"พันธมิตรชาวท้องถิ่น"

         สวัสดีครับเพื่อนข้าราชการส่วนท้องถิ่นทุกท่าน....สัปดาห์นี้ค่อนข้างเหนื่อยล้ากับการต้องติดตามเหตุการณ์บ้านเมืองครับ หลายท่านคงรับทราบแล้ว แต่หลายคนอาจยังงง ๆ ครับว่าเกิดอะไรขึ้น หากพวกเราชาวท้องถิ่นติดตามข่าวสารบ้านเมืองมาเป็นระยะ ๆ ก็คงทราบถึงที่มาที่ไปของเหตุการณ์ที่เครือข่ายประชาชนที่เรียกตัวเองว่า "กลุ่มพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตย" ที่ก่อตัวขึ้นตั้งแต่ เดือนกุมภาพันธ์ ๒๕๔๙ ด้วยการเคลื่อนไหวขับไล่รัฐบาลพ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร ในขณะนั้น และได้ยุติลงชั่วคราวเมื่อเกิดเหตุรัฐประหารเมื่อ ๑๙ กันยายน ๒๕๔๙ และได้กลับมาเคลื่อนไหวทางการเมืองอีกครั้งเมื่อปลายเดือนมีนาคม ๒๕๕๑ และได้ปักหลักชุมนุมประท้วงมาราธอนตั้งแต่วันที่ ๒๕ พฤษภาคม ๒๕๕๑ ที่ผ่านมา สุดท้ายได้เคลื่อนไหวใหญ่หรือที่เรียกว่า "เป่านกหวีดครั้งสุดท้าย" เมื่อเช้าวันที่ ๒๖ สิงหาคม ๒๕๕๑ จวบจนกระทั่งไปปักหลักชุมชนอยู่ในทำเนียบรัฐบาล จนถึงปัจจุบัน (๒๙ สิงหาคม ๒๕๕๑) ซึ่งยังไม่ทราบว่าเหตุสุดท้ายจะเกิดอะไรขึ้น เพราะทุกฝ่ายก็เกรงว่า ประวัติศาสตร์การเมืองไทยจะซ้ำรอยเหตุการณ์ ๑๔ ตุลาคม ๒๕๑๖ หรือเหตุการณ์ ๖ ตุลาคม ๒๕๑๙ หรือเหตุการณ์ ๒๐-๒๒ พฤษภาคม ๒๕๓๕ หรือไม่ เข้าใจว่าประชาชนและองค์กรภาครัฐหรือเอกชนส่วนใหญ่ ไม่ต้องการให้เกิดเหตุการณ์เช่นนั้น เหตุการณ์นี้ ผมเห็นว่า พวกเราในฐานะเป็นข้าราชการส่วนท้องถิ่น ที่ใกล้ชิดประชาชนมากที่สุด (และเกิดขึ้นจากผลพวงหลังเหตุการณ์พฤษภาทมิฬ ๒๕๓๕ ที่เกิดกระแสผลักดันของประชาชน สื่อมวลชน และนักวิชาการ ที่้ต้องการให้มีการกระจายอำนาจสู่ท้องถิ่น จนกระทั่งนำไปสู่การยกฐานะสภาตำบลขึ้นเป็นอบต. และยกฐานะสุขาภิบาลเป็นเทศบาลตำบล จนทำให้มีการสอบแข่งขันบุคคลทั่วไปเป็นข้าราชการส่วนท้องถิ่นจำนวนมากมาย หรือก็คือ พวกเราที่นั่งทำงานอยู่ ณ ปัจจุบันนั่นเอง) ควรที่จะเฝ้าติดตามเหตุการณ์นี้อย่างใกล้ชิด และทำใจให้เป็นกลางที่สุด กลางในที่นี้ิมิใช่ไม่ทำอะไรเลย กลางในที่นี้ก็คือ การอธิบายปรากฎการณ์ที่เกิดขึ้นแก่ประชาชนในพื้นที่โดยใช้เหตุผลและหลักทฤษฎีทางการเมืองที่พวกเราร่ำเรียนมา เพื่อมิให้ประชาชนตกเป็นเครื่องมือของฝ่ายใดฝ่ายหนึ่ง หรือแม้แต่ตัวเราเองก็ไม่ควรที่จะตกเป็นเครื่องมือของฝ่ายใดเช่นเดียวกัน
