"บทบาทของผู้แทนปลัดอบต.ใน ก.อบต. "

         สวัสดีครับเพื่อนข้าราชการส่วนท้องถิ่นทุกท่าน....หายหน้าหน้าตาไปหลายวันอีกครั้ง เพราะเจอฤทธิ์เดชของอากาศแปรปรวนเดี๋ยวร้อน เดี๋ยวหนาว คนไม่ค่อยได้ออกกำลังกายอย่างผมก็เลยต้องตอนซมอยู่กับพิษไข้หวัด พออาการดีขึ้นบ้างก็ไม่อยากให้เวลาล่วงเลย จึงต้องมาชวนทุกท่านคุยในเรื่องที่อยากคุยมานาน แต่ยังไม่มีโอกาสครับ ก็คือ เรื่องของผู้แทนปลัดอบต. หรือผู้แทนปลัดเทศบาล ในก.อบต. (คณะกรรมการกลางพนักงานส่วนตำบล)หรือ ในก.ท. (คณะกรรมการกลางพนักงานเทศบาล)
          ตามพระราชบัญญัติระเบียบบริหารงานบุคคลส่วนท้องถิ่น พ.ศ. ๒๕๔๒ มาตรา ๒๔ บัญญัติว่า "เพื่อให้การปฏิบัติงานเกี่ยวกับการบริหารงานบุคคลของเทศบาลแต่ละแห่งเป็นไปโดยมีมาตรฐานที่สอดคล้องกัน ให้มีคณะกรรมการกลางพนักงานเทศบาลคณะหนึ่ง ประกอบด้วย.........ฯลฯ (๓) ผู้แทนเทศบาลจำนวนหกคน ซึ่งคัดเลือกจากนายกเทศมนตรีจำนวนสามคน และปลัดเทศบาลจำนวนสามคน" และมาตรา ๒๖ บัญญัติว่า "เพื่อให้การปฏิบัติหน้าที่เกี่ยวกับการบริหารงานบุคคลขององค์การบริหารส่ว่นตำบลแต่ละแห่งเป็นไปโดยมีมาตรฐานที่สอดคล้องกัน ให้มีคณะกรรมการกลางพนักงานส่วนตำบลคณะหนึ่งประกอบด้วย.....................(๓) ผู้แทนองค์การบริหารส่วนตำบลจำนวนหกคน ซึ่งคัดเลือกจากประธานกรรมการบริหารองค์การบริหารส่วนตำบลจำนวนสามคน และปลัดองค์การบริหารส่วนตำบลจำนวนสามคน" สำหรับอำนาจหน้าที่นั้นเป็นไปตามมาตรา ๑๗ ซึ่งจะไม่ขอนำมากล่าวในที่นี้ คำว่า "ผู้แทน" ตามพจนานุกรมฉบับราชบัณฑิตสถาน พ.ศ. ๒๕๔๒ หมายความว่า "ผู้ที่ทำหน้าที่ในฐานะเป็นตัวแทนของบุคคลหน่วยราชการ หรือหน่วยงาน"
ซึ่งมีความหมายเช่นเดียวกันกับ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร หรือ ส.ส. ซึ่งมีความหมายว่า "บุคคลที่ได้รับเลือกตั้งจากประชาชนผู้มีสิทธิเลือกตั้งให้ทำหน้าที่นิติบัญัติในสภา" โดยความเข้าใจกันทั่วไปแล้ว คำว่า "ผู้แทน" ก็คือ ตัวแทนของมวลสมาชิกที่ตนสังกัดอยู่ หรือที่ตนได้รับฉันทานุมัติให้ปฏิบัติหน้าที่เป็น ผู้แทนของกลุ่ม องค์กร ที่ตนเองเป็นสมาชิกหรือสังกัดอยู่นั่นเอง ดังนั้น ผู้แทนองค์การบริหารส่วนตำบใน ก.