บทความพิเศษ เรื่อง....

"สังคมที่เปลี่ยนแปลง Social Change  กับบทบาท ปลัด อบต. สู่ ปลัดเทศบาล"

          ตามหลักเกณฑ์การจัดตั้งและเปลี่ยนแปลงฐานะองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น กรณีจัดตั้งองค์การบริหารส่วนตำบลเป็นเทศบาลตำบล โดยมาตรา 42 วรรคแรก แห่ง พระราชบัญญัติสภาตำบลและองค์การบริหารส่วนตำบล พ.ศ. 2537 (และที่แก้ไขเพิ่มเติมถึงฉบับที่ 5 พ.ศ. 2546) บัญญัติว่า “ภายใต้บังคับแห่งกฎหมายว่าด้วยเทศบาล อาจจัดตั้งองค์การบริหารส่วนตำบลขึ้นเป็นเทศบาลได้ โดยทำเป็นประกาศกระทรวงมหาดไทย”  และมาตรา 7 แห่งพระราชบัญญัติเทศบาล พ.ศ. 2496 (และที่แก้ไขเพิ่มเติมถึง ฉบับที่ 12 พ.ศ. 2546 บัญญัติว่า “เมื่อท้องถิ่นใดมีสภาพอันสมควรยกฐานะเป็นเทศบาล ให้จัดตั้งท้องถิ่นนั้น ๆ เป็นเทศบาลตำบล เทศบาลเมือง หรือเทศบาลนคร ตามพระราชบัญญัตินี้” ประกอบกับการพิจารณาจัดตั้งองค์การบริหารส่วนตำบลเป็นเทศบาลตำบล  จึงมีองค์ประกอบเพียงสภาพของท้องถิ่นอันสมควรยกฐานะเป็นเทศบาลตำบลเท่านั้น ดังนั้นแนวทางปฏิบัติจึงควรพิจารณาการจัดตั้งองค์การบริหารส่วนตำบลเป็นเทศบาลตำบล ดังนี้
          1.  สภาพของความเป็นชุมชน
          2.  จำนวนรายได้ว่าเหมาะสมและเพียงพอต่อการปฏิบัติหน้าที่ในการบริการสาธารณะกับประชาชนตามอำนาจหน้าที่ของเทศบาลตำบล หรือไม่เพียงใด
          3.  เจตนารมณ์ของประชาชนในเขตองค์การบริหารส่วนตำบล ซึ่งแสดงเจตนาให้จัดตั้งเป็นเทศบาลตำบล
          โดยจะต้องแสดงเหตุผลและความเห็นขององค์การบริหารส่วนตำบลผ่านอำเภอและจังหวัดประกอบ การพิจารณาของกระทรวงมหาดไทย และเมื่อได้รับการพิจารณาของกระทรวงมหาดไทยให้จัดตั้งขึ้นเป็นเทศบาลได้ โดยทำเป็นประกาศของกระทรวงมหาดไทย จึงทำให้องค์การบริหารส่วนตำบลที่ได้รับการพิจารณาจัดตั้งเป็นเทศบาลตำบล มีขอบเขต อำนาจหน้าที่ และการใช้อำนาจเพิ่มมากขึ้นตามกฎหมายที่จัดตั้ง แต่บุคลากรที่สังกัดในองค์การบริหารส่วนตำบลที่จัดตั้งเป็นเทศบาลตำบล เช่น ปลัดองค์การบริหารส่วนตำบลที่ปฏิบัติงานมาตั้งแต่เริ่มมีกฎหมายจัดตั้งองค์การบริหารส่วนตำบลและถือว่าเป็นจุดกำเนิดเริ่มแรกของบุคลากรที่ปฏิบัติงานควบคู่กับองค์การบริหารส่วนตำบลก็ว่าได้ ซึ่งปลัดองค์การบริหารส่วนตำบลบางท่านดำรงตำแหน่งปลัดองค์การบริหารส่วนตำบลไม่น้อยกว่า 10 ปี ตั้งแต่เริ่มก่อตั้งองค์การบริหารส่วนตำบลจนถึงกระทั่งได้รับการจัดตั้งเป็นเทศบาล และได้ปฏิบัติหน้าที่ภายใต้กฎหมาย รัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พุทธศักราช 2550 ที่บัญญัติแนวทางของท้องถิ่นที่เด่นชัด โดยกำหนดให้รัฐต้องกระจายอำนาจให้ท้องถิ่นพึ่งตนเอง และตัดสินใจในกิจการของท้องถิ่นได้เอง โดยคำนึงถึงเจตนารมณ์ของประชาชนในพื้นที่ ทำให้รัฐต้องเพิ่มบทบาทอำนาจหน้าที่ให้องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นดำเนินการบริหารจัดการแทน เพื่อจะได้ตอบสนองความต้องการของประชาชนในท้องถิ่นได้อย่างถูกต้อง รวดเร็ว และทั่วถึง แต่เงื่อนไขสำคัญที่จะทำให้การดำเนินงานกระจายอำนาจดังกล่าวประสบผลสำเร็จ คือ การมีส่วนร่วมของประชาชนที่จะเข้ามาร่วมคิด ร่วมตัดสินใจร่วมดำเนินภารกิจ และร่วมตรวจสอบองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น เพื่อให้การปฏิบัติงานขององค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นเป็นไปอย่างโปร่งใส เกิดประโยชน์สูงสุดต่อประชาชน