         เมื่อวันจันทร์ที่ ๒๕ สิงหาคม ๒๕๕๑ ที่ผ่านมา กรมส่งเสริมการปกครองท้องถิ่นนำโดย นายพิษณุ พรหมจารีย์ ผู้อำนวยการสำนักพัฒนาระบบบริหารงานบุคคลส่วนท้องถิ่น ร่วมกับสำนักงานท้องถิ่นจังหวัดเชียงใหม่ และมหาวิทยาลัยเชียงใหม่ จัดประชุมชี้แจงและรับฟังความเห็นต่อร่างพระราชบัญญัติระเบียบข้าราชการส่วนท้องถิ่น พ.ศ.... เวทีสุดท้ายที่หอประชุมมหาวิทยาลัยเชียงใหม่ โดยมีผู้แทนองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นทั้ง อบจ. อบต. และเทศบาล ใน ๘ จังหวัดภาคเหนือตอนบนได้แก่ เชียงใหม่ เชียงราย ลำพูน ลำปาง แพร่ น่าน พะเยา และแม่ฮ่องสอน ในการจัดประชุมครั้งนี้ ได้เลื่อนมาแล้ว ๒ ครั้ง โดยครั้งแรกกำหนดไว้เมื่อวันที่ ๒๕ กรกฏาคม ๒๕๕๑ แต่ต้องเลื่อนออกไปเนื่องจากรมว.มหาดไทย (ร.ต.อ.เฉลิม อยู่บำรุง) มีกำหนดพบปะกับกำนันผู้ใหญ่บ้านทั่วภาคเหนือ มาเป็นวันที่ ๑ สิงหาคม ๒๕๕๑ และต้องเลื่อนอีกครั้งเนื่องจากไปตรงกับวันเปิดงานมหกรรมท้องถิ่นไทยที่เมืองทองธานี กรมส่งเสริมฯจึงต้องเลื่อนยาวมาเป็นวันที่ ๒๕ สิงหาคม ๒๕๕๑ ที่ผ่านมา ซึ่งเข้าใจว่า ไม่น่าจะมีอปท.ใดไม่รู้หรือไม่ทราบว่าจะมีการรับฟังความเห็นในวันดังกล่าว เพราะมีการส่งหนังสือไปยังอปท.โดยตรงและมีการประชาสัมพันธ์อยู่หลายครั้งในเว็บไซต์ของกรมส่งเสริมฯ โดยครั้งแรกผมค่อนข้างตั้งความหวังลึก ๆ ไว้ว่า เวทีนี้น่าจะมีเพื่อน ๆ ข้าราชการส่วนท้องถิ่นเข้าร่วมอย่างคึกคักและจำนวนมาก แต่ก็ค่อนข้างผิดหวังเล็ก ๆ เมื่อถึงเวลา ๑๓.๐๐ น. มาถึง ปรากฎว่ามีเพื่อนข้าราชการส่วนท้องถิ่นมาไม่มากอย่างที่ตั้งความหวังไว้ แต่ก็ยังดีที่ไม่ถึงกับโหรงเหรงจนเกินไป มีผู้เข้าร่วมอยู่ประมาณ ๕๐๐ คน จากที่มีการตั้งเป้าหมายไว้ประมาณ ๑,๐๐๐ คน และที่ผิดหวังอยู่มากกว่าก็คือ เพื่อนข้าราชการส่วนท้องถิ่นที่เข้าร่วมรับฟัง ไม่ได้กระตือรือร้นที่จะร่วมแสดงความเห็น หรือเสนอแนะ หรืออภิปราย อย่างที่คาดหมายไว้ มีเพียงตัวแทนของปลัดอบต.จาก เชียงใหม่ แม่ฮ่องสอน ลำปาง ประมาณ ๗ ท่านเท่านั้น ที่ร่วมเสนอความเห็นต่อร่างพระราชบัญญัตินี้ ซ้ำร้ายบางท่านยังไปตำหนิคณะวิทยากรว่า พวกเราไม่น่าจะกรอกแบบสอบถามได้ เพราะหลายท่านเพิ่งได้รับแจกเอกสาร ผมกลับเห็นว่า ไม่น่าจะฟังขึ้น สำหรับประเด็นนี้ เพราะร่างพระราชบัญญัติระเบียบข้าราชการส่วนท้องถิ่น พ.