อบต. จึงหมายความว่า บุคคลผู้ได้รับเลือกเป็นผู้แทนของหน่วยงานองค์การบริหารส่วนตำบล ซึ่งกฎหมายให้คัดเลือกจากปลัดองค์การบริหารส่วนตำบล นั่นก็คือ เป็นผู้แทนในการเข้าไปปฏิบัติหน้าที่แทนบรรดาปลัดอบต.ทั่วประเทศ ตามที่กฎหมายบัญญัติอำนาจหน้าที่ไว้ ดังนั้น แม้นว่า คณะกรรมการกลางพนักงานเทศบาลก็ดี คณะกรรมการกลางพนักงานส่วนตำบลก็ดี จะมีองค์ประกอบของคณะกรรมการอยู่ ๔ กลุ่ม คือ รัฐมนตรีหรือรัฐมนตรีช่วยฯมหาดไทย เป็นประธาน กรรมการโดยตำแหน่ง และกรรมการผู้ทรงคุณวุฒิ แต่ก็มิได้ใช้คำว่า "ผู้แทน" หรือ "ตัวแทน" จะมีเฉพาะกลุ่มที่ ๓ เท่านั้น ที่ใช้คำว่า "ผู้แทน" นั่นก็เพราะ เทศบาลก็ดี อบต.ก็ดี มีอยู่เป็นจำนวนมาก จึงจำเป็นต้องใช้ "ผู้แทน" โดยให้มีการคัดเลือกกันเอง เช่นเดียวกันกับ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร ที่ต้องมีการเลือกตั้ง เพราะราษฎรมีจำนวนมาก ไม่สามารถจะทำให้ทุกคนปฏิบัติหน้าที่ตามที่กฎหมายบัญญัติได้ทั้งหมด จึงต้องใช้ "ผู้แทน" ปฏิบัติหน้าที่แทน ดังนั้น เราจึงจะเห็นว่า การที่สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร หรือ ส.ส. จะดำเนินการในเรื่องใด ๆ อันเป็นผลประโยชน์หรือผลกระทบต่อมวลสมาชิกคือ ราษฎรภายในประเทศ หรือในจังหวัดที่ตนเองเป็นผู้แทนนั้น ส.ส.ท่านนั้น จะต้องมีวิธีการที่จะสื่อสารกับราษฎรที่ตนเป็นผู้แทน เพื่อขอความเห็น เพื่อสร้างความเข้าใจ หรือเพื่อนำความเห็น หรือความเดือดร้อนของราษฎรที่ตนเป็นผู้แทนนั้นไปขยายความ หรือไปอภิปรายแสดงความคิดเห็นในนามผู้แทนราษฎร ในสภาฯ หรือในที่ประชุม ที่ตนต้องปฏิบัติหน้าที่นั่นเอง อนุมานได้เช่นเดียวกันกับ การทำหน้าที่ของ ปลัดอบต.ผู้เป็นกรรมการกลางพนักงานส่วนตำบล หรือ ก.อบต.ในฐานะผู้แทนของพนักงานส่วนตำบล อันหมายความรวมถึง ลูกจ้างประจำ และพนักงานจ้างด้วย โดยการเลือกจากปลัดองค์การบริหารส่วนตำบล จะต้องทำหน้าที่ของตน โดยการนำความเห็น ข้อคิด ข้อเสนอแนะ ความเดือดร้อน ความทุกข์ยากของมวลสมาชิก คือ พนักงานส่วนตำบล พนักงานจ้าง และลูกจ้างประจำ ไปนำเสนอ อภิปราย แถลงไข แสดงความเห็น ต่อที่ประชุมคณะกรรมการกลางพนักงานส่วนตำบล หรือ ก.