"ค่าเช่าบ้านข้าราชการส่วนท้องถิ่น (อีกครั้ง) "

         สวัสดีครับเพื่อนข้าราชการส่วนท้องถิ่นทุกท่าน....ผ่านไปเพียง ๒๐ วันหลังจากผมได้นำเรื่องค่าเชาบ้านข้ารชการส่วนท้องถิ่นมาพูดคุยกับเพื่อน ๆ เมื่อวันที่ ๑ พฤษภาคม ๒๕๕๑ โดยตั้งข้อสังเกตว่า ทำไมกรมส่งเสริมการปกครองท้องถิ่นไม่ดำเนินการแก้ไขระเบียบกระทรวงมหาดไทยว่าด้วย ค่าเช่าบ้านข้าราชการส่วนท้องถิ่น พ.ศ. ๒๕๔๘ เพราะข้าราชการพลเรือนได้มีการแก้ไขพระราชกฤษฏีกาค่าเช่าบ้านข้าราชการ พ.ศ. ๒๕๔๗ ไปแล้ว ตั้งแต่วันที่ ๑๑ ธันวาคม ๒๕๕๐ ที่ผ่านมา บัดนี้ กระทรวงมหาดไทยได้นำระเบียบกระทรวงมหาดไทยว่าด้วย ค่าเช่าบ้านข้าราชการส่วนท้องถิ่น (ฉบับที่ ๒) พ.ศ. ๒๕๕๑ ลงประกาศในราชกิจจานุเบกษาแล้วเมื่อวันที่ ๒๑ พฤษภาคม ๒๕๕๑ มีผลใช้บังคับวันนี้ (๒๒ พ.ค.๕๑) โดยมีการแก้ไขสาระสำคัญเกี่ยวกับกำหนดให้ข้าราชการส่วนท้องถิ่นที่ได้รับคำสั่งให้ไปประจำสำนักงานต่างท้องที่ ในท้องที่ที่เคยรับราชการครั้งแรก หรือได้รับคำสั่งให้กลับเข้ารับราชการใหม่ สามารถเบิกค่าเช่าบ้านได้ เช่นเดียวกับข้าราชกรพลเรือนที่ได้สิทธินี้ไปแล้ว ก็ขอแสดงความยินดีกับข้าราชการส่วนท้องถิ่นทุกท่านด้วยครับ รายละเอียดสามารถดาวน์โหลดได้ที่นี่ครับ.
         ค่าเช่าบ้านของข้าราชการถือเป็นสวัสดิการสำคัญของข้าราชการครับ เพราะคนส่วนใหญ่ที่ยึดอาชีพข้าราชการค่อนข้างมีฐานะปานกลางถึงยากจน แม้ได้รับชื่อว่า ปัญญาชน แต่ส่วนใหญ่มีหนี้สินทั้งก่อนและหลังเข้ารับราชการ ยิ่งเป็นข้าราชการรุ่นใหม่ ส่วนใหญ่มีหนี้สินติดตัวมาทั้งสิ้น ทำไมพูดเช่นนั้นครับ ก็เพราะข้าราชการรุ่นใหม่หากเพิ่งจบการศึกษามาใหม่ ๆ ก็จะอยู่ในโครงการที่ได้รับเงินกู้ยืมเรียน และร้อยทั้งร้อยก็มักจะกู้กัน เพราะปัจจุบันคนไทยมีค่านิยมใหม่กันถ้วนหน้า "ไม่มีหนี้ ไม่มีหน้า" "ไม่มีหนี้ ไม่มีโอกาส" "ไม่มีหนี้ ไม่มีกิน" ลบล้างคำสอนขององค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าไปเสียสิ้นที่พระองค์ตรัสไว้ว่า "การเป็นหนี้ เป็นทุกข์ในโลก" ก็เมื่อค่านิยมเปลี่ยนไป คำสั่งสอนขอปู่ย่าตายายก็เลยลบเลือนหายไปจากความทรงจำของคนรุ่นใหม่ไปเรียบร้อย ทุกวันนี้ ข้าราชการร้อยละ ๙๙ ก็เลยเป็นหนี้กันถ้วนหน้าครับ หนี้จากการกู้ยืมเรียน หนี้จากการผ่อนสินค้า หนี้จากการผ่อนชำระค่าเช่าซื้อบ้านหรือที่ดิน ฯลฯ เมื่อทุกคนเป็นหนี้กันหมด จิตใจที่จะมุ่งมั่นทำงานก็อาจลดทอนลง การทุ่มเทเพื่องานส่วนรวมก็อาจลดน้อยลง เพราะต้องนำเวลาส่วนหนึ่งไปแสวงหารายได้เพิ่มเติมไม่ว่า การไปเป็นอาจารย์พิเศษในวิทยาลัย หรือมหาวิทยาลัยต่าง ๆ การไปขายสินค้าไม่ว่ายี่ห้อดัง ๆ เช่น แอมเวย์ มิสทีน เอวอน ฯลฯ หรือตัวแทนประกันชีวิต ไม่ว่าจะเป็น AIA เมืองไทยประกันชีวิต ฯลฯ หรือไปทำมาหากินอื่น ๆ เช่น