ศ.... ทั้งร่างของกรมส่งเสริมการปกครองท้องถิ่น และร่างของคณะกรรมการการกระจายอำนาจฯ ได้มีการเผยแพร่สู่สาธารณะในเว็บไซต์ของกรมส่งเสริมฯ และเว็บไซต์ของกลุ่มเพื่อนข้าราชการส่วนท้องถิ่นมาเป็นระยะเวลาร่วม ๓ เดือนแล้ว แบบสอบถามความเห็นก็มีการเผยแพร่อยู่ในเว็บไซต์ของกรมส่งเสริมฯอยู่ร่วมสองเดือน จึงฟังไม่ขึ้นว่า พวกเราข้าราชการส่วนท้องถิ่นไม่รู้หรือไม่รับทราบมาก่อน อันนี้ต้องยกประโยชน์ให้คณะวิทยากรครับ และผมคิดว่าเรื่องนี้ มันไม่ใช่เป็นเรื่องที่กรมส่งเสริมฯนั้นมีความจำเป็นที่จะต้องกระตือรือร้นนำร่างกฎหมายนี้มาตื้อให้พวกเราข้าราชการส่วนท้องถิ่นต้องอ่าน หรือต้องสนใจ เพราะกรมส่งเสริมฯไม่ได้รับประโยชน์หรือสูญเสียประโยชน์โดยตรง แต่พวกเราตางหาก ข้าราชการส่วนท้องถิ่นทุกประเภทตางหากที่ต้องวิ่งเข้าหาข้อมูลเอง ต้องรีบอ่าน รีบทำความเข้าใจ รีบถกเถียงกันเอง รีบสรุปประเด็น รีบนำเสนอประเด็น เพื่อไปสู่การปรับปรุงแก้ไขและผลักดันให้เป็นกฎหมายออกมาบังคับใช้โดยเร็ว ข้าราชการกรมส่งเสริมฯเขาไม่ได้เดือดเนื้อร้อนใจอะไร หากกฎหมายฉบับนี้จะผ่านหรือไม่ผ่าน หรือจะออกมาเมื่อใด เพราะเขาไม่ได้รับผลกระทบโดยตรง หรือเขาไม่ได้ถูกบังคับใช้ตามกฎหมายฉบับนี้ การที่เขาจัดทำร่างและจัดเวทีรับฟังความเห็นทั่วทุกภูมิภาค และจัดทำเว็บไซต์รับฟังความเห็นของพวกเรา ก็ถือว่าเป็นบุญแล้วล่ะ ที่ยังอุตสาห์จัดทำร่างกฎหมายมาให้พวกเรา แต่หากพวกเราไม่สนใจไม่ใส่ใจ กรมส่งเสริมฯเขาก็ทำไปตามยถากรรม ตามแต่เวลาของพวกเขาจะพึงเจียดมาให้ ว่างเมื่อไหร่เขาก็คงหยิบขึ้นมาเสนอให้คณะกรรมการกฤษฎีกาช่วยพิจารณกลั่นกรองให้ และจะเข้าสู่คณะรัฐมนตรีเมื่อไหร่ หรือจะเสนอรัฐสภาเมื่อใดนั้น กรมส่งเสริมฯเขาไม่ได้เดือดร้อนอะไรนี่ เขาก็ทำตามหน้าที่เช้าชามเย็นชามไปเรื่อย ๆ พอเพียงให้ทันตามกำหนดคือ เสนอรัฐสภาให้ได้ภายในวันที่ ๑๗ กุมภาพันธ์ ๒๕๕๓ ก็เพียงพอแล้ว เพราะว่ากรมส่งเสริมฯเขาไม่ได้มีงานนี้งานเดียวนะครับ ที่จะมาคอยงอนง้อให้ข้าราชการส่วนท้องถิ่นมารับฟังหรือแสดงความเห็นร่วมกับพวกเขา หรือตั้งหน้าตั้งตาคอยปรับปรุง ร่างกฎหมายนี้ให้เป็นไปตามที่พวกเราต้องการ .