อบต. ซึ่งจัดให้มีการประชุมเป็นประจำทุกเดือน อย่างน้อยเดือนละหนึ่งครั้ง ฉะนั้น การที่ ปลัดอบต.ผู้แทนใน ก.อบต.จะรับทราบถึงความทุกข์ยาก ความเดือนร้อน ของบรรดามวลสมาชิกคือ พนักงานส่วนตำบล พนักงานจ้าง และลูกจ้างประจำ ได้นั้น จะต้องมีวิธีการที่สามารถสื่อสารกันได้อย่างรวดเร็ว โดยในยุคปัจจุบันสามารถทำได้หลายช่องทาง หลากหลายวิธีการ เช่น จัดทำเว็บไซต์ขึ้น โดยมีช่องทางสื่อสารระหว่างผู้แทน ก.อบต.กับมวลสมาชิก ไม่ว่าจะเป็นเว็บบอร์ด กระดานร้องทุกข์-ร้องเรียน กระดานถาม-ตอบ หรือผ่านช่องทาง MSN และ อีเมล์ เป็นต้น หรือจะโดยการเปิดตู้ไปรษณีย์รับเรื่องราวร้องทุกข์หรือเรื่องที่ต้องการแสดงความคิดเห็น ก็สามารถที่จะทำได้เช่นเดียวกัน
          ช่องทางการสื่อสารข้างต้น ไม่ได้มีการลงทุนมากมายอะไรนัก สามารถใช้เงินค่าตอบแทนของก.อบต.เพียงเดือนเดียวก็สามารถกระทำได้แล้ว เพียงแต่ต้องแบ่งเวลามารับฟัง-รับทราบปัญหา และตอบปัญหาให้มวลสมาชิก วันละหนึ่ง-สองชั่วโมงก็น่าจะเพียงพอ มิใช่เปิดทิ้งไว้ ไม่สนใจใยดี หรือไม่นำเสนอข้อมูลใด ๆ ต่อมวลสมาชิกเลย แต่ใช้ความคิดเห็นของตนเองเป็นการตัดสินใจในเรื่องที่สำคัญ ๆ ซึ่งมีกรณีเกิดขึ้นมาแล้วหลายเรื่องที่เป็นปัญหาต่อการบริหารงานบุคคลของอบต.ที่ยิ่งแก้ยิ่งพันกันอีรุงตุงนังไปหมด เช่น การแก้ไขปัญหาเรื่องการใช้บัญชีสอบแข่งขันข้ามจังหวัด เสมือนยิ่งแก้ยิ่งเป็นปัญหา หรือกรณีการเลื่อนระดับของสายนักบริหาร ที่นักบริหารงานอบต. นักบริหารงานทั่วไป นักบริหารงานช่าง หรือนักบริหารงานคลัง ฯลฯ มีข้อแตกต่างกันหลายมิติ รวมตลอดจนเรื่องการแบ่งขนาดอบต. ที่กำหนดขนาดเล็ก กลาง ใหญ่ โดยใช้เงินเป็นตัวหลักในการแบ่งขนาด ทำให้เกิดปัญหากระทบกับบุคคลส่วนใหญ่ขององค์กร แต่บุคคลส่วนน้อยกลับได้ผลประโยชน์ เป็นต้น
