"ลูกจ้างประำจำ...คนที่ถูก(กรมฯ)ลืม"

          สวัสดีครับเพื่อนข้าราชการส่วนท้องถิ่นทุกท่าน....เมื่อวันศุกร์ที่ผ่านมาได้มีโอกาสเข้าร่วมประชุมผู้แทนเครือข่ายคณะกรรมการสอบสวนทางวินัยของจังหวัดเชียงใหม่ ที่สำนักงานเทศบาลตำบลช้างเผือก อ.เมืองเชียงใหม่ มี ส.ต.อ.สนิท ผัดเวียง ประธานเครือข่ายทำหน้าที่ประธานในที่ประชุม มีผู้แทนเครือข่ายเข้าร่วมประชุมครบทั้ง ๙ ท่าน สรุปเนื้อหาที่พูดคุยกันก็มีเรื่องความเป็นห่วงเกี่ยวกับการดำเนินการทางวินัยของเพื่อนข้าราชการส่วนท้องถิ่น โดยเฉพาะผู้ที่ถูกกลั่นแกล้ง ที่ประชุมก็เลยมีแนวคิดที่จะจัดตั้งกองทุนเพื่อเป็นค่าใช้จ่ายในการจัดส่งกรรมการเครือข่ายเข้าไปเป็นที่ปรึกษากรณีถูกกลั่นแกล้ง เมื่อร้องขอมาที่เครือข่ายฯ โดยเบื้องต้นจะจัดสัมมนาเชิงปฏิบัติการเครือข่ายคณะกรรมการสอบสวนทางวินัยของจังหวัดเชียงใหม่เป็นลำดับแรก ประมาณเดือนธันวาคม ๒๕๕๑ นี้ หลังจากนั้นก็จะดำเนินการจัดการฝึกอบรมให้ความรู้เกี่ยวกับวินัยแก่พนักงานจ้าง ลูกจ้างประจำ และข้าราชการส่วนท้องถิ่นระดับ ๑-๕ เนื่องจากบุคลากรเหล่านี้ไม่ค่อยได้รับการฝึกอบรมให้มีความรู้ความเข้าใจในเรื่องวินัยอย่างเท่าเทียมกัน ก็ถือเป็นการริเริ่มที่ดีมากครับ ส่วนจะทำได้ขนาดไหนคงต้องอยู่ที่การทำงานของประธานเครือข่ายว่าจะจริงใจกับเรื่องนี้หรือไม่ รวมทั้งผู้ที่เกี่ยวข้องโดยเฉพาะสำนักงานท้องถิ่นจังหวัดและอำเภอจะให้ความร่วมมือเพียงใด เครือข่ายคณะกรรมการสอบสวนทางวินัยฯจังหวัดอื่น ๆ จะนำไปเป็นแนวทางก็สามารถทำได้ครับ ไม่น่าจะสงวนลิขสิทธิ์ครับ.
          อีกเรื่องหนึ่งที่ได้ประสบในรอบสัปดาห์ที่ผ่านมา และเป็นเรื่องที่เดียวกันกัืบที่ พล.อ.อนุพงษ์ เผ่าจินดา ผู้บัญชาการทหารบกได้ออกมาแถลงข่าวต่อสื่อมวลชนเมื่อวานนี้ ในเรื่องของความกังวลใจและได้จัดตั้งคณะกรรมการขึ้นจำนวนหนึ่งชุดเพื่อติดตามและดำเนินการเกี่ยวกับ การจวบจ้วงหรือหมิ่นต่อสถาบันพระมหากษัตริย์ แต่ก่อนผมไม่ค่อยเชื่อว่ามีการพูดเกี่ยวกับเรื่องนี้ และไม่เชื่อว่าชาวบ้านรากหญ้าทั่ว ๆ ไปจะมีการพูดพาดพิงถึงสถาบันในทางที่หมิ่นหรือจวบจ้วงตรง ๆ แต่พอประสบด้วยตนเองถึงกับอึ้งครับ ไม่เชื่อตัวเองเลยว่าจะมีชาวบ้านที่ทำมาหากินธรรมดา ๆ จะกล้าวิพากษ์วิจารณ์สถาบันตรง ๆ จึงเป็นเรื่องที่น่าเป็นห่วงอย่างยิ่งครับสำหรับประเทศไทย ที่สถาบันตำรวจไม่สามารถปกป้องสถาบันหลักของชาติได้ ต้องให้ทหารออกมาดูแลหรือมีบทบาทแทน ทั้งที่ทหารมีหน้าที่หลักในการปกป้องคุ้มครองประเทศจากภายนอก แต่เมื่อตำรวจในฐานะผู้รักษาความสงบเรียบร้อยภายในประเทศไม่สามารถทำอะไรได้ปล่อยให้สถานีวิทยุทั้งของรัฐและของเอกชน (ชุมชน) สื่อหนังสือพิมพ์ สื่อทีวี และที่ร้ายสุดคือสื่อทางอินเตอร์เน็ตเผยแพร่การบิดเบือนข้อมูลปลุกปั่นชาวบ้านให้เกลียดชังสถาบันพระมหากษัตริย์อย่างไม่เกรงฟ้าไม่กลัวดินอย่างนี้ ผมก็ขอเชียร์ผบ.ทบ.ครับในการดำเนินการในเรื่องนี้ด้วยกำลังของกองทัพเองเพื่อปกป้องสถาบันอันเป็นที่เคารพรักและเทิดทูนของชาวไทยตั้งแต่อดีตมาถึงปัจจุบันให้อยู่คู่ กับประเทศตราบที่ประเทศไทยยังคงดำรงอยู่ครับ
          เมื่อวานนี้ (๒๗ ต.ค.) เป็นอีกวันหนึ่งที่ตลาดหุ้นของไทยร่วงระเนระนาดหลังจากราคาทองคำแท่งผันผวนในสัปดาห์ที่ผ่านมา จนสมาคมผู้ค้าทองคำของไทยต้องประกาศหยุดซื้อขายทองแท่งไปเมื่อเสาร์-อาิทิตย์ที่ผ่านมา แน่นอนว่า เรื่องเหล่านี้อาจไม่เกี่ยวข้องกับพวกเราโดยตรง แต่ทั้งสองเรื่องเป็นการส่งสัญญาณให้คนภายในประเทศได้รับรู้และเตรียมตัวเตรียมใจในเรื่องภาวะเศรษฐกิจที่กำลังถดถอยอีกครั้งหนึ่ง หลังจากที่เคยเกิดเมื่อปี ๒๕๔๐ เสมือนมดและแมลงเคลื่อนย้ายสู่ที่สูง เป็นการส่งสัญญาณให้มนุษย์รู้ว่า น้ำกำลังจะท่วมนั่นเอง ก็อยากฝากให้เพื่อน ๆ ท่านใดจะกู้เงินกู้ทองในช่วงนี้ก็เพลา ๆ ลงบ้างครับ จะใช้จ่ายอะไรก็ขอให้ประหยัด ๆ กันหน่อยครับ เราอาจไม่เดือดร้อนเท่าไหร่ที่คนใกล้ตัวหรือคนในครอบครัวและญาติอาจได้รับผลกระทบและต้องหันมาพึ่งพาเราก็เป็นไปได้ครับ ใช้หลักเศรษฐกิจพอเพียงตามแนวพระราชดำริฯ เป็นหนทางที่ดีที่สุดในยามนี้ครับ.
          
