมาว่า วันทำบุญครบรอบ ๑๐๐ วันของปลัดฯป๊อป พ่อ-แม่ของปลัดฯป๊อป จะจัดในวันที่ ๙ ธันวาคม นี้ ไม่ใช่วันที่ ๑๙ ธันวาคม ที่ทีมงานฯได้แจ้งไว้ ดังนั้น หากเพื่อน ๆ ท่านใด ต้องการร่วมทำบุญสามารถโอนเงินเข้าบัญชีได้จนถึงวันที่ ๓ ธันวาคม ๒๕๕๑ นี้ ครับ หลังจากนั้นผมจะได้ปิดบัญชีและเตรียมนำเงินไปมอบให้ครอบครัวปลัดฯป๊อป ในวันที่ ๗ - ๙ ธันวาคม ๒๕๕๑ นี้ครับ และหากท่านใดประสงค์ร่วมเดินทางไปด้วยติดต่อมาได้ที่ ๐๘๙-๗๕๘๑๓๑๗ ครับ วันนี้ลาไปก่อนครับ สวัสดีครับ.
         
 

พิพัฒน์ วรสิทธิดำรง
phiphatw@hotmail.com
๒๑ พฤศจิกายน ๒๕๕๑

(หมายเหตุ.- ท่านสามารถร่วมแสดงความคิดเห็นหรือร่วมคุยหรือแสเนอแนะกับคอลัมน์นี้โดยส่งจดหมายมาทางอีเมล์ phiphatw@hotmail.com)

พิมพ์บทความนี้ เป็นไฟล์ pdf คลิกที่นี่

อ่านคอลัมน์นี้ย้อนหลัง คลิกที่นี่

--------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------

ขอขอบคุณและอนุโมทนาสำหรับเพื่อน ๆ ข้าราชการส่วนท้องถิ่น หลายสิบท่านที่ไว้วางใจให้เกียรติในทีมงานกลุ่มเพื่อนฯ ในการร่วมบริจาคเงิน เพื่อร่วมทำบุญอุทิศส่วนกุศลให้กับปลัดฯอัฐพงศ์ ก้อนลม หรือปลัดฯป๊อป โดยปัจจุบัน (ณ วันที่ ๒๐ พฤศจิกายน) ได้รับเงินบริจาคแล้วจำนวน ๓๒,๐๐๐ บาท สำหรับการนำเงินไปมอบให้กับครอบครัวปลัดฯป๊อปนั้น ได้ปรึกษากับหลายท่านแล้ว เห็นว่า จะถือโอกาสนำไปมอบให้ในวันทำบุญ ๑๐๐ วันให้ปลัดฯป๊อปที่บ้านเกิด ในวันที่ ๙ ธันวาคม ๒๕๕๑ ที่อ.แม่ระมาด จ.ตาก ดังนั้น เพื่อน ๆ ท่านใดมีความประสงค์จะร่วมทำบุญก็ยังสามารถร่วมทำบุญในนามของข้าราชการส่วนท้องถิ่นได้ จนถึงต้นเดือนธันวาคม ๒๕๕๑ นี้ครับ สำหรับรายชื่อผู้ร่วมบริจาคเงินดูได้ที่นี่ครับ.


 

 

Web Design Factory
Free Web Counters