คำวินิจฉัยคณะกรรมการกฤษฏีกา

          สวัสดีเพื่อนข้าราชการส่วนท้องถิ่นทุกท่าน ก่อนอื่นต้องขออภัยในการหายไปเกือบสองอาทิตย์เต็ม เนื่องจากผมได้ลาพักผ่อนตั้งแต่วันที่ ๑๕ กันยายน ๒๕๕๑ ที่ผ่านมาเพิ่งกลับถึงเชียงใหม่เมื่อวันเสาร์ที่ ๒๗ กันยายน ๒๕๕๑ ลาครั้งนี้ เป็นการใช้สิทธิการลาตามปกติครับ ตั้งแต่รับราชการมา ๑๑ ปีกว่า ยังไม่เคยลายาวขนาดนี้มากก่อนเพิ่งได้ลาก็ครั้งนี้ ก็เลยถือโอกาสเดินทางไปหลายจังหวัดครับ เิริ่มต้นจากกรุงเทพฯ ได้มีโอกาสไปชมงาน "ศิลป์แผ่นดิน" ภายในพระที่นั่งอนันตสมาคม ถือว่าเป็นโชคดีมาก ๆ ที่ได้มีโอกาสเข้าชมพระที่นั่งอนันตสมาคมที่ไม่บ่อยนักที่จะมีโอกาส ไปกรุงเทพฯหลายครั้ง ยังไม่เคยเข้าไปชม ครั้งนี้มีโอกาสและยังได้ชมงาน "ศิลป์แผ่นดิน" เป็นงานที่ืทรงคุณค่าของแผ่นดินในรัชกาลที่ ๙ โดยแท้ นอกจากจะได้รับชมภาพวาดภายในพระที่นั่งฯที่ทรงคุณค่ายิ่งในรัชกาลที่ ๕ แล้ว ยังได้ชมงานฝีมือของช่างหลวง และช่างของศูนย์ศิลปาชีพฯ ที่งดงามอลังการ คุ้มค่ายิ่งสำหรับค่าเข้าชมเพียง ๑๕๐ บาท (นักเรียน-นักศึกษาในเครื่องแบบ ๗๕ บาท) เพื่อนข้าราชการฯท่านใดที่ได้เข้าไปอบรมหรือไปราชการที่กรุงเทพฯ หรือจะเดินทางไปเที่ยวชมโดยตรง สามารถเข้าชมได้ทุกวันเวลา ๑๐.๐๐ - ๒๐.๐๐ น. เว้นวันจันทร์ครับ อยากให้เพื่อน ๆ ได้มีโอกาสไปชมจริง ๆ เพราะสวยงามมาก หรือจะลองเข้าไปชมตัวอย่างที่เว็บไซต์นี้ได้ครับ www.artsofthekingdom.com หรือหากจะนำคณะผู้บริหาร สมาชิกสภาท้องถิ่น หรือข้าราชการเข้าชมโดยจัดเป็นโครงการศึกษาดูงาน ก็น่าจะทำได้ครับ จากกรุงเทพฯก็ได้ไปจังหวัดระยอง ชลบุรี นครราชสีมา แล้วก็กลับมาที่เชียงใหม่ ต่อไปยังจังหวัดพะเยา และจังหวัดเชียงรายครับ หากจะสาธยายก็คงหลายหน้ากระดาษพอสมควร เอาไว้จะขอเปิดคอลัมน์ใหม่ เพื่อนำประสบการณ์มาเล่าให้เพื่อน ๆ ได้ชื่นชมไปกับแหล่งท่องเที่ยวในท้องถิ่นของพวกเราอีกครั้งครับ แต่อย่างไรก็ตาม การเดินทางไปครั้งนี้ ผมได้รับการช่วยเหลือ ดูแล และต้อนรับจากเพื่อน ๆ หลายท่าน ต้องขอขอบคุณมา ณ ที่นี่ ครับ ประกอบด้วย พี่มณฑา เจริญสุขสุวรรณ ปลัดอบต.บางรักน้อย จ.นนทบุรี เป็นสารถีนำเที่ยวทั้งกรุงเทพฯและโคราชครับ ต้องขอบคุณพี่สาวคนนี้มาก ๆ ครับ (ให้ความสำคัญกับน้องคนนี้มาก โดยยอมสละเวลาอันมีค่าที่ต้องคอยส่งพ่อไปโรงพยาบาล) ถัดมาก็ ท่านปลัดกิ่งแก้ว กุดโอภาส ปลัดอบต.ปากช่อง จ.นครราชสีมา อนุเคราะห์ให้ที่พักและอาหารหลายมื้อ ท่านปลัดประสิทธิ์ เคียนจังหรีด ปลัดอบต.