หลายเดือนก่อนมีลูกจ้างประจำได้โอดครวญมาขอให้พูดคุยเรื่องเกี่ยวกับลูกจ้างประจำขององค์การบริหารส่วนตำบลให้หน่อย เพื่อสะท้อนให้เห็นถึงความเจ็บปวดและความน้อยเนื้อต่ำใจของลูกจ้างประจำ รวมทั้งความทุกข์ยากของผู้ที่เป็นลูกจ้างประจำบ้าง วันนี้ก็คิดว่าคงได้เวลาแล้วที่จะใช้คอลัมน์นี้ได้สะท้อนความรู้สึกนึกคิดของลูกจ้างประจำทั่วประเทศที่มีมากกว่า ๖,๐๐๐ คน
          ย้อนหลังไปเมื่อปี 2538 เมื่อพระราชบัญญัติสภาตำบลและองค์การบริหารส่วนตำบล พ.ศ. 2537 มีผลบังคับใช้เมื่อ ๒ มีนาคม ๒๕๓๘ จึงได้มีการปรับสถานะสภาตำบลเดิมให้เป็นสภาตำบลนิติบุคคล โดยมีกำนันเป็นประธานสภาตำบลโดยตำแหน่ง สภาตำบลสามารถทำนิติกรรมสัญญาด้วยตนเอง สามารถตั้งงบประมาณรายจ่ายของตนได้ ดังนั้น เมื่อต้องทำนิติกรรมสัญญา ต้องทำข้อคับตำบลตำบลของตน จึงต้องมีคนมาช่วยงาน ดังนั้น ในช่วงแรกสภาตำบลจึงได้จัดจ้างลูกจ้างชั่วคราวเข้ามาช่วยงาน และต่อมาส่วนใหญ่ก็จะบรรจุให้เป็นลูกจ้างประจำ เมื่อสภาตำบลได้ยกฐานะขึ้นเป็นองค์การบริหารส่วนตำบล ลูกจ้างประจำเหล่านี้ก็โอนมาอยู่องค์การบริหารส่วนตำบล จึงนับได้ว่า ลูกจ้างประจำเหล่านั้นเป็นบุคลากรคนแรกขององค์การบริหารส่วนตำบลก็ว่าได้ แน่นอนว่ามีลูกจ้างประจำจำนวนหนึ่งที่มีโอกาสเข้าสอบบรรจุเป็นพนักงานส่วนตำบล แต่ก็เป็นส่วนน้อยเท่านั้น ยังมีลูกจ้างประจำอีกมากอย่างน้อยอบต.ละ ๑ คนที่ยังคงสถานะเป็นลูกจ้างประจำอยู่จนถึงวันนี้ ลูกจ้างประจำเหล่านี้ต้องก้มหน้าก้มตาทำงานไปตามหน้าที่ ที่นายของตนไม่ว่าจะเป็นปลัดอบต. หรือหัวหน้าส่วนโยธา หรือหัวหน้าส่วนการคลัง แล้วแต่สังกัดส่วนราชการใด คนแล้วคนเล่า ได้เห็นเด็กรุ่นใหม่ ๆ ที่มาบรรจุเป็นพนักงานส่วนตำบลผ่านมาก็ผ่านไปรุ่นแล้วรุ่นเล่า เป็นระยะเวลากว่าสิบสี่สิบห้าปี เห็นพวกเขาเจริญก้าวหน้าในตำแหน่งหน้าที่จากระดับ ๑ เลื่อนเป็นระดับ ๒ ระดับ ๓ ระดับ ๔ ขึ้นไปเรื่อย ๆ อย่างไม่มีวันจะหยุดนิ่ง แต่พอย้อนมองตนเองแล้ว นอกจากต้องนิ่งทำงานอยู่กับที่ในอบต.