          ประเด็นดังกล่าวเห็นได้ว่า รัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พุทธศักราช 2550 ได้กำหนดให้ท้องถิ่นพึ่งตนเองและตัดสินใจในกิจการหรือการดำเนินการของท้องถิ่นได้เอง ประกอบกับได้กำหนดตำแหน่งปลัดองค์การบริหารส่วนตำบลมาควบคู่กับการจัดตั้งองค์การบริหารส่วนตำบล ตามพระราชบัญญัติสภาตำบลและองค์การบริหารส่วนตำบล พ.ศ. 2537 เพื่อเป็นกลไกสำคัญในการขับเคลื่อนเครื่องจักรเปรียบเทียบได้คือ องค์การบริหารส่วนตำบล ในการขับเคลื่อนการทำงานตั้งแต่เริ่มก่อตั้งองค์การบริหารส่วนตำบล โดยมีบทบาทสำคัญในการพัฒนา ร่วมคิด  ร่วมตัดสินใจ ร่วมดำเนินภารกิจ ร่วมแก้ไขปัญหาและอุปสรรคต่าง ๆ ที่เกิดขึ้นในพื้นที่ เพื่อให้การปฏิบัติงานขององค์การบริหารส่วนตำบลเป็นไปอย่างโปร่งใส เกิดประโยชน์สูงสุดและตรงตามความต้องการของประชาชน โดยมีปลัดองค์การบริหารส่วนตำบลเป็นตัวแทนขับเคลื่อนที่สำคัญ และมีปลัดองค์การบริหารส่วนตำบลบางท่าน ได้รับการบรรจุและแต่งตั้งเมื่อมีการเริ่มก่อตั้งองค์การบริหารส่วนตำบล และปฏิบัติงานในองค์การบริหารส่วนตำบลที่ตนเองบรรจุมาไม่น้อยกว่า 10 ปี แต่ด้วยการกระจายอำนาจให้ท้องถิ่นได้กำหนดให้มีการถ่ายโอนภารกิจ การถ่ายโอนงบประมาณ การถ่ายโอนบุคลากร การมีส่วนร่วมของประชาชน และด้านกฎหมายทำให้องค์การบริหารส่วนตำบล ที่มีสภาพอันสมควรยกฐานะ เป็นเทศบาลให้จัดตั้งองค์การบริหารส่วนตำบลขึ้นเป็นเทศบาลได้โดยทำเป็นประกาศของกระทรวงมหาดไทย ทำให้คำว่า “ ปลัดองค์การบริหารส่วนตำบล” ต้องเปลี่ยนเป็น “ปลัดเทศบาล” จากการจัดตั้งและยกฐานะจากองค์การบริหารส่วนตำบลเป็นเทศบาลตำบล ในมุมมองของบุคคลทั่วไปคิดว่า การปรับเปลี่ยนดังกล่าวเป็นการเจริญในหน้าที่การงาน โดยตำแหน่งสูงขึ้นและอยู่ในองค์กรที่สูงขึ้น แต่ในมุมกลับกันในมุมของผู้ดำรงตำแหน่งปลัดองค์การบริหารส่วนตำบล อาจไม่มองเช่นนั้น กลับมองว่าสิ่งที่บุคคลอื่นคิดว่าเป็นความก้าวหน้าในหน้าที่การทำงาน ในการยกฐานะและจัดตั้งเป็นเทศบาลตำบลเป็นสิ่งที่ตนเองต้องคิดถึงการจะดำรงตำแหน่งปลัดเทศบาลได้หรือเปล่า และจะอยู่ในองค์กรหรือหน่วยงานที่ตนเองเป็นกลไกตัวแรกในการขับเคลื่อนในการพัฒนา