การขายอาหารช่วงเย็น หรือเสาร์-อาทิตย์ และหลากหลายอาชีพเสริมครับ และนี่ก็เป็นส่วนหนึ่งของชีวิตข้าราชการยุคใหม่จริง ๆ ครับ ยุคที่ต้องดิ้นรน ยุคที่ข้าวยากน้ำมันแพง (หลายท่านบ่นตลอดว่า เกิดมาไม่เคยพบเคยเจอ ข้าวจะแพงขนาดนี้) จึงไม่ต้องแปลกใจครับว่า ทำไมแวดวงราชการเมืองไทยจึงเดินต้วมเตี้ยม ๆ แบบนี้ ก้าวได้เชื่องช้าเหมือนฉายาอดีตนายกฯท่านหนึ่งเสียจริง ๆ หลาย ๆ ท่านก็คงเบื่อหน่ายกับระบบราชการแบบนี้ อยากจะลาออกไปหางานใหม่ทำ แต่เมื่อนั่งคิดพินิจพิจารณาแล้ว ก็คิดว่า เมืองไทยยังไงอาชีพรับราชการในปัจจุบันก็ยังมั่นคงกว่าอาชีพอื่น ๆ เพราะไม่รู้ว่า ฟองสบู่รอบสองจะแตกอีกเมื่อไหร่ หากพลีผลามลาออกไป ไม่มองซ้ายมองขวา ไม่เหลียวหน้าแลหลัง อาจต้องจบชีวิตลงอย่างอนาจก็เป็นได้ จึงทำให้ข้าราชการที่มีแนวคิดนี้ ต้องหยุดแนวคิดไปชั่วคราว.
          ที่ผมพูดเรื่องนี้ มิใช่พูดนอกเรื่องครับ ยังอยู่ที่ค่าเช่าบ้านครับ ที่สาธยายมายึดยาวก็อยากจะบอกว่า รัฐบาลพยายามช่วยเหลือข้าราชการชั้นผู้น้อย โดยเฉพาะข้าราชการระดับ ๕ ลงมา ล่าสุดก็คือ การเพิ่มค่าครองชีพชั่วคราวอีก ๖ เปอร์เซ็นต์ นั้น เป็นสิ่งที่ดีส่วนหนึ่งครับ ที่ข้าราชการประมาณ ๓ แสนคนได้รับอานิสงค์นี้ เมื่อรวมกับครอบครัวก็ประมาณ ๙ แสนคนที่ได้รับผลประโยชน์ แต่จริง ๆ แล้ว การเพิ่มค่าครองชีพก็ไม่ได้ช่วยอะไรมากนัก เพราะราคาน้ำมัน ราคาสินค้า ได้พุ่งสูงขึ้นอย่างน่าเป็นห่วงและดูท่าทีไม่น่าจะลดลงอีกครับ น้ำมันเบนซินตอนนี้แตะสี่สิบบาท (บางพื้นที่เลยสี่สิบบาทไปแล้ว) ดีเซลก็กำลังไล่มาติด ๆ น่าจะแตะสี่สิบบาทต่อลิตรในไม่ช้านี้ เมื่อเทียบกับเงินเฟ้อแล้ว เงินที่เพิ่มไม่ได้ช่วยอะไรเลยครับ แต่ที่อยากให้รัฐบาลหรือผู้หลักผู้ใหญ่ในบ้านเมืองนี้ ได้นำไปคิดพินิจพิจารณาก็คือ ค่าเช่าบ้านของข้าราชการ ไม่ว่าจะเป็นข้าราชการพลเรือน หรือข้าราชการส่วนท้องถิ่นครับ รัฐบาลน่าจะทบทวนเรื่องค่าเช่าบ้านของข้าราชการได้แล้ว จากเดิม ที่รัฐมีหลักคิดในเรื่องค่าเช่าบ้านของข้าราชการว่า การเบิกค่าเช่าบ้านของข้าราชการได้นั้น ก็เพื่อช่วยเหลือข้าราชการที่ได้รับผลกระทบจากคำสั่งของรัฐ ที่สั่งให้ไปประจำที่โน้นที่นี่ ซึ่งเป็นท้องที่ที่ต่างจากท้องที่ที่รับราชการครั้งแรก ควรเป็นแนวคิดใหม่ว่า ข้าราชการทุกคนมีสิทธิได้รับค่าเช่าบ้าน นับแต่วันที่ได้รับบรรจุครั้งแรก เพราะคนที่ได้รับการบรรจุครั้งแรก หนึ่งเป็นข้าราชการชั้นผู้น้อย สองเงินเดือน/ค่าตอบแทนก็น้อย สามข้าราชการที่ได้รับการบรรจุแต่งตั้งครั้งแรกร้อยละ ๙๙ ไม่ได้บรรจุแต่งตั้งในภูมิลำเนาหรือถิ่นที่อยู่ของตนเองหรือไม่ได้อยู่บ้านเดิมของตน ดังนั้น แนวคิดที่ว่าท้องที่ที่รับราชการครั้งแรกที่บรรจุครั้งแรกนั้น เป็นท้องที่ภูมิลำเนาของตนนั้น ไม่ใช่เรื่องจริง และข้าราชการชั้นผู้ใหญ่ก็ทราบนี้มาโดยตลอด ดังนั้น หากจะช่วยข้าราชการชั้นผู้น้อยจริง ก็ควรให้ข้าราชการที่ได้รับการบรรจุใหม่สามารถเบิกค่าเช่าบ้านได้ด้วย