เดิม ๆ แล้ว ตำแหน่งหน้าที่ก็ยังคงเดิมไม่เคยได้ขยับเหมือนกับพนักงานส่วนตำบลรุ่นใหม่ ๆ พอย้อนมองดูการเลื่อนขั้นเงินเดือนของพนักงานส่วนตำบลกับการเพิ่มค่าจ้างของตนแล้ว ก็ยิ่งเจ็บปวดมากขึ้น เพราะพนักงานส่วนตำบลอย่างน้อยสองปีก็ได้ หนึ่งขั้นครึ่ง หรือสองขั้น หรือบางแห่งก็ได้สองขั้นหรือหนึ่งขั้นครึ่งทุกปี แต่ตนทำไมถึงได้เลื่อนเพียงหนึ่งขั้นทุก ๆ ปี เกือบสิบปีแล้วก็ยังคงได้หนึ่งขั้นอยู่ แม้จะรู้ว่านั่นคือเงื่อนไขว่า คนที่จะได้เลื่อนสองขั้นต้องไม่เกินร้อยละ ๑๕ แล้วตนจะได้อย่างไรในเมื่อลูกจ้างมีเพียงหนึ่งคนเท่านั้น หลายคนอาจบอกว่า เขาให้สิทธิอยู่นะตอนนี้ให้ขอเป็นกรณีพิเศษไป หลายคนก็บอกว่า แค่นึกก็ไม่อยากฝันแล้วเพราะจะให้อบต.ทำให้ก็ค่อนข้างยาก หากนายไม่เห็นด้วยยิ่งคิดก็ยิ่งเจ็บปวด ก็ได้แต่ก้มหน้าก้มตาทำงานต่อไป.....
          เรื่องที่กล่าวมา ลูกจ้างประจำหลายคนบอกว่ายังไม่เท่าไหร่ แต่ที่น้อยใจสุด ๆ ก็คือ ทำไม ทำไม และทำไม กรมส่งเสริมการปกครองท้องถิ่นถึงไม่เห็นอกเห็นใจ ลูกจ้างประจำบ้างเลย ลูกจ้างประจำเหล่านี้ตั้งหน้าตั้งตาทำงานมากับอบต.ก่อนที่จะเป็นอบต.ด้วยซ้ำไป ทำงานตั้งแต่อบต.มีเพียงเครื่องพิมพ์ดีดเพียงหนึ่งเครื่อง มีมอเตอร์ไซต์เก่าอยู่เพียงหนึ่งคัน มีอาคารหลังเก่าอยู่เพียงหนึ่งห้อง มาวันนี้กรมส่งเสริมฯกลับลืมพวกเขาเสียได้ ไม่ให้การเหลียวแลลูกจ้างประจำแล้วยังมีพฤติกรรม ได้ใหม่ลืมเก่า เมื่ออบต.ได้รับโอนศูนย์พัฒนาเด็กเล็กของหน่วยงานอื่นมาอยู่อบต. กรมส่งเสริมฯกลับให้ความสำคัญของคนเหล่านี้มากกว่าหน่อเนื้อแท้ของอบต. ด้วยการให้ทุนการศึกษาให้เล่าเรียนต่อ ให้สิทธิพิเศษในการต่อสัญญา ให้สิทธิพิเศษในการบรรจุแต่งตั้งจากพนักงานจ้างทั่วไปเป็นพนักงานจ้างตามภารกิจ อย่างก้าวกระโดด แถมยังมีนโยบายจะให้พนักงานจ้างตามภารกิจของศูนย์พัฒนาเด็กเล็กเหล่านี้ เป็นข้าราชการส่วนท้องถิ่นเป็นกรณีพิเศษโดยไม่ต้องสอบอีกด้วย แล้วลูกจ้างประจำอย่างพวกเขาล่ะ ทำไมกรมส่งเสริมฯไม่คิดพิจารณาช่วยเหลือให้พวกเขาได้รับสิทธิพิเศษได้รับการบรรจุแต่งตั้งเป็นข้าราชการส่วนท้องถิ่นเป็นกรณีพิเศษด้วยเล่า ไหน ๆ ก็มีการยกเลิกไม่ให้มีการจ้างลูกจ้างประจำแล้ว ทำไมไม่ให้สิทธิคนที่ทำงานมาแล้วไม่น้อยกว่า ๕ ปี หรือ ๑๐ ปี เหมือนกับการเลื่อนชั้นพนักงานจ้างทั่วไปที่ทำงานมาไม่น้อยกว่า ๕ ปี เป็นพนักงานจ้างตามภารกิจโดยไม่จำเป็นต้องมีวุฒิปวช.