          สำหรับเืนื้อหาสาระที่คณะวิทยากรบรรยายชี้แจงนั้น ก็เป็นไปตามที่มีการบรรยายชี้แจงไปในหลายเวที หลายภูมิภาคแล้ว แต่ที่น่าสนใจก็คือ วิทยากรที่ำนำเสนอก็ค่อนข้างจะยอมรับว่า ร่างกฎหมายฉบับนี้ ร่างขึ้นตามหลักการแห่งรัฐธรรมนูญฉบับปี พ.ศ. ๒๕๔๐ มิใช่ตามหลักการแห่งรัฐธรรมนูญฉบับปี พ.ศ. ๒๕๕๐ ซึ่งก่อนหน้าที่รัฐธรรมนูญฉบับปี ๒๕๕๐ จะมีผลบังคับใช้หรือมีการร่างขึ้น ได้มีการ่างกฎหมายบุคคลท้องถิ่นไว้แล้วในปี ๒๕๔๙ ก่อนรัฐประหาร ๑๙ กันยายน ๒๕๔๙ ดังนั้น วิทยากรยอมรับว่า อาจมีหลายมาตราที่ขัดกับรัฐธรรมนูญปี ๒๕๕๐ ดังนั้น จึงได้ขอให้ข้าราชการส่วนท้องถิ่นได้ช่วยตรวจสอบร่วมกัน อีกประเด็นหนึ่งที่น่าสนใจก็คือ คณะวิทยากรซึ่งทั้งหมดมาจากสำนักพัฒนาระบบการบริหารงานบุคคลส่วนท้องถิ่น ซึ่งมีหน้าที่รับผิดชอบงานบุคคลส่วนท้องถิ่นโดยตรง ได้พูดเปิดทางไว้ว่า ตามที่ได้ไปรับฟังความเห็นของข้าราชการส่วนท้องถิ่นทั่วประเทศ ทุกแห่งมีความต้องการ ให้สำนักงานข้าราชการส่วนท้องถิ่น หรือ ก.ถ. ไปขึ้นตรงกับสำนักนายกรัฐมนตรี และให้นายกรัฐมนตรีหรือรองนายกรัฐมนตรีที่ได้รับมอบหมายเป็นประธาน ก.ถ. ซึ่งทางคณะวิทยากรไม่ขัดข้องเรื่องนี้ และหากเป็นเช่นนั้นจริงก็พร้อมที่จะโอนไปอยู่สำนักงาน ก.ถ.ที่ตั้งขึ้นใหม่ จึงเป็นประเด็นที่น่่าสนใจว่า บุคลากรของกรมส่งเสริมการปกครองท้องถิ่นที่รับผิดชอบงานพัฒนาบุคลากรท้องถิ่นส่วนใหญ่น่าจะเห็นด้วยที่จะให้ สำนักงานก.ถ.เป็นองค์กรอิสระขึ้นตรงต่อนายกรัฐมนตรี ซึ่งหากเป็นเช่นนั้นจริงจะทำให้ระบบการบริหารงานบุคคลของพวกเราข้าราชส่วนท้องถิ่นจะได้รับการยอมรับจากส่วนราชการอื่น ๆ มากยิ่งขึ้น เพราะจะมีฐานะเท่าเทียมกับสำนักงาน ก.พ. หรือ สำนักงานงานตำรวจแห่งชาติ ซึ่งค่อนข้างจะมีความเป็นอิสระในการบริหารจัดการสูง
          ในส่วนของข้าราชการส่วนท้องถิ่นที่ร่วมแสดงความเห็น นายธัญศักดิ์ แสงศรีจันทร์ ปลัดเทศบาลตำบลสุเทพ เห็นว่า ร่างกฎหมายฉบับนี้ มีข้อบกพร่องอยู่หลายประเด็น ไม่ได้ร่างขึ้นจากการมีส่วนร่วมของผู้ที่เกี่ยวข้อง โดยเฉพาะกลุ่มบุคคลที่ต้องถูกบังคับใช้ตามกฎหมายนี้ เปรียบเสมือนคนร่างไม่ได้ใช้ คนใช้ไม่ได้ร่าง ดังนั้น