"การเมืองเรื่องของท้องถิ่น"
สวัสดีครับเพื่อนข้าราชการส่วนท้องถิ่นทุกท่าน....วันนี้ เป็นวันศุกร์ที่ ๒๘ พฤศจิกายน ๒๕๕๑ เป็นวันสุดท้ายของการทำงานในเดือนพฤศจิกายน ๒๕๕๑ และเป็นเดือนรองของเดือนสุดท้ายปีพุทธศักราช ๒๕๕๑ หรือ ค.ศ. ๒๐๐๘ ทุก ๆ ปีที่พ้นผ่าน พวกเราคนไทยจะมีความรู้สึกอบอุ่น รื่นเริง สนุกสนานเพื่อเตรียมรอรับการงานและเทศกาลสำคัญ ๆ ประำจำปีของประเทศ เช่น พระราชพิธีวันเฉลิมพระชนมพรรษาพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ภูมิพลอดุลยเดชมหาราช ช่วง ๓ - ๕ ธันวาคม ถัดจากนั้นก็เป็นเทศกาลคริตมาสและเทศกาลวันส่งท้ายปีเก่า-ต้อนรับปีใหม่ ตั้งแต่วันที่ ๒๓ ธันวาคม - ๒ มกราคม เป็นต้น ประชาชนไม่ว่าจะทำงานในองค์กรใด ทั้งเอกชนและภาครัฐ ก็จะคึกคักกับเทศกาลต้อนรับนักท่องเที่ยวทั้งชาวไทยและต่างประเทศ ซึ่งเป็นไฮ-ซีซั่น ของประเทศโดยเฉพาะภาคเหนือ ภาคกลาง และภาคตะวันออกเฉียงเหนือ (ภาคอีสาน) จะมีนักท่องเที่ยวหลั่งไหลไปท่องเที่ยวเป็นจำนวนมาก ในภาคเอกชนผู้ประกอบการด้านการท่องเที่ยวไม่ว่าจะเป็น ธุรกิจนำเที่ยว ธุรกิจที่พัก ธุรกิจร้านค้าของที่ระลึก ธุรกิจภัตตาคารร้านอาหาร ธุรกิจด้านการส่งขนทั้งทางอากาศ ทางบก และทางเรือ ฯลฯ ล้วนได้รับอานิสงค์จากเทศกาลในช่วงนี้แทบทั้งสิ้น (ช่วงเดือนพฤศจิกายน - กุมภาพันธ์ของทุกปี) ในภาครัฐเองก็คึกคักหน่วยงานด้านการท่องเที่ยว ทั้ง การท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย (ททท.) ตำรวจทางหลวง ตำรวจท่องเที่ยว แม้แต่องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น ไม่ว่า อบจ. อบต. และเทศบาล รวมทั้ง กรุงเทพมหานคร และเมืองพัทยา ที่มีแหล่งท่องเที่ยวในพื้นที่ก็จะต้องเตรียมการต้อนรับดูแลนักท่องเที่ยว เพื่อเอื้ออำนวยให้ธุรกิจด้านการท่องเที่ยวได้รับผลประโยชน์และทำธุรกิจอย่างสะดวกเรียบร้อย อันจะส่งผลให้เกิดผลกำไรและภาษีที่จะส่งคืนให้กับภาครัฐ และองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นนั้น ๆ ตามมา
วันนี้...ประเทศไทยใกล้จะแตกเป็นสองซีก สองประเทศ สองภูมิภาคไปแล้ว คนไทยจะต้องมาห่ำหั่นฆ่ากันเองเพียงเพราะความโลภ โกรธ หลง ในตัวบุคคล ในอุดมการณ์ความคิดเห็นที่แตกต่างกัน เข้าขั้นใครไม่ฟังใคร สังคมไทยที่เคยมีความรักใคร่ปรองดอง เคารพและเชื่อฟังผู้หลักผู้ใหญ่ ดังเช่นคำโบราณถึงกับบอกว่า "เดินตามหลังผู้ใหญ่ หมาไม่กัด" คนไทยที่มีรอยยิ้มที่น่ารัก สวยงาม กริยามารยาทงดงามไม่มีประเทศใดเสมอเหมือน จนได้รับการขนานนามจากนานาอารยะประเทศว่า "สยามเมืองยิ้ม" หรือ "ยิ้มสยาม" คนไทยเคยมีหัวใจดวงเดียวกัน ไม่ว่าจะอยู่ภูมิภาคใด ภาษาใด ศาสนาใด ชนชั้นใด ก็จะมีหัวใจดวงเดียวกัน นั่นคือ มีหัวใจที่เปี่ยมด้วยความรักความเมตตาเพราะมีพ่อหลวงคนเดียวกัน นั่นคือ พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวฯ มีแม่หลวงคนเดียวกัน คือ สมเด็จพระนางเจ้าฯ พระบรมราชินีนาถ มาบัดนี้...ทำไมคนไทยจะต้องเข่นฆ่ากันอีกครั้ง ทำไมคนไทยไม่จดจำประวัติศาสตร์ที่เกิดขึ้นในอดีต ไม่นำอดีตมาเป็นบทเรียน ประวัติศาสตร์เหตุการณ์ ๖ ตุลาคม ๒๕๑๙ แม้ว่าผมไม่ทันรับรู้เพราะโตไม่ทัน และหลายท่านก็โตหรือเกิดไม่ทัน แต่เชื่อว่าทุกคนที่เรียนระดับมัธยมปลายหรือ ปวช.ขึ้นไป คงจะได้รับรู้รับทราบและได้ร่ำเรียนมาอยู่บ้างเกี่ยวกับเรื่องราวของการต่อสู้เข่นฆ่ากันของคนไทยสองกลุ่มในเหตุการณ์ ๖ ตุลาคม ๒๕๑๙ ที่มีความคิดเห็นหรืออุดมการณ์ทางการเมืองแตกต่างกัน ที่เราเรียกว่า "ซ้ายจัด" กับ "ขวาจัด" จนทำให้นักเรียน-นักศึกษา ประชาชนล้มตายจำนวนมากมาย ในมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ และหนีตายเข้าป่า ถือปืนจัดตั้งกองกำลังขึ้นเพื่อต่อต้านรัฐบาลบ้านเกิดของตน กว่าที่รัฐบาลต่อ ๆ มาจะเยียวยาบาดแผลนี้ให้ลดระดับลง จนกระทั่งทุกคนที่หนีเข้าป่าพร้อมใจกันกลับมาพัฒนาประเทศชาติ มาเป็นพลเมืองของประเทศอีกครั้ง ใช้เวลาค่อนข้างนานหลายปี และเกิดเป็นบาดแผลที่อยู่ในใจของผู้คนที่อยู่ในเหตุการณ์ ๖ ตุลาคม ๒๕๑๙ ที่ยากจะลืมเลือน มาวันนี้ ทำไมคนที่อยู่ในเหตุการณ์ ๖ ตุลาคม ๒๕๑๙ ต้องกลับนำมวลชนที่มีความคิดเห็นทางการเมืองต่างมุมมอง ต่างอุดมการณ์เข้ามาห่ำหั่นเข่นฆ่ากันอีกเล่า หรือพวกคนในเหตุการณ์ ๖ ตุลาคม ๒๕๑๙ เหล่านั้น แรงแค้นยังไม่หายอีกหรือ? ถึงได้ปลุกระดมมวลชนเข้าห่ำหั่นเพื่ออะไร กลไกของรัฐทำไมไม่เข้ามาแก้ไขให้เหตุการณ์คลี่คลาย ทำไมนำประชาชนที่ไม่รู้ข้อเท็จจริง เข้ามาต่อสู้ เข้ามาทำร้ายกันเอง โดยต่างฝ่ายต่างไม่เกรงกลัวต่อบทบัญญัติของกฎหมาย หรือบ้านเมืองนี้ "ไร้ขื่อ ไร้แปร" ไปแล้ว หรือเป็นไปดังคำพูดของเด็กหนุ่มคนหนึ่งที่พูดกับผมว่า "ใครอยากจะฆ่าใคร ก็ขอให้ฆ่าได้ในช่วงนี้ เพราะไม่ผิดกฎหมาย" เช่นนั้นหรือ??? ไม่ว่าคน ๖ ตุลาคม ๒๕๑๙ จะอยู่ในฝั่งซ้ายหรือฝั่งขวา หรือฝั่งเหลืองหรือฝั่งแดง ทำไมพวกท่านไม่หันกลับไปเมื่อ ๓๐ กว่าปีก่อน ว่าคนไทยทุกข์เข็ญขนาดไหน บาดแผลทีเจ็บลึก ยังไม่พออีกหรือ จะให้เกิดบาดแผลจนถึงขั้นแตกหัก แบ่งแยกออกเป็นสองประเทศดังที่หลายท่านหวั่นวิตกจริงหรือ.......