         ในช่วงระยะเวลาที่ผ่านมา ทีมงานกลุ่มเพื่อนพนักงานส่วนตำบล ได้นำสำเนารายงานการประชุม หรือ สำเนาเอกสารประกอบระเบียบวาระการประชุม ก.อบต. มาเผยแพร่ต่อมวลสมาชิก ให้ได้รับทราบ ช่วงแรก ๆ เป็นช่วงนำเสนอก่อนที่จะมีการประชุม เพื่อให้มวลสมาชิกได้ติดตาม และแสดงความคิดเห็น ในประเด็นต่าง ๆที่จะเสนอต่อที่ประชุม ก.อบต. และภายหลังการประชุมจึงนำมติดังกล่าวมาแจ้งให้ มวลสมาชิกรับทราบก่อนที่จะมีการนำไปสู่การปฏิบัติอีกหลาย ๆ วัน (เพราะต้องผ่านขั้นตอนกระบวนการทางธุรการ) ทำให้มวลสมาชิกหลายจังหวัดได้ใช้ประโยชน์ในการชี้แจงต่อที่ประชุม ก.อบต.จังหวัด โดยเฉพาะท่านปลัดอบต.ที่เป็นผู้แทนใน ก.อบต.จังหวัด ล่าสุดก็คือ เรื่องการใช้วุฒิปริญญาโทมาปรับลดระยะเวลา ทำให้หลายจังหวัดสามารถ จัดสอบคัดเลือกปลัดอบต. หัวหน้าส่วนการคลัง และหัวหน้าส่วนโยธาจากระดับ ๖ ไประดับ ๗ และจากระดับ ๗ ไประดับ ๘ ได้ทันเวลาเมื่อเดือนมิถุนายน ๒๕๕๐ ที่ผ่านมา ซึ่งขณะนั้น ทีมงานกลุ่มเพื่อนฯ ได้รับความกรุณาจาก ท่านปลัดธัญญศักดิ์ แสงศรีจันทร์ ปลัดอบต.สุเทพ (ปัจจุบันเป็นปลัดเทศบาลสุเทพ) ในหลายปีที่ผ่านมา นับแต่เกิดกรณีการรวมตัวของปลัดฯ คลัง ช่าง ในเดือนกรกฏาคม - สิงหาคม ๒๕๔๕ เป็นต้นมา ที่เกิดการสื่อสารระหว่าง ก.อบต. และมวลสมาชิกพนักงานส่วนตำบลทั่วประเทศ ไม่ตรงกัน นั่นก็เป็นเพราะ ก่อนหน้านั้น ผู้แทน ก.อบต.ไม่ได้นำเสนอข้อมูลอย่างตรงไปตรงมาต่อมวลสมาชิกให้ได้รับทราบข่าวสารต่าง ๆ อย่างถูกต้อง และเพียงพอนั่นเอง
          แต่ภายหลังจากที่ทีมงานกลุ่มฯ ได้จัดทำเว็บไซต์นี้ขึ้นทำหน้าที่หลักในการ เป็นศูนย์กลางในการสื่อสารข้อมูลระหว่าง ผู้แทน ก.อบต.(ในสัดส่วนของปลัดอบต.) กับมวลสมาชิก ทำให้สถานการณ์ความไม่เข้าใจดังกล่าวยุติลง และมีทิศทางที่ดี ผู้แทน ก.อบต.ก็ได้รับข้อมูล ความเดือดร้อน ความทุกข์ยากลำบาก ของบรรดาสมาชิก ทำให้สามารถนำข้อมูลเหล่านั้น ไปชี้แจงต่อกรรมการ ก.อบต.ท่านอื่น ๆ ซึ่งมิได้มาจากผู้แทนปลัดอบต. โดยเฉพาะก.อบต.ที่เป็นผู้ทรงคุณวุฒิและผู้แทนหน่วยงานราชการ ทำให้การผลักดันในหลาย ๆ เรื่องดำเินินไปได้ด้วยดี และทันต่อเหตุการณ์ ทำให้มวลสมาชิกได้รับประโยชน์มากขึ้น แต่ก็เป็นที่น่าเสียดายที่ภายหลังจากที่ ท่านปลัดฯธัญญศักดิ์ ได้ปรับเปลี่ยนเป็นปลัดเทศบาล และต้องพ้นจากตำแหน่ง ก.อบต.ไปโดยปริยาย กลับไม่มี ผู้แทน ก.อบต. ท่านใดที่จะเห็นถึงความสำคัญเรื่องนี้ ทั้งนี้ ทีมงานกลุ่มเพื่อนฯ ได้รับการร้องขอจากบรรดามวลสมาชิกทั้งที่เป็นปลัดอบต.