จึงอยากให้กรมส่งเสริมฯได้นำความเห็นของผู้ที่เกี่ยวข้องไปปรับปรุงร่างกฎหมายฉบับนี้ให้สามารถแก้ไขปัญหาในการบริหารงานบุคคลอย่างแท้จริง ไม่ว่า ปัญหาการใช้อำนาจของผู้บริหารที่ให้อำนาจอย่างสุดโต้ง ไม่ใช้ระบบคุณธรรมเป็นหลักในการบริหารงาน เป็นสาเหตุทำให้เกิดปัญหามากมาย ไม่ว่า จะเป็น การเรียกรับเงินจากการสอบแข่งขัน การบรรจุแต่งตั้ง การโยกย้าย การใช้อำนาจกลั่นแกล้งข้าราชการส่วนท้องถิ่นที่ทำงานตรงไปตรงมา หากไม่มีการแก้ไขอาจนำไปสู่ความเสียหายต่อองค์กร ต่อประชาชน และต่อราชการอย่างร้ายแรงได้ และอีกหลายท่านได้แสดงความเห็นที่สำคัญ เช่น ต้องการให้ สำนักงาน ก.ถ. ขึ้นตรงต่อนายกรัฐมนตรี มีสำนักงานก.ถ.ที่เป็นองค์กรอิสระ มีเลขาธิการก.ถ. เป็นเลขานุการ ก.ถ.และเลขานุการของคณะกรรมการพิทักษ์ระบบคุณธรรม ให้มีสำนักงาน อ.ก.ถ.จังหวัด โดยมีหัวหน้าสำนักงานอ.ก.ถ.จังหวัดเป็นเลขานุการ อ.ก.ถ.จังหวัดไม่ใช่ให้ท้องถิ่นจังหวัดเป็นเช่นปัจจุบัน ทั้งนี้ บุคลากรและงบประมาณในการจัดตั้งสำนักงาน ก.ถ. หรือสำนักงาน อ.ก.ถ.จังหวัด ก็ให้โอนงบประมาณที่เคยจัดสรรให้กรมส่งเสริมฯในด้านนี้มาตั้งจ่ายในสำนักงานก.ถ. และให้บุคลากรที่รับผิดชอบงานด้านบริหารงานบุคคลส่วนท้องถิ่นของกรมส่งเสริมฯไม่ว่าจะเป็นส่วนกลางหรือส่วนภูมิภาคโอนมาอยู่ในสำนักงานก.ถ. และสำนักงาน อ.ก.ถ.จังหวัด โดยอาจเปิดโอกาสรับโอนข้าราชการส่วนท้องถิ่นที่มีประสบการณ์เข้าไปทำหน้าที่ในสำนักงาน ก.ถ. หรือสำนักงาน อ.ก.ถ.จังหวัดด้วย อีกประเด็นหนึ่งที่ได้มีการนำเสนอก็คือ กรมส่งเสริมฯควรที่จะจัดเวทีระดมความเห็นครั้งสุดท้ายก่อนประมวลสรุปปรับปรุงร่างกฎหมายนี้เสนอคณะกรรมการกฤษฎีกา โดยการเชิญ ตัวแทนของสมาคม สมาพันธ์ ชมรม ที่เกี่ยวข้องกับองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น เช่น สมาคมพนักงานส่วนตำบล สมาคมพนักงานเทศบาล สมาพันธ์ปลัดอบต. สันนิบาตเทศบาล เป็นต้น รวมทั้ง ตัวแทน ก.อบต.จังหวัด แต่ละจังหวัด เพื่อนำร่างต้นฉบับและความเห็นจากการไปรับฟังทั่วทุกภูมิภาคจัดเป็นหมวดหมู่แล้วให้ที่ประชุมเวทีนี้ได้ร่วมกันกลั่นกรองและจัดเรียงให้เป็นร่างกฎหมายที่สมบูรณ์ เพื่อให้เป็นร่างที่ฝ่ายที่เกี่ยวข้องมีส่วนร่วมอย่างแท้จริง.