งิ้ว อ.ปักธงชัย จ.นครราชสีมา ให้การต้อนรับฉันท์มิตรที่ดี ขอขอบคุณพี่ไตรภพ บรรเทิงสุข ปลัดอบต.กะเฉด อ.เมืองระยอง ช่วยดูแลตลอดที่อยู่จังหวัดระยอง รวมทั้งพี่ปัทมา ครวญหา หน.กลุ่มงานการเงินฯสำนักงานท้องถิ่นจังหวัดระยอง ที่ยังคงเสมอต้นเสมอปลายกับน้องคนนี้ด้วยดีตลอดมา ขอขอบคุณท่านปลัดสาคร ปลัดอบต.แสมสาร อ.สัตหีบ จ.ชลบุรี นอกจากให้ที่พักแล้ว ยังพาเที่ยวในพื้นที่ค่ายทหารที่คนนอกน้อยนักจะได้เข้าชม สุดท้ายก็ท่านปลัดวรรณศิลป์ จีระกาศ ปลัดอบต.แม่คำ อ.แม่จัน จ.เชียงราย ที่อนุเคราะห์ที่พักและอาหารอย่างอบอุ่นครับ ในการเดินทางครั้งนี้ มีหลายเรื่องที่อยากเล่าสู่ให้เพื่อน ๆ ได้รับรู้ ทั้งเรื่องแหล่งท่องเที่ยว เรื่องประสบการณ์ในการเดินทาง เรื่องการทำงานของข้าราชการส่วนท้องถิ่น สำหรับรายละเอียดการเดินทางจะนำมาเล่าสู่กันฟังในวันหลังครับ
           เมื่อสัปดาห์ก่อนโน้น (๑๕ กันยายน) ได้นำเสนอเรื่อง "เครือข่ายข้าราชการส่วนท้องถิ่นพิทักษ์ระบบคุณธรรม" ได้รับการตอบรับจากหลายท่าน ต้องขอขอบคุณมา ณ ที่นี่ด้วยครับ ที่หลายท่านได้ร่วมให้กำลังใจและอยากเห็นการขับเคลื่อน แต่ก็ยังมีอยู่บางท่านที่แสดงความเห็น ไม่ใช่ไม่เห็นด้วยแต่เป็นลักษณะไม่เชื่อว่าในวงการท้องถิ่นเรา จะมีคนกล้าต่อกรกับอำนาจมืด อิทธิพลของผู้ที่ได้ชื่อว่า มีอำนาจล้นฟ้าอยู่ในมือจริง หลายท่านถึงกับแสดงความเห็นอยากให้ข้าราชการส่วนท้องถิ่นยอมรับสภาพที่เป็นอยู่ ผมคิดว่า นั่นคือความรู้สึกของข้าราชการส่วนท้องถิ่นส่วนใหญ่ครับ ที่ไม่ต้องการต่อสู้กับคนที่มีอำนาจเหนือกว่า แม้ว่า จะมีความรู้สึกอึดอัดหรือแม้ว่าจะเห็นว่า เบื้องหน้านั้นมืดมนก็ตาม เพราะข้าราชการส่วนท้องถิ่นส่วนใหญ่ ไม่ต้องการให้ผู้คนมองตนว่า "เป็นคนมีปัญหา" อยู่ที่ไหน ๆ ก็ไม่ได้ ต้องย้ายไปย้ายมา เสมือนเป็นผีตองเหลือง (ย้ายถิ่นฐานไปเรื่อย ๆ) หรือบางคนอาจกลัวเพื่อนมองตนว่า "เป็นกบเลือกนาย" อยู่กับนายคนไหนก็ไม่ได้ ผมเข้าใจความรู้สึกของเพื่อนข้าราชการส่วนท้องถิ่นครับ และไม่อาจตำหนิว่า สิ่งที่ท่านคิดนั้นผิด แต่อาจเป็นสิ่งที่ถูกต้อง (ก็ได้) เพราะไปไหน ๆ ก็มองไม่เห็นทางสว่าง เมื่อมองไม่เห็นทางสว่างก็อยู่กับความมืดก็แล้วกัน (หลายคนอาจคิดเช่นนี้) ตอนผมเรียนปริญญาโทที่มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ มีอาจารย์ท่านหนึ่งพูดติดตลกว่า เตี่ยของท่านบอกว่า "ลูกเอ้ย หากลื้อถูกข่มขืนหากสู้ไม่ได้ก็จงสนุกกับมัน" ผมเข้าใจเจตนาของอาจารย์ที่ต้องการสอนให้ลูกศิษย์เข้าใจว่า