ร่วมคิด ร่วมตัดสินใจ ร่วมภารกิจ ร่วมแก้ไขปัญหาและอุปสรรคในพื้นที่ ประกอบกับการดำเนินการดังกล่าว ที่ต้องร่วมกับประชาชนในพื้นที่ในการมีส่วนร่วมของประชาชน  ทำให้เกิดความรัก  ความสนิทสนม   การช่วยเหลือ  การพึ่งพาอาศัยซึ่งกันและกันของประชาชนกับปลัดองค์การบริหารส่วนตำบล แต่สิ่งที่ปรากฏ  ตามระเบียบและกฎหมายที่บังคับใช้ ณ ปัจจุบัน ที่ได้กำหนดขนาดเทศบาลและการกำหนดระดับตำแหน่งผู้บริหารของเทศบาล คือ การกำหนดหลักเกณฑ์รายได้มาเป็นตัวกำหนดการดำรงตำแหน่งปลัดเทศบาล ทำให้ปลัดองค์การบริหารส่วนตำบลหลาย ๆ ท่านไม่สามารถดำรงตำแหน่งปลัดเทศบาลในเทศบาลที่ได้รับการจัดตั้งจากองค์การบริหารส่วนตำบลได้ เนื่องจากระดับของปลัดองค์การบริหารส่วนตำบลที่เป็นปลัดเทศบาล มีคุณสมบัติไม่ตรงตามหลักเกณฑ์การกำหนดขนาดเทศบาลและการกำหนดระดับตำแหน่งผู้บริหารของเทศบาล
          จากเหตุดังกล่าว จึงเป็นสิ่งที่น่าคิดว่าตำแหน่งปลัดองค์การบริหารส่วนตำบล ซึ่งเป็นกลไกขั้นแรกของการจัดตั้งองค์การบริหารส่วนตำบล และเป็นบุคลากรที่สำคัญในองค์กร เมื่อพบการเปลี่ยนแปลงในชีวิตที่บุคคลทั่วไป คิดว่าดี แต่ตรงกันข้ามกับปลัดองค์การบริหารส่วนตำบลบางท่านที่คิดว่าสิ่งที่เปลี่ยนแปลงในชีวิตกับเป็นสิ่งที่เลวร้ายในชีวิตก็ได้ กลับการที่ไม่รู้ว่าในอนาคตของ คำว่า “ปลัดเทศบาล” จะเป็นอย่างไร กับการที่องค์การบริหารส่วนตำบลได้ยกฐานะและจัดตั้งเป็นเทศบาลที่ตนเองเป็นบุคลากรเริ่มแรกเหตุการณ์ดังกล่าว คงเป็นสิ่งที่น่าคิดว่าเราจะอยู่ในองค์กรเก่าที่มีการเปลี่ยนแปลงได้หรือไม่ และเป็นสิ่งที่น่าจะมีการทบทวนแนวทางการดำเนินการและแนวทางปฏิบัติดังกล่าว
          แต่อย่างไรก็ตามปลัดองค์การบริหารส่วนตำบล ที่ได้รับการเปลี่ยนแปลงเป็นปลัดเทศบาล ต้องยอมรับในกติกาที่กฎหมายกำหนดและผลที่อาจเกิดขึ้นได้ในอนาคตเพราะการเปลี่ยนแปลงที่เกิดขึ้น เพื่อประโยชน์ในการพัฒนาความเจริญก้าวหน้า บทบาทหน้าที่ การเติบโตของชุมชน โดยสิ่งที่เกิดการเปลี่ยนแปลตรงตามระบบการจัดการแบบการมีส่วนร่วมของชุมชน โดยเป็นกระบวนการเปิดกว้างที่ให้โอกาสการมีส่วนร่วม