          อีกประการหนึ่ง ข้าราชการไทยส่วนใหญ่อย่างที่กล่าวแล้วว่า มีฐานะปานกลางถึงยากจน ข้าราชการส่วนหนึ่งเมื่อเกษียณแล้วก็ยังไม่สามารถมีบ้านเป็นของตนเองได้ ในอดีตรัฐจัดสร้างบ้านพักสวัสดิการให้ข้าราชการอยู่อาศัย เมื่อระเบียบบอกว่า หากรัฐจัดที่พักสวัสดิการแล้วจะไม่สามารถเช่าบ้าน หรือเช่าซื้อบ้านได้ เรื่องนี้ เคยอ่านเจอแนวคิดของกรมบัญชีกลางที่อยู่ระหว่างการศึกษาว่า กรณีรัฐสร้างบ้านพักสวัสดิการกับให้ข้าราชการเช่าซื้อบ้านอย่างไหนจะคุ้มค่ากว่ากัน ผมว่าไม่ต้องไปศึกษาแล้วครับ ไม่ต้องเสียเวลาเสียเงินทองไปศึกษาว่า อันไหนคุ้มค่า หากท่านต้องการให้ข้าราชการมีสวัสดิการที่ดี มีขวัญ-กำลังใจทำงาน ไม่ต่างจากบริษัทเอกชนรายใหญ่ ๆ เช่น ปูนซีเมนต์ไทย ซีพี ฯลฯ ในระัดับที่พอดูได้ ท่านควรคิดใหม่ว่า ทำอย่างไรให้ข้าราชการสมองไม่ไหล มีขวัญกำลังใจทำงาน เมื่อเกษียณแล้วมีบ้านอยู่ในยามแก่ชราตามอัตภาพและไม่ถูกทอดทิ้ง ท่านก็ควรกำหนดไปเลยว่า ข้าราชการผู้ได้รับบรรจุแต่งตั้งทุกคนมีสิทธิเช่าซื้อบ้านของตนเองได้หนึ่งหลัง คือให้ข้าราชการทุกคนมีบ้านของตนเองได้อย่างน้อยหนึ่งหลัง ตามฐานานุรูปและเหมาะสมกับตำแหน่งหน้าที่ของแต่ละท่านแต่ละตำแหน่ง เช่นนี้จะทำให้ข้าราชการมีขวัญกำลังใจมากขึ้น และข้าราชการชั้นผู้น้อยก็จะมีเงินที่เพียงต่อการดำรงชีพอย่างเพียงพอตามอัตภาพ ไม่ต้องพะวงหน้าพะวงหลัง และไม่ต้องไปกำหนดว่า การเช่าซื้อบ้านต้องไปเช่าื้ซื้อได้เฉพาะที่ที่รับราชการอยู่ หากข้าราชการต้องการเช่าซื้อที่บ้านเกิดหรือภูมิลำเนาของตนก็ควรให้เขาได้เช่าซื้อที่บ้านของตน เพื่อให้ข้าราชการเมื่อเกษียณอายุแล้ว สามารถกลับไปอยู่กับลูกหลานที่บ้านเกิดได้ครับ ไม่จำเป็นเลยกับแนวคิดเก่า ๆ ที่ข้าราชการต้องเช่าซื้อบ้านอยู่ในที่ที่ตนปฏิบัติหน้าที่อยู่ แนวคิดนี้ล้าหลังแล้วครับ ปัจจุบันเราต้องยอมรับกันว่า มีข้าราชการหลายร้อยคนที่กระทำผิดระเบียบโดยสุจริตใจ ก็คือ เช่าบ้านแต่ไม่ได้อยู่ แต่นำเงินค่าเช่าบ้านนั้นไปเป็นค่าเช่าซื้อบ้าน ซึ่งต้องเห็นใจข้าราชการด้วยกันเองครับ ที่ต้องกระทำเช่นนั้น แม้ว่าจะหมิ่นเหม่ต่อการถูกไล่ออกจากราชการและอาจต้องถูกเรียกเงินคืนในภายหลังก็ตาม ดังนั้น ข้าราชการชั้นผู้ใหญ่ที่มีบ้านใหญ่โตหรุหรา (มิได้คดโกงแต่ครอบครัวมีฐานะดีอยู่แล้ว -ส่วนใหญ่จบจุฬาฯ-ธรรมศาสตร์) ได้หันกลับมามองข้าราชการเล็ก ๆ ที่อยู่ตามชนบทซึ่งเป็นแขนขาให้พวกท่านได้ผลงานไปรับตำแหน่งใหญ่ ๆ โต ๆ เจริญก้าวหน้าไปเรื่อย ๆ โปรดอย่าทิ้งให้ผู้ใต้บังคับบัญชาเล็ก ๆ ต้องอดมื้อกินมื้อเลยครับท่าน
.
          