          ครับเวทีรับฟังความเห็นของกรมส่งเสริมฯได้เสร็จสิ้นลงแล้ว เท่าที่รับฟังจากคณะวิทยากรได้แจ้งว่า หลังจากนี้ก็จะนำร่างกฎหมายฉบับนี้เสนอต่อคณะกรรมการกฤษฎีกา โดยจำนำความเห็นขององค์กรปกครองส่วนท้อง
ถิ่นที่ได้แสดงความเห็นไว้ในแต่ละภูมิภาค แนบไปด้วยเพื่อให้คณะกรรมการกฤษฎีกาใช้ประกอบในการพิจารณา ซึ่งก็แสดงว่า ร่างกฎหมายฉบับนี้จะไม่มีการปรับปรุงใหม่ตามความเห็นของพวกเราที่ร่วมแสดงความเห็นไว้ แต่จะนำไปให้คณะกรรมการกฤษฎีประกอบในการพิจารณาเท่านั้นเอง ก็น่าเสียดายหากกรมส่งเสริมฯจะทำเช่นนั้น เพราะจะทำให้การมีส่วนร่วมของบุคคลที่เกี่ยวข้องที่กรมส่งเสริมฯไปรับฟังมาสูญเสียไป เพราะไม่แน่ใจว่าคณะกรรมการกฤษฏีกาท่านจะมาอ่านความเห็นของพวกเราหรือไม่ อย่างไรก็ตาม แม้ว่ากรมส่งเสริมฯจะนำความเห็นของพวกเราไปปรับปรุงแก้ไขหรือไม่ อาจไม่ใช่เรื่องสำคัญ หากพวกเราที่ต้องถูกบังคับใช้ด้วยกฎหมายฉบับนี้ จะหันหน้ามาร่วมมือกันจัดทำร่างกฎหมายของพวกเราขึ้นมาเอง แล้วใช้กระบวนการทางรัฐธรรมนูญที่สามารถเสนอร่างกฎหมายเองได้ด้วยการร่วมลงชื่อ ๒๐,๐๐๐ รายชื่อ ซึ่งข้าราชการส่วนท้องถิ่นทั่วประเทศเกินอยู่แล้ว ซึ่งสมาคมพนักงานส่วนตำบล สมาคมพนักงานเทศบาล และสมาพันธ์ปลัดอบต.แห่งประเทศไทย ได้ร่วมสัมมนาและมีข้อตกลงเบื้องต้นเมื่อวันที่ ๒ สิงหาคม ๒๕๕๑ ที่ผ่านมา ที่จะร่วมกันร่างกฏหมายระเบียบข้าราชการส่วนท้องถิ่น เป็นฉบับของพวกเราขึ้นมาเอง โดยหลายฝ่ายก็เห็นด้วยไม่ว่าจะเป็นผู้แทนของกรมส่งเสริมฯหรือคณะกรรมการการกระจายอำนาจฯเอง วันนี้ผ่านมาแล้วเกือบเดือน ยังไม่เห็นความคืบหน้าอะไรเลย สอบถามบุคคลที่เกี่ยวข้องก็บอกว่า อยู่ระหว่างการแต่งตั้งคณะทำงานร่วม และบางท่านก็อ้างว่า ในช่วงที่ผ่านมาเป็นช่วงที่อยู่ระหว่างการคัดเลือกก.อบต. (ก.กลาง) จึงยังไม่มีความเคลื่อนไหวในเรื่องนี้ แม้ว่า เหตุผลพอฟังได้ เพราะต้องเห็นใจว่า หนึ่งคณะกรรมการฯทั้งหลายมีงานประจำต้องทำโดยเฉพาะการจัดทำร่างข้อบัญญัติงบประมาณรายจ่ายประจำปี และหลายคนที่เป็นแกนนำก็อยู่ระหว่างการเสนอตัวเพื่ออาสาลงสมัครก.อบต. หรือ ก.ท. แล้วแต่กรณี จึงทำให้การแต่งตั้งคณะทำงานร่วมระหว่างกันต้องสดุดและไม่คืบหน้าในการจัดทำร่างกฎหมาย แต่บัดนี้ ผมเห็นว่า น่าจะถึงเวลาแล้วที่ทั้งสามองค์กรจะได้หันมาทำเรื่องนี้อย่างจริงจังเสียที เหตุผล หนึ่ง ส่วนใหญ่ร่างข้อบัญญัติงบประมาณรายจ่ายประจำปี ๒๕๕๒ น่าจะผ่านสภาฯหมดแล้วไม่ต้องกังวลอีก สองการเลือก ก.อบต.หรือ ก.