ก็ดี หัวหน้าส่วนราชการต่าง ๆ ก็ตาม รวมทั้งลูกจ้างและพนักงานจ้าง หลายท่าน เสนอให้นำมติ ก.อบต.แต่ละเดือนประชาสัมพันธ์ลงในเว็บกลุ่มเพื่อนฯ ซึ่งทางทีมงานฯก็ได้พยายามประสานไปยังปลัดอบต.ที่เป็นผู้แทน ก.อบต.แล้ว โดยบางท่านได้รับปากไว้แล้ว แต่ก็ยังมิได้เห็นถึงความสำคัญเรื่องนี้อย่างจริงจัง อันทีจริงแล้ว ผมคิดว่า ท่านปลัดอบต.ผู้แทนใน ก.อบต. ไม่จำเป็นต้องส่งมาให้ทางทีมงานกลุ่มเพื่อนฯ ประชาสัมพันธ์ในเว็บนี้ก็ได้ เนื่องเพราะ ท่านปลัดอบต.สองท่านเป็นประธานฯและเป็นกรรมการสมาพันธ์ปลัดอบต.แห่งประเทศไทย ซึ่งมีเว็บไซต์เป็นสื่อที่ดีอยู่แล้ว สามารถนำลงได้เลย หรือ อีกท่านหนึ่งที่เป็นกรรมการสมาคมพนักงานส่วนตำบล (แห่งประเทศไทย) สมาคมฯก็มีเว็บไซต์เช่นเดียวกัน ก็สามารถนำมติดังกล่าวมาเผยแพร่ต่อมวลสมาชิกได้เช่นเดียวกัน เพราะค่าใช้จ่ายไม่น่าจะแพงนัก และผมคิดว่า สมาคมฯก็ดี หรือสมาพันธ์ฯก็ตาม มีเงินพอเพียงที่จะดำเนินการในเรื่องนี้อยู่แล้ว ดัีงนั้น จึงอยากฝากไปยังเพื่อน ๆ ข้าราชการส่วนท้องถิ่นที่รู้จักคุ้นเคยกับปลัดอบต.ผู้แทนใน ก.อบต.ทั้ง ๓ ท่าน ได้พิจารณาดำเนินการตามคำร้องขอของมวลสมาชิก ไม่ว่า จะเป็นพนักงานส่วนตำบล หรือ พนักงานจ้าง และลูกจ้างประจำ ด้วย
          หลายท่านอ่านข้อความข้างต้นแล้ว อาจไม่สบายใจว่า ทำไมผมถึงต้องเขียนถึงเรื่องนี้ และอ่านแล้วอาจขัด ๆ หูอยู่บ้าง อาจคิดว่า ผม ไปกล่าวโจมตีท่านปลัดอบต.ผู้แทนใน ก.อบต.ทั้ง ๓ ท่านหรืออย่างไร จริง ๆ แล้ว ผมมิได้มีเจตนาเช่นนั้นเลยครับ เพียงแต่ผมเห็นว่า มีแต่คนบ่นให้ฟังอยู่อย่างสม่ำเสมอ แต่พอให้ช่วยพูดในที่สาธารณะกลับไม่ยอมพูด หรือขอให้ช่วยกันพูดในที่ประชุมในเวทีต่าง ๆ ก็ไม่ยอม ผมจึงเห็นว่า การวิพากษ์วิจารณ์บุคคลสาธารณะนั้น ไม่น่าจะเป็นความผิดอะไร ผมมิได้วิพากษ์วิจารณ์การทำงานในหน้าที่ ในอบต.