ขอเรียกร้องให้คนเดือน ๖ ตุลาคม ๒๕๑๙ ได้ออกมาให้สติกับสังคม อย่าให้เกิดเหตุนองเลือดกลางเมืองอีกครั้งเลย และขอเรียกร้องให้รัฐบาลใช้ความละเอียดรอบคอบในการแก้ไขปัญหาที่เกิดขึ้น หากคนของรัฐบาล ไม่ว่า คณะรัฐมนตรี สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร พรรคร่วมรัฐบาล และสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรพรรคฝ่ายค้าน ยังอยากเห็นประเทศไทยเป็นอันหนึ่งอันเดียวกัน เป็นผืนแผ่นเดียวกัน ยังเห็นว่าคนไทยเป็นพลเมืองของประเทศไทยเหมือนกัน ก็ขอให้เสียสละเพื่อประเทศชาติ ประเทศอันเป็นที่เกิด ประเทศที่บรรพบุรุษได้หวงแหน ได้ใช้ชีวิตและเลือดเนื้อหลายพันหลายหมื่นชีวิตรักษาไว้เพื่อพวกเราได้อยู่อย่างสุขสบายในทุกวันนี้ ขอได้ปฏิบัติตามมติของคณะกรรมการติดตามสถานการณ์บ้านเมือง ที่มีพลเอกอนุพงษ์ เผ่าจินดา ผบ.ทบ.เป็นประธานฯ ได้เสนอแนะไว้เมื่อวันที่ ๒๖ พฤศจิกายน ที่ผ่านมา ขอเรียกร้องให้รัฐบาลอย่าใช้กำลังเข้าสลายการชุมนุม เพียงเพื่อต้องการรักษาอำนาจของตนไว้ อำนาจที่ไม่จีรังยั่งยืน อำนาจเมื่อหมดไป ก็ยังเรียกกลับคืนได้ในภายหลัง แต่ชีวิตของผู้คนสูญเสียไปแล้ว ไม่อาจเรียกคืนได้ แล้วหากเกิดเหตุนองเลือดขึ้นจริง เกิดการจราจลขึ้นทั่วประเทศ แล้วใครจะรับผิดชอบต่อเหตุการณ์นั้น รัฐบาล? ตำรวจ? ทหาร? พันธมิตร? นปช.? หรือประชาชน? แล้วบาดแผลในใจของคนเล่าใครจะเยียวยาและรักษา....
ผมนำเรื่องการเมืองของประเทศมาเอ่ยถึงในที่นี้ ไม่ต้องการให้เกิดความแตกแยก ไม่ว่าพวกเราจะเห็นด้วยกับฝ่ายสีเหลือง หรือฝ่ายสีแดง หรือเป็นกลาง ๆ ที่เีรียกว่าฝ่ายสีขาวก็ตาม แต่ผมคิดว่านั่นคือ อุดมการณ์ทางการเมือง แนวความคิดทางการเมือง ที่อาจมีความแตกต่างกันได้ในสังคมประชาธิปไตย และตราบใดที่เรายังเป็นปุถุชน มีกิเลส มีตัณหา มีความโลภ โกรธ หลง ตราบนั้นเราไ่ม่สามารถทำให้คนทุกคนมีความคิดเห็นหรืออุดมการณ์ทางการเมืองเหมือนเดียวกันได้ไม่ว่าเมื่อสองพันกว่าปี ในสมัยพุทธกาลก็ตาม เพราะแม้แต่พระประยูรญาติของสมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้า พระองค์ก็ไม่สามารถห้ามได้ทุกครั้ง จนต้องปล่อยให้เป็นไปตามธรรมชาติหรือตามเวรกรรมของแต่ละบุคคล ในสมัยสามก๊กเมื่อพันกว่าปีมาแล้ว ความคิดเห็นหรืออุดมการณ์ทางการเมืองของคน ๓ กลุ่มก็มีความแตกต่างกันจนแบ่งเป็น ๓ ก๊ก แต่วันนี้....