ก็ได้ เช่นนี้ก็จะทำให้ลูกจ้างประจำเหล่านี้ ได้มีขวัญกำลังใจในการปฏิบัติหน้าที่อย่างทุ่มเท เพราะร้อยละ ๙๙ ของลูกจ้าประจำเป็นคนในพื้นที่ซึ่งเป็นที่ตั้งของอบต.นั้น ๆ
          ครับ แม้ว่าหลายคนบอกว่า โธ่ลูกจ้างประจำเหล่านี้ล้วนแต่เป็นเจ้าแม่เจ้าพ่อประจำอบต. บางแห่งใหญ่กว่านายกอบต. ใหญ่กว่าปลัดอบต.เสียอีก แต่ผมคิดว่า เป็นส่วนน้อยครับ ที่มีลักษณะนิสัยเช่นนั้น เป็นเฉพาะบุคคล หากเทียบกับลูกจ้างประจำส่วนใหญ่แล้ว เขาเหล่านั้นมีความตั้งใจสูงในการทำงานครับ ซึ่งผมอยู่อบต.มาหลายแห่ง ก็สัมผัสกับลูกจ้างประจำมาทุกที่ ทุกคนก็ล้วนมีความตั้งใจทำงานทั้งสิ้น และส่วนใหญ่ทำงานได้ดีกว่าพนักงานส่วนตำบลที่บรรจุใหม่ และหลายคนยังเป็นกำลังหลักให้กับท่านปลัดอบต.ในเรื่องของการเข้าหาชาวบ้าน การเข้าหามวลชนด้วยซ้ำ เพราะลูกจ้างประจำเหล่านี้ เป็นคนในพื้นที่นั่นเองครับ จึงอยากเรียกร้องให้กรมส่งเสริมการปกครองท้องถิ่นได้พิจารณาให้สิทธิประโยชน์แก่ลูกจ้างประจำเหล่านี้ด้วยครับ หากจะพิจารณาปรับให้พวกเขาเป็นข้าราชการส่วนท้องถิ่นในระดับใด ระดับหนึ่งหรือในสายงานที่เริ่มต้นจากระดับ ๑ โดยเริ่มจากระดับ ๑ โดยนำเงินเดือนมาเทียบแล้วค่อยให้พวกเขาขยับขึ้นไปในระดับ ๒ หรือ ระดับ ๓ หากมีความสามารถก็อาจเกษียณอายุราชการในระดับ ๖ หรือระดับ ๗ ได้ครับ หรือทางผู้แทนก.กลางที่ได้รับเลือกใหม่สด ๆ ซิง ๆ ก็ฝากทั้งท่านเชื้อ ฮั่นจินดา ปลัดอบต.หินตั้ง จ.นครนายก ท่านปลัดพัสกร ใยน้อย ปลัดอบต.บางเดื่อ จ.ปทุมธานี และท่านปลัดทวีศักดิ์ ศรีทองกิตติกุล ปลัดอบต.อ่าวน้อย จ.ประจวบคีรีขันธ์ อีกสถานะหนึ่งของท่านก็เป็นประธานสมาพันธ์ปลัดอบต.แห่งประเทศไทย อย่าเรียกร้องสิทธิประโยชน์ให้เฉพาะปลัดอบต.นะครับ แค่นี้ก็ถูกน้อง ๆ ในอบต.ตำหนิติเตียนอย่างหนักอยู่แล้ว ลองหันมองผู้ปฏิบัติงานในอบต.ระดับเล็ก ๆ เหล่านี้ก็น่าจะดีครับ จะได้ใจพวกเขามากขึ้น ฝากด้วยครับ วันนี้ลาไปก่อนครับ สวัสดีครับ.
 