ท. เสร็จสิ้นลงเรียบร้อย และสามที่สำคัญคือ กรมส่งเสริมฯกำลังรุกคืบในการจัดเวทีรับฟังความเห็น ซึ่งผมเชื่อว่าส่วนใหญ่ผู้เข้าร่วมรับฟังความเห็น จะต้องลงความเห็นในแบบสอบถามในภาพรวมว่า เห็นด้วยกับร่างกฎหมายของกรมส่งเสริมฯ เพราะกรมส่งเสริมฯไม่ได้นำร่างของก.กระจายอำนาจฯมาเปรียบเทียบด้วยว่า ผู้เข้ารับฟังความเห็น เห็นด้วยกับร่างของกรมส่งเสริมฯหรือของก.กระจายอำนาจฯมากกว่ากัน ดังนั้น กรมส่งเสริมฯอาจอ้างว่า ผู้เข้าร่วมรับฟังความเห็นส่วนใหญ่เห็นด้วยแล้ว จึงมีความชอบธรรมที่จะเสนอคณะกรรมการกฤษฏีกาและคณะรัฐมนตรีพิจารณาต่อไป หากคณะกรรมการบริหารของทั้ง ๓ องค์กร ไม่ว่าจะเป็น สมาคมพนักงานเทศบาล สมาคมพนักงานส่วนตำบล และสมาพันธ์ปลัดอบต.แห่งประเทศไทยยังมะงุ่มมะงาหลาอยู่อย่างนี้ อีกหนึ่งปีร่างกฎหมายฉบับนี้ก็ไม่แล้วเสร็จครับ และอยากท้วงติงไว้ด้วยว่า การคัดเลือกตัวแทนขององค์กรไปเป็นคณะทำงานก็ควรคัดเลือกให้ดีไม่ควรเห็นแก่โควต้า หรือบุคคลใกล้ชิด หรือบุคคลที่ไว้ใจเพียงอย่างเดียวแต่ไม่มีใจรัก หรือไม่ได้มีความรู้ความเชี่ยวชาญในเรื่องนี้ เข้าไปร่วมเป็นคณะทำงานเพราะนอกจากไม่เกิดประโยชน์แล้ว ยังจะเป็นตัวถ่วงด้วยซ้ำไป และก็อยากให้องค์กรทั้ง ๓ ได้ถือเรื่องนี้เป็นวาระที่สำคัญของทั้ง ๓ องค์กรด้วย เพราะร่างกฎหมายฉบับนี้ถือว่าเป็นหัวใจของพวกเรา ข้าราชการส่วนท้องถิ่นจะอยู่ดีมีสุข ตกนรกหรือขึ้นสวรรค์ก็ด้วยความหวังจากกฏหมายฉบับนี้ ดังนั้น ไม่อยากใ้ห้ผู้นำของสมาคมฯและสมาพันธ์ฯ เห็นเป็นเรื่องเล่น หรือเป็นเรื่องเล็กน้อย หรือไม่สำคัญ หรือให้ความสำคัญน้อยกว่าการจัดงานสัมมนาประจำปี โดยองค์กรทั้ง ๓ ต้องสนับสนุนงบประมาณสำหรับดำเนินการในเรื่องนี้ เช่น ค่าเดินทาง ค่าเบี้ยเลี้ยง ค่าเอกสาร ค่าประชาสัมพันธ์ สำหรับตัวแทนของแต่ละองค์กร ซึ่งผมเชื่อว่า ทั้ง ๓ องค์กรมีงบประมาณของตนพอสมควรอยู่แล้ว การที่จะจัดสรรงบประมาณเพื่อให้งานนี้สำเร็จลุล่วงด้วยดีไม่เดือดร้อนคนที่ทำงานจึงไม่น่าจะเป็นเรื่องยาก และไม่อยากให้ละทิ้งความเห็นของเพื่อน ๆ ข้าราชการส่วนท้องถิ่นทั่วประเทศ ควรสร้างกระแสการมีส่วนร่วมตั้งแต่เริ่มกระบวนการการจัดทำงานร่างฯ มิใช่จัดทำงานร่างเสร็จแล้วจึงค่อยนำมาให้เพื่อน ๆ ข้าราชการส่วนท้องถิ่นมาแสดงความเห็นเหมือนดังเช่นร่างของกรมส่งเสริมฯหรือร่างของก.กระจายอำนาจฯ หากทำได้จะทำให้เกิดกระบวนการมีส่วนร่วม และจะนำไปสู่การรวมตัวกันของข้าราชการส่วนท้องถิ่นทุกประเภท จนอาจก่อตัวขึ้นเป็นสมาพันธ์ข้าราชการส่วนท้องถิ่นดังที่หลายท่านอยากให้เป็น ซึ่งอาจกล่าวได้ว่าเป็น "พันธมิตรชาวท้องถิ่น" ก็ว่าได้ .