เราได้หล่อหลอมเป็นอันหนึ่งอันเดียวกัน เป็นคนเชื้อชาติเดียวกัน เป็นพลเมืองของประเทศเดียวกัน เรามีในหลวงองค์เดียวกัน เราได้ชื่อว่า "คนไทย" เหมือนกันทุกคน ไม่ว่าอดีตจะเป็นเผ่าใด เป็นคนรัฐใด แต่วันนี้เราคือคนไทย ดังนั้น อยากทำความเข้าใจกับเพื่อนข้าราชการส่วนท้องถิ่นทุก ๆ ท่าน พวกเราอาจมีความเห็นต่างกัน แต่ก็อย่าใช้ความเห็นต่างนั้นเข้าห่ำหั่นกัน เพียงเพราะอารมณ์ชั่ววูบ หากท่านจะแสดงความคิดเห็นก็ขอให้ท่านแสดงความเห็นแบบคนมีสติ คนมีปัญญา คนที่ทำงานเพื่อประชาชนเพื่อประเทศชาติ อย่าได้ซ้ำเติมปัญหาที่หนักอยู่แล้ว ให้ฝั่งรากลึกไปถึงท้องถิ่นของเรา วันนี้ คนสองกลุ่มที่มีความเห็นต่างในระดับประเทศกำลังต่อสู้กันในทางการเมือง ไม่ว่าท่านจะเรียกว่า การเมืองในระบบ การเมืองนอกระบบ หรือการเมืองภาคประชาชนก็ตาม ขออย่างเดียวขอให้ทุกท่านมีสติ อย่าได้ตกเป็นเหยื่อของฝ่ายหนึ่งฝ่ายใดที่ไม่หวังดีต่อประเทศชาติ ต่อสถาบันสำคัญของชาติ หรือต่อคนไทยด้วยกันเอง วันนี้...ผมเชื่อว่า ประเทศเพื่อนบ้านไม่ว่าจะเป็น พม่า ลาว หรือกัมพูชา คงนั่งหัวเราะชอบใจยิ้มเยาะเย้ย ประเทศไทยที่ยังไม่ทันได้ต่อสู้กัน เขาก็ชนะเราไปแล้วครึ่งหนึ่ง เพราะคนไทยฆ่ากันเอง....
ครับ ที่เอ่ยถึงทั้งหมด หลายท่านอาจไม่เห็นด้วย หลายท่านก็เห็นด้วยครึ่งหนึ่ง หรือเห็นด้วยทั้งหมด นั่นก็คือ ความคิดเห็นที่แตกต่างกัน ขึ้นอยู่กับฐานความคิด ฐานความรู้ ฐานประสบการณ์ของแต่ละบุคคล ไม่ว่ากันครับ แต่ถามว่าทำไมต้องนำมาคุยในคอลัมน์นี้ด้วย ก็อยากบอกว่า ไม่คุยไม่พูดไม่ได้ครับ เพราะองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น เป็นส่วนหนึ่งของประเทศไทย ข้าราชการส่วนท้องถิ่นเป็นส่วนหนึ่งขององคาพยพของระบบราชการไทย และที่สำคัญพวกเราเป็นคนไทย เมื่อเหตุการณ์เกิดขึ้นในประเทศย่อมส่งกระทบโดยตรงกับพวกเราแน่นอนครับ โดยเฉพาะเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นในปัจจุบัน (การยึดสนามบินสุวรรณภูมิและสนามบินดอนเมือง) ในด้านหนึ่ง องค์กรที่พวกเราทำงานอยู่ ได้รับผลกระทบในด้านรายไ้ด้ที่อาจลดลงกว่าปีที่ผ่านมา อาจถึงขั้นลดลงมากกว่า ๑ ใน ๔ ของงบประมาณที่เคยได้รับจัดสรร เพราะรายได้ในภาคเอกชนต้องลดลงตามสภาพ (ยอมรับสภาพ) (ไม่เฉพาะแต่เหตุการณ์ยึดสนามบินแต่สามารถสำคัญคือการเิกิดวิกฤตด้านการเงินของสหรัฐฯ) เมื่อรายได้ลด