 

 

พิพัฒน์ วรสิทธิดำรง
phiphatw@hotmail.com
๒๘ ตุลาคม ๒๕๕๑

(หมายเหตุ.- ท่านสามารถร่วมแสดงความคิดเห็นหรือร่วมคุยหรือแสเนอแนะกับคอลัมน์นี้โดยส่งจดหมายมาทางอีเมล์ phiphatw@hotmail.com)

         ขอขอบคุณและอนุโมทนาสำหรับเพื่อน ๆ ข้าราชการส่วนท้องถิ่น หลายสิบท่านที่ไว้วางใจให้เกียรติในทีมงานกลุ่มเพื่อนฯ ในการร่วมบริจาคเงิน เพื่อร่วมทำบุญอุทิศส่วนกุศลให้กับปลัดฯอัฐพงศ์ ก้อนลม หรือปลัดฯป๊อป โดยปัจจุบัน (ณ วันที่ ๒๘ ตุลาคม) ได้รับเงินบริจาคแล้วจำนวน ๒๙,๐๐๐ กว่าบาท สำหรับการนำเงินไปมอบให้กับครอบครัวปลัดฯป๊อปนั้น ได้ปรึกษากับหลายท่านแล้ว เห็นว่า จะถือโอกาสนำไปมอบให้ในวันทำบุญ ๑๐๐ วันให้ปลัดฯป๊อปที่บ้านเกิด ในวันที่ ๑๙ ธันวาคม ๒๕๕๑ ที่อ.แม่ระมาด จ.ตาก ดังนั้น เพื่อน ๆ ท่านใดมีความประสงค์จะร่วมทำบุญก็ยังสามารถร่วมทำบุญในนามของข้าราชการส่วนท้องถิ่นได้ จนถึงต้นเดือนธันวาคม ๒๕๕๑ นี้ครับ สำหรับรายชื่อผู้ร่วมบริจาคเงินดูได้ที่นี่ครับ.

 

พิมพ์บทความนี้ เป็นไฟล์ pdf คลิกที่นี่

อ่านคอลัมน์นี้ย้อนหลัง คลิกที่นี่

 


 

 

 

Web Design Factory
web-design-factory.net