ของท่าน แต่วิพากษ์วิจารณ์หน้าที่ที่เป็น ผู้แทนของปวงประชาชน (ความว่าประชาชนในที่นี่หมายถึง พนักงานส่วนตำบล พนักงานจ้า่ง และลูกจ้างประจำ) เท่านั้น และเป็นการเสนอแนะมิใช่เป็นการติเตียนครับ เพราะคำว่า "ผู้แทน" นั้น ท่านควรต้องรับฟังข้อคิดเห็นของมวลสมาชิกก่อน ก่อนที่จะท่านจะลงมติในเรื่องใด ๆ ในฐานะ "ผู้แทน" ซึ่งต่างจาก กรรมการที่มาจากหน่วยงานราชการ (ที่กฎหมายกำหนดไว้เป็นการเฉพาะ) หรือ กรรมการที่มาจากผู้ทรงคุณวุฒิ ซึ่งกรรมการเหล่านั้น มิได้เป็น "ผู้แทน" ของใคร แต่เป็นผู้ที่มาทำหน้าที่พยุงความเป็นธรรมให้เกิดขึ้นในระบบราชการส่วนท้องถิ่นเท่านั้น ดังนั้น ผู้แทนของพนักงานส่วนตำบล ฯลฯ ตางหากที่ต้องสะท้อนปัญหา อุปสรรค ในการปฏิบัติหน้าที่ของข้าราชการส่วนท้องถิ่น และชี้แนะแนวทางแก้ไขที่ถูกต้องเพื่อให้กรรมการเหล่านั้น ได้ช่วยกลั่นกรอง และรับรองความถูกต้อง เป็นธรรม ดังนั้น "ผู้แทน" จึงมีความสำคัญยิ่งที่จะต้องระดมสมองจากบรรดามวลสมาชิกให้เกิดเป็นพลังในการขับเคลื่อนในเรื่องต่าง ๆ ที่เป็นประโยชน์และเป็นความก้าวหน้าของ พวกเราข้าราชการส่วนท้องถิ่นในองค์การบริหารส่วนตำบล อีกทั้ง ผมเป็นเพียงผู้สะท้อนความเห็น ความรู้สึก ของหลาย ๆ ท่านที่มีความกล้าไม่พอที่จะพูดเท่านั้นเอง

          หลายท่านอาจคิดหรือหมั่นใส้ว่า เอ... ท่านป.พิพัฒน์ คิดอย่างนี้ ทำไมไม่ไปเป็น ก.อบต.เสียเองล่ะ ผมคิดว่า ทุกคนมีข้อดี ข้อเสียของตนครับ ทุกท่านเกิดมามีหน้าที่คนละอย่าง ทุกท่านถนัดกันไปคนละด้าน อย่าได้นำคำพูดของนักการเมืองที่ว่า "....หากอาจารย์พวกนั้นเก่งนัก ทำไมไม่มาเป็น ส.ส.ซะเองล่ะ" เช่นนั้น ก็คงไม่มีใครมาสอนหนังสือในรั้วมหาวิทยาลัยให้นักการเมือง ได้วุฒิการศึกษาไปอวดอ้างกับประชาชนเป็นแน่ เช่นเดียวกัน หากใครที่ออกมาวิพากษ์วิจารณ์การทำงานของใครคนใดคนหนึ่งแล้ว บอกให้ไปทำหน้าที่แทน แล้วใครล่ะครับ จะคอยมาเป็นกระจกเงาสะท้อนให้ "ผู้แทน" ต่าง ๆ เหล่านั้น รู้จักตนเองล่ะครับ ดังนั้น ส่วนตัวไม่เคยคิดที่จะเป็นผู้แทนของใครครับ แต่ต้องการเป็นกระจกเงาใบเล็ก ๆ ของข้าราชการส่วนท้องถิ่นให้ผู้มีหน้าที่ได้รู้ตัว ซึ่งผมก็ถือว่า นี่ละคือหน้าที่ของผมครับ วันนี้ลาไปก่อนครับ สวัสดีครับ.
     

พิพัฒน์ วรสิทธิดำรง
phiphatw@hotmail.com
๒๗ มีนาคม ๒๕๕๑
 

 

 

อ่านคอลัมน์ ชวนคุยเรื่องท้องถิ่นย้อนหลัง

  คลิกที่นี่

 

Web Design Factory
Web Design Articles