และเพิ่มความสามารถของประชาชนในการแสดงเจตนาจัดตั้งและยกฐานะองค์การบริหารส่วนตำบลเป็นเทศบาล  ตามหลักเกณฑ์มีส่วนร่วมของประชาชน และหลักการธรรมาภิบาลที่เป็นหลักการบริหารแนวใหม่ ซึ่งเป็นหลักการทำงานซึ่งหากมีการนำมาใช้เพื่อการบริหารงานแล้วจะเกิดความเชื่อมั่นว่านำมาซึ่งผลลัพธ์ที่ดีที่สุด คือ ความเป็นธรรม  ความสุจริต ความมีประสิทธิภาพและประสิทธิผล โดยวิธีดำเนินการเพื่อให้เกิดธรรมาภิบาลก็คือการเสริมสร้างการมีส่วนร่วมของประชาชน มีความโปร่งใส มีจิตสำนึกในความรับผิดชอบและสิ่งที่จะเอื้อให้เกิดการดำเนินการดังกล่าวได้ก็คือ การมีระเบียบ มีแนวทางปฏิบัติที่รองรับการดำเนินการนั้น
          ซึ่งสิ่งเหล่านี้เป็นสิ่งที่ ปลัดองค์การบริหารส่วนตำบล ปลัดเทศบาลและข้าราชการทุกคนต้องถือปฏิบัติ และยอมรับในกติกาที่กฎหมายกำหนดไว้ และยอมรับในเหตุการณ์ที่อาจเกิดขึ้นในอนาคตที่ชาวปลัดองค์การบริหารส่วนตำบล ที่ได้รับการแต่งตั้งเป็นปลัดเทศบาลจากการยกฐานะและจัดตั้งองค์การบริหารส่วนตำบลเป็นเทศบาลต้องเผชิญในอนาคตข้างหน้าและเป็นสิ่งที่ไม่อาจคาดการณ์ได้
          ประเด็นเรียกร้องดังกล่าว การเผชิญอนาคตของปลัด อบต. ไม่มีคุณสมบัติเป็นปลัดเทศบาลได้จำเป็นต้องยอมรับโดยขัดเสียมิได้ กับการลดตำแหน่งเป็นรองปลัดเทศบาลหรือตำแหน่งอื่น ซึ่งมิใช่เป็นความผิดของเขาเหล่านั้น (ปลัด อบต.) ต้องดำเนินการไปเพื่อความเจริญรุ่งเรืองขององค์กรและความต้องการของประชาชนส่วนใหญ่ ที่จะดำเนินการไป เพื่อความเติบโตของท้องถิ่น ประเด็นนี้ผู้เขียนบทความในนาม ปลัด อบต. ผู้ซึ่งขาดคุณสมบัติเป็นปลัดเทศบาล ไม่คิดว่าตนเองผิดอะไร ต่อการบริหาร ต่อชุมชน ต่อผู้บริหาร และต่อเพื่อนร่วมงาน การได้รับตำแหน่งต่ำลงกว่าเดิม จึงเป็นสิ่งที่ขาดหายไปในบางส่วน โดยไม่รู้ชะตากรรมว่าจะเผชิญอย่างไร สิ่งที่ขาดหายไปจะมีอะไรทดแทนไม่ได้ขอแค่ค่าตอบแทนซึ่งเป็นเรื่องเล็ก ๆ แต่การนับอายุราชการ การดำรงตำแหน่ง การนับหน้าถือตาของประชาชนการถูกมองต่าง ๆ นานา ที่ไม่อาจจะคิดได้........ได้โปรด..........

โดย...ชาวดินเพื่อประชา
๒๓ มกราคม ๒๕๕๒

ดาวน์โหลดบทความเป็นไฟล์ pdf คลิกที่นี่

 

 

Web Design Factory
web-design-factory.net