ย่อมส่งผลต่อเงินเดือน ค่าตอบแทน โดยเฉพาะค่าตอบพิเศษ หรือโบนัสประจำปีของพวกเราในปีงบประมาณ ๒๕๕๒ (จะได้รับปีถัดไป ๒๕๕๓) อาจได้น้อยลงหรืออาจไม่ได้เลย ส่งผลต่อปริมาณงานที่อาจต้องปรับทิศทางการทำงาน โดยโครงการต่าง ๆ ที่มีอยู่อาจต้องปรับให้เ้ข้ากับสถานการณ์การว่างงานของคนในท้องถิ่นที่ไปทำงานในเมือง ในโรงงาน ซึ่งส่วนหนึ่งจะถูกเลิกจ้างและต้องกลับบ้าน แน่นอนว่า ท้องถิ่นอาจต้องรับภาระในการหางานให้คนเหล่านี้ทำัชั่วคราว เพื่อให้พวกเขายังชีพได้ในช่วงระยะเวลาหนึ่ง ดังนั้น แม้ว่าหลายท่านเบื่อการเมือง เบื่อนักการเมือง เบื่อพันธมิตร เบื่อนปช. แต่นี่คือประเทศไทย ถึงจะเบื่ออย่างไร ก็ต้องยอมรับสภาพ ต้องติดตามข่าวสารบ้านเมือง เพราะการเมืองก็เป็นส่วนหนึ่งของท้องถิ่น หากท่านไม่ติดตามข่าวสาร ท่านอาจจะเตรียมการณ์แก้ไขปัญหาที่อาจเกิดขึ้นเร็ว ๆ นี้ไม่ทัน เมื่อนั้น เราก็อาจเป็นหนึ่งในเหยื่อของการเมือง.....วันนี้ลาไปก่อนครับ หากอ่านแล้วงง ๆ ก็ต้องขออภัย หากที่กล่าวมาไม่ถูกใจก็ขอโทษไว้ ณ ที่นี้ด้วย สวัสดีครับ.
พิพัฒน์ วรสิทธิดำรง
phiphatw@hotmail.com
๒๘ พฤศจิกายน ๒๕๕๑
(หมายเหตุ.- ท่านสามารถร่วมแสดงความคิดเห็นหรือร่วมคุยหรือแสเนอแนะกับคอลัมน์นี้โดยส่งจดหมายมาทางอีเมล์ phiphatw@hotmail.com)
พิมพ์บทความนี้ เป็นไฟล์ pdf คลิกที่นี่
อ่านคอลัมน์นี้ย้อนหลัง คลิกที่นี่
ร่วมแสดงความคิดเห็นทางการเมือง คลิกที่นี่
--------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------
ขอขอบคุณและอนุโมทนาสำหรับเพื่อน ๆ ข้าราชการส่วนท้องถิ่น หลายสิบท่านที่ไว้วางใจให้เกียรติในทีมงานกลุ่มเพื่อนฯ ในการร่วมบริจาคเงิน เพื่อร่วมทำบุญอุทิศส่วนกุศลให้กับปลัดฯอัฐพงศ์ ก้อนลม หรือปลัดฯป๊อป โดยปัจจุบัน (ณ วันที่ ๒๗ พฤศจิกายน) ได้รับเงินบริจาคแล้วจำนวน ๓๔,๐๐๐ บาท สำหรับการนำเงินไปมอบให้กับครอบครัวปลัดฯป๊อปนั้น ได้ปรึกษากับหลายท่านแล้ว เห็นว่า จะถือโอกาสนำไปมอบให้ในวันทำบุญ ๑๐๐ วันให้ปลัดฯป๊อปที่บ้านเกิด ในวันที่ ๙ ธันวาคม ๒๕๕๑ ที่อ.แม่ระมาด จ.ตาก ดังนั้น เพื่อน ๆ ท่านใดมีความประสงค์จะร่วมทำบุญก็ยังสามารถร่วมทำบุญในนามของข้าราชการส่วนท้องถิ่นได้ จนถึงต้นเดือนธันวาคม ๒๕๕๑ นี้ครับ สำหรับรายชื่อผู้ร่วมบริจาคเงินดูได้ที่นี่ครับ.