การทำงานนั้นทุกที่มีปัญหา เมื่อตั้งใจทำแล้ว หากฝืนไม่ได้ก็จงสนุกไปกับมันเสมือนคนถูกข่มขืนนั่นเอง ผมยกเรื่องนี้ขึ้นมา มิใช่ต้องการถอยนะครับ ผมรู้และมีสติดีว่า คนส่วนใหญ่ในสังคมไม่ต้องการอะไรมากไปกว่า การมีงานทำ มีเงินใช้ อยู่ใกล้บ้านและอยู่กับครอบครัวอย่างอบอุ่น สำหรับสังคมจะเป็นเช่นไรก็ไม่เป็นไร ขอเพียงไม่มากระทบตนเท่านั้นพอ แต่ผมก็คิดว่า มีข้าราชการส่วนท้องถิ่น (รวมทั้งลูกจ้างและพนักงานจ้าง) จำนวนไม่น้อยแม้เทียบไม่ได้กับกลุ่มแรก มีแนวคิดต้องการปลดแอกจะระบบที่เป็นอยู่ในปัจจุบันและต้องการเปลี่ยนแปลงไปสู่ระบบที่ดี ระบบที่เป็นธรรมแก่ทุกคน ระบบที่เราเรียกว่าตามที่ร่ำเรียนมาว่า "ระบบคุณธรรม" หากผมยังคงอยู่ในวงการท้องถิ่นอยู่ ผมจะพยายามรวบรวมคนที่กล้า (ไม่กลัวแม้ความตาย) ต้องการคนกล้าจริง ๆ ครับ เข้ามาเป็นเครือข่ายข้าราชการส่วนท้องถิ่นพิทักษ์ระบบคุณธรรม หากท่านใดมีแนวคิดและอุดมการณ์เช่นเดียวกัน เมล์แจ้งชื่อมาที่ผมได้ครับ แล้วจะได้นัดรวมพลเพื่อวางยุทธศาสตร์การดำเนินงานร่วมต่อไป (สำหรับท่่านที่ไม่มั่นใจตนเองว่าพร้อมจะตายได้ทุกเมื่อก็ไม่ต้องนะครับ) สำหรับแนวทางการดำเนินงาน เครือข่ายฯคงไม่ได้ไปตั้งป้อมสู้กับใครครับ แต่เราต้องการให้กำลังสำหรับคนดี คนกล้า คนมีอุดมการณ์ร่วมกันเท่านั้น มิให้คนเหล่านั้นมีความรู้สึกโดดเดี่ยว หรือเสมือนต่อสู้อยู่คนเดียว (หมาหัวเน่า) รวมทั้งร่วมกันผลักดันให้เกิดการเปลี่ยนแปลงระบบที่ไร้ทิศทางให้เกิดเป็นระบบที่ดี ระบบแห่งคุณธรรมมากขึ้น
           เมื่อวันที่ ๑๕ กันยายน ๒๕๕๑ ที่ผ่านมา กรมส่งเสริมการปกครองท้องถิ่นมีหนังสือวิทยุสื่อสารแจ้งผู้ว่าราชการจังหวัดทุกจังหวัด ให้รอฟังผลการพิจารณาการตีความข้อกฎหมายของคณะกรรมการกฤษฏีกาเกี่ยวกับกรณีที่ก.อบต.จังหวัดขอนแก่น หารือแนวทางการปฏิบัติหน้าที่ของก.อบต.จังหวัด กรณีที่ครบวาระ (หนังสือกรมส่งเสริมฯคลิกดู) พอเรื่องนี้ได้แพร่ขยายออกไปก็ทำให้เกิดความสั่นคลอนไปทั่วประเทศ ก.อบต.จังหวัดส่วนใหญ่ไม่กล้าที่จะเปิดประชุมต่อ เนื่องจากเกรงว่า หากมีมติใดออกไปอาจเกิดผลกระทบต่อข้าราชการส่วนท้องถิ่นในวงกว้างได้ แต่ก็มีก.อบต.จังหวัดหลายแห่งก็ยอมที่จะเสี่ยงประชุมโดยมีข้อแม้ว่า หากคณะกรรมการกฤษฏีกาตีความว่า ขัดกับบทบัญญัติรัฐธรรมนูญก็ถือว่าการประชุมครั้งนั้นโมฆะไป แต่หากตีความเป็นคุณก็ถือว่าโชคดีไป และล่าสุดกรมส่งเสริมฯได้มีหนังสือวิทยุสื่อสารลงวันที่ ๒๖ กันยายน ๒๕๕๑ (คลิกดูที่นี่) แจ้งให้ผู้ว่าราชการจังหวัดทราบถึงสถานะแห่งหนังสือฉบับลงวันที่ ๑๕ กันยายน ๒๕๕๑ ว่ามิได้มุ่งให้มีการชลอการประชุม ก.