.
     

พิพัฒน์ วรสิทธิดำรง
phiphatw@hotmail.com
๒๒ พฤษภาคม ๒๕๕๑
 

 

 ดาวน์โหลดระเบียบค่าเช่าบ้านข้าราชการส่วนท้องถิ่น (ฉบับที่ ๒) พ.ศ. ๒๕๕๑ คลิกที่นี่

(หมายเหตุ.- เนื่องจากที่ผ่านมาคอลัมน์นี้มีผู้ร่วมแสดงความคิดเห็นหลากหลาย ใช้คำที่สุภาพบ้าง คำที่เสียดสีบ้าง และบางความเห็นเป็นการโต้แย้งระหว่างกัน ทำให้อาจเกิดความเสียหายต่อบุคคลอื่นได้ ทางทีมงานไม่สามารถควบคุมดูแลได้อย่างทั่วถึง เกรงจะมีความผิดตามพระราชบัญญัติความผิดเกี่ยวกับคอมพิวเตอร์ฯ จึงขออภัยทุกท่านที่จำเป็นต้องปิดในส่วนที่แสดงความคิดเห็น แต่ท่านสามารถส่งข้อคิดเห็นของท่านมายังทีมงานที่อีเมล์ admin@thailocalgov.com หรือที่ป.พิพัฒน์โดยตรง ที่ phiphatw@hotmail.com หรือจะแสดงความคิดเห็นผ่านเว็บบอร์ดเสวนาทั่วไปหรือเว็บบร์อดเสวนาบริหารงานบุคคลก็ได้ครับ)

 

อ่านคอลัมน์ ชวนคุยเรื่องท้องถิ่นย้อนหลัง

  คลิกที่นี่

 

 

Web Design Factory
web-design-factory.net