          สุดท้ายต้องขออภัยน้อง ๆ ไม่ว่าจะเป็นข้าราชการส่วนท้องถิ่นด้วยกันเอง หรือพนักงานจ้าง หรือลูกจ้างประจำ ก็แล้วแต่ที่ได้สอบถามและให้เกียรติทีมงานกลุ่มเพื่อนข้าราชการส่วนท้องถิ่น (กลุ่มเพื่อนพนักงานส่วนตำบลเดิม) ต้องการให้ทีมงานฯจัดติวเข้มเพื่อเตรียมสอบภาค ก.ของกรมส่งเสริมฯทีี่่จะสอบในวันที่ ๒๑ กันยายน ๒๕๕๑ นี้ มีหลายท่านขอร้องให้จัด และหลายท่านชื่นชมกับผลสำเร็จที่ทีมงานฯได้จัดไปเมื่อปีก่อน ๆ ทางทีมงานฯฝากขอบคุณมาด้วยความจริงใจ แต่ด้วยเหตุผลหลาย ๆ ประการ จึงไม่สามารถจะจัดติวให้ได้ ต้องขออภัยมาเป็นอย่างยิ่งด้วย แต่อย่างไรก็ตามมีทีมงานของเทศบาลตำบลป่าแดด อ.เมืองเชียงใหม่ กำหนดจัดติวให้กับข้าราชการ พนักงานและลูกจ้างของเทศบาลและอบต.ในเขตจังหวัดเชียงใหม่ ในวันที่ ๓๐ - ๓๑ สิงหาคม ๒๕๕๑ นี้ สามารถโทร.สอบถามไปได้ที่ท่านปลัดเทศบาลตำบลป่าแดด อ.เมืองเชียงใหม่ (ป.หลิว) โทร.081-9504571 หรือหากต้องการติวกับทีมงานวิทยากรของกลุ่มเพื่อนฯเดิม (อ.ไซอิ๋ว,อ.เดย์) ให้โทร.สอบถามรายละเอียดโดยตรงด้วยตนเองที่ 081-1793939 สำหรับวันนี้ลาไปก่อนครับ โชคดีทุกท่าน สวัสดีครับ.

พิพัฒน์ วรสิทธิดำรง
phiphatw@hotmail.com
29 สิงหาคม 2551

พิมพ์ (print) หน้านี้เป็นไฟล์ pdf. คลิกที่นี่

 

ประมวลภาพบรรยากาศการประชุมชี้แจงและรับฟังความเห็นต่อร่างพระราชบัญญัติระเบียบข้าราชการส่วนท้องถิ่น พ.ศ.....
วันที่ ๒๕ สิงหาคม ๒๕๕๑ ณ ประชุมมหาวิทยาลัยเชียงใหม่ อำเภอเมืองฯ จังหวัดเชียงใหม่

คณะวิทยากรนำทีมงาน ผอ.พิษณุ พรหมจารีย์ ผอ.สำนักพัฒนาระบบการบริหารงานบุคคลส่วนท้องถิ่น ชี้แจงและรับฟังความเห็น
ข้าราชการส่วนท้องถิ่น และผู้บริหารท้องถิ่น ๘ จังหวัดภาคเหนือร่วมรับฟังการชี้แจง
ว่าที่ ร.อ.นิธิวรรธ์ โทวรรณะ
ปลัดอบต.แม่สะเรียง จังหวัดแม่ฮ่องสอน
ร่วมอภิปรายและแสดงความเห็ฯ
ผู้เข้าร่วมรับฟัง ฟังอย่างตั้งใจ
นายธัญศักดิ์ แสงศรีจันทร์
ปลัดเทศบาลตำบลสุเทพ จ.เชียงใหม่
ร่วมอภิปรายแสดงความเห็น

 

 

 

(หมายเหตุ.-ร่วมแสดงความคิดเห็น หรือส่งข้อเสนอแนะ หรือร่วมส่งบทความมาได้ ที่ป.พิพัฒน์โดยตรง ที่ phiphatw@hotmail.com หรือจะแสดงความคิดเห็นผ่านเว็บบอร์ดเสวนาทั่วไปหรือเว็บบอร์ด เสวนาบริหารงานบุคคก็ได้ครับ)

 

อ่านคอลัมน์ ชวนคุยเรื่องท้องถิ่นย้อนหลัง

  คลิกที่นี่