จังหวัด แต่ให้ก.จังหวัด ใช้ดุลยพิินิจเอง ทั้งนี้ มีข่าวล่าสุดจากนายสรณะ เทพเนาว์ นายกสมาคมพนักงานเทศบาลแห่งประเทศไทยแจ้งว่า คณะกรรมการกฤษฏีกามีมติในการประชุมเมื่อวันที่ ๒๕ กันยายน ๒๕๕๑ มีความเห็นต่อประเด็นดังกล่าวแล้ว โดยให้ก.จังหวัดสามารถปฏิบัติหน้าที่ตามพระราชบัญญัติระเบียบบริหารงานบุคคลส่วนท้องถิ่น พ.ศ. ๒๕๔๒ ได้ตามปกติ โดยคาดว่าจะมีหนังสือตอบข้อหารือของกรมส่งเสริมฯภายในสัปดาห์นี้ ซึ่งหากเป็นเช่นนั้นจริงก็เป็นสิ่งที่ดีครับ จะได้คลายความกังวลสำหรับเพื่อนข้าราชการส่วนท้องถิ่นทั่วประเทศที่กังวลเกี่ยวกับแผนอัตรากำลังพนักงาน/ข้าราชการ แผนอัตรากำลังพนักงานจ้าง รวมทั้งเรื่องผลประโยชน์ตอบแทนอื่นเป็นกรณีพิเศษ อีกทั้งเรื่องการโอน(ย้าย) การเลื่อนขั้น เลื่อนระดับ ที่วิตกกังวลกันมากก็จะได้หายใจโล่งเสียที
          ครับ แม้ว่าจะเป็นเรื่องที่น่าดีใจสำหรับการตีความของคณะกรรมการกฤษฏีกาในเรื่องดังกล่าว แต่ก็เป็นที่น่าสังเกตว่า คณะกรรมการกฤษฏีกาไม่ได้ตีความว่า พ.ร.บ.ระเบียบบริหารงานบุคคลส่วนท้องถิ่น พ.ศ. ๒๕๔๒ ในหมวดว่าด้วย คณะกรรมการข้าราชการ/พนักงานส่วนท้องถิ่นนั้น ขัดกับบทบัญญัติรัฐธรรมนูญหรือไม่ เนื่องจากคณะกรรมการกฤษฏีกาเห็นว่า ประเด็นนี้มิใช่อำนาจหน้าที่ของคณะกรรมการกฤษฏีกา แต่เป็นอำนาจหน้าที่ของศาลรัฐธรรมนูญที่จะตีความในเรื่องนี้ เมื่อเป็นเช่นนี้ ก็อยากฝากไปยังคณะกรรมการกลางข้าราชการ/พนักงานส่วนท้องถิ่น (ก.กลาง) และคณะกรรมการข้าราชการ/พนักงานส่วนท้องถิ่น (ก.จังหวัด) ทุกคณะว่า ในช่วงที่ยังมิได้มีการตราพระราชบัญญัติแก้ไขสัดส่วนของคณะกรรมการฯ ที่ต้องให้เป็นไปตามรัฐธรรมนูญจากเดิม ๓ ฝ่าย เป็น ๔ ฝ่าย นั้น ควรทึ่คณะกรรมการฯทุกชุดจะได้ตระหนักให้มากว่า การจะมีมติใด ๆ ออกมาในช่วงนี้ ควรเป็นมติที่เป็นไปเพื่อแก้ไขปัญหาให้แก่ข้าราชการส่วนท้องถิ่นและองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น โดยเลือกที่จะมีมติที่เป็นไปในทางที่เป็นคุณ โดยชลอการมีมติที่อาจจะเป็นโทษต่อข้าราชการส่วนท้องถิ่น เพราะหากคณะกรรมการฯชุดหนึ่งชุดใดมีมติไปเช่นนั้น ผู้ได้รับผลกระทบจากมติดังกล่าว ก็อาจมีการอุทธรณ์คำสั่งหรือมติไปยังศาลปกครอง และศาลปกครองก็ชอบที่จะเสนอเรื่องการตีความข้อกฎหมายไปยังศาลรัฐธรรมนูญ และหากศาลรัฐธรรนูญรับเรื่องไว้ ตอนนั้นแหละที่คณะกรรมการฯทุกชุดต้องหยุดปฏิบัติหน้าที่ชั่วคราวไปจริง ๆ และเกิดศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัยว่าขัดรัฐธรรมนูญเมื่อใด เมื่อนั้นแหละผลกระทบก็จะเกิดในวงกว้างยากที่จะเยียวยากันไหว ยิ่งช่วงนี้รัฐบาลก็ไม่นิ่ง ง่อนแ้ง่นเต็มที หากมีการยุบสภาขึ้นมาในช่วงทีี่่ศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัยแล้ว ไม่รู้ว่าอะไรจะเกิดขึ้น การบริหารงานบุคคลของท้องถิ่น คงต้องหยุดชงักไปอีกยาวไกล (วิตกไว้ก่อน ดีกว่าตามแก้ทีหลัง) และเมื่อนั้น ไม่รู้ว่าใครต้องรับผิดชอบ เพราะหน่วยงานที่รับผิดชอบเสนอร่างกฏหมายคือกรมส่งเสริมฯและกระทรวงมหาดไทย ก็ยังไม่มีท่าทีว่าจะเสนอร่างกฎหมายนี้เมื่อใด ก็ฝากไว้ให้คิดครับ
          วันนี้ เป็นวันสุดท้ายของปีงบประมาณ ๒๕๕๑ แล้วครับ ผ่านไปอีกหนึ่งปี สำหรับมนุษย์เงินเดือน ต้องขอแสดงความยินดีกับข้าราชการส่วนท้องถิ่นทุกท่านที่ได้หยุดพักผ่อนด้วยการเกษียณอายุเสียที หลังจากต้องทำงานมาหลายสิบปี แต่สำหรับข้าราชการส่วนท้องถิ่นที่ยังต้องทำงานก็ขอให้กำลังใจทุกท่านได้มีขวัญกำลังใจร่วมชะตาชีวิตไปด้วยกัน จนกว่าวันนั้น วันที่เราต้องหยุดพักยาวในวันเกษียณอายุราชการจะมาถึงครับ
          สุดท้ายขออนุโมทนาในบุญกุศลที่เพื่อน ๆ ข้าราชการส่วนท้องถิ่นหลาย ๆ ท่านที่ได้ร่วมกันบริจาคเงินเพื่อร่วมทำบุญอุทิศส่วนกุศลไปให้ปลัดฯป๊อป (อัฐพงศ์ ก้อนลม) ผ่านมายังผมและทีมงานกลุ่มเพื่อนข้าราชการส่วนท้องถิ่น สำหรับศพของปลัดฯป๊อปทราบว่า ได้มีพิธีฌาปนกิจไปแล้วเมื่อวันที่ ๒๑ กันยายน ที่ผ่านมา โดยขณะนี้ยังไม่พบส่วนของศีรษะที่หายไป โดยญาติของปลัดฯป๊อป ได้นำเถ้าและกระดูกกลับบ้านเกิดที่จังหวัดตากแล้ว และจะมีพิธีทำบุญอุทิศส่วนกุศลให้ปลัดฯป๊อปครบ ๑๐๐ วัน ในวันที่ ๑๙ ธันวาคม ๒๕๕๑ ณ จังหวัดตาก สำหรับเพื่อน ๆ ข้าราชการส่วนท้องถิ่นท่านใดที่มีจิตเจตนาจะร่วมทำบุญยังสามารถบริจาคเงินผ่านธนาคารได้ครับ โดยผมคาดว่าจะนำเงินที่ได้รับบริจาคนำไปมอบให้ครอบครัวของปลัดฯป๊อปประมาณปลายเดือนตุลาคม ๒๕๕๑ นี้ครับ (รายละเอียดคลิกที่นี่) วันนี้ขอตัวไปก่อนนะครับ สวัสดีครับ.

 

พิพัฒน์ วรสิทธิดำรง
phiphatw@hotmail.com
๓๐ กันยายน ๒๕๕๑

ดู/พิมพ์บทความข้างต้นเป็นไฟล์ pdf ได้ คลิกที่นี่

ร่วมแสดงความเห็นกับบทความข้างต้น คลิกที่นี่

อ่านคอลัมน์ ชวนคุยเรื่องท้องถิ่น...ย้อนหลัง คลิกที่นี่

 

 

 

 

Web Design Factory
web-design-factory.net