สวัสดีครับเพื่อนข้าราชการส่วนท้องถิ่นทุกท่าน ..... วันนี้ก่อนอื่นต้องขอแสดงความยินดีกับเพื่อน ๆ หลายท่านจากหลายจังหวัด ที่เข้ารับพระราชทานปริญญารัฐประศาสนศาสตร์มหาบัณฑิต ของมหาวิทยาลัยขอนแก่น ในวันนี้ (ตามโครงการที่ได้รับทุนการศึกษาของอปท.) ขอแสดงความยินดีกับเพื่อน ๆ พี่ ๆ น้อง ๆ อบต.ในจังหวัดเชียงใหม่ที่ได้รับเงินประโยชน์ตอบแทนเป็นกรณีพิเศษ (โบนัส) ประจำปีงบประมาณ ๒๕๕๒ อย่างครบถ้วนไปเรียบร้อยแล้ว ทันเวลาสำหรับนำไปใช้จ่ายในช่วงปิดเทศกาลส่งท้ายปีเก่า-ต้อนรับปีใหม่ พอดิบพอดีครับ ยินดีอีกครั้งกับหลายท่านได้เตรียมได้รับเงินเพิ่มพิเศษ (พ.ต.ก.) โดยเฉพาะน้อง ๆ นิติกร ระดับ ๓ - ๕ ได้รับเดือนละ ๓,๐๐๐ บาท,นิติกรระดับ ๖ - ๗ ได้รับเดือนละ ๔,๕๐๐ บาท,และนิติกรระดับ ๘ ได้รับ ๖,๐๐๐ บาท ส่วนตำแหน่งอื่น ๆ เช่น แพทย์ ทันตแพทย์ เภสัชกร พยาบาลวิชาชีพ เทคนิคการแพทย์ ฯลฯ ตำแหน่งเหล่านี้ เป็นปกติที่ต้องได้รับอยู่แล้ว จึงไม่ค่อยตื่นเต้นและเป็นตำแหน่งที่มีน้อยในองค์การบริหารส่วนตำบล (มติ ก.อบต.ครั้งที่ ๑๐/๒๕๕๒) อีกเรื่องแสดงความยินดีอีกครั้งสำหรับพนักงานส่วนตำบลตำแหน่งบริหาร ไม่ว่าจะเป็น ปลัดอบต. รองปลัดอบต. หัวหน้าส่วนการคลัง หัวหน้าส่วนโยธา และหัวหน้าส่วนราชการอื่น ๆ ที่ไม่ต้องเหนื่อยกับวิ่งหาที่ย้ายอีก หรือต้องไปเสียเงินเสียทองให้กับผู้บริหารไร้คุณธรรมอีก เพราะ ก.อบต.มีมติยกเลิกระบบ ๔ ปีย้ายไปเรียบร้อยแล้ว ในการประชุม ก.อบต.ครั้งที่ ๑๑/๒๕๕๒ เมื่อวันที่ ๙ ธันวาคม ๒๕๕๒ ที่ผ่านมา
ช่วงเดือนที่ผ่านมา มีน้อง ๆ หลายแห่งเมล์สอบถามมาเกี่ยวกับ ค่าเช่าบ้าน ค่าใช้จ่ายในการเดินทางไปราชการ รวมทั้งการเลื่อนขั้นเงินเดือน การเลื่อนระดับ ส่วนหนึ่งผมตอบได้ก็ตอบให้ บางส่วนไม่สามารถตอบได้ ก็จะแนะนำให้ไปสอบถามยังผู้รู้ จริง ๆ แล้ว คนที่สามารถตอบคำถามของพวกเราได้ในเบื้องต้นก็คือ ฝ่ายเลขานุการ ก.อบต.จังหวัด ซึ่งจะมีเจ้าหน้าที่ชำนาญเกี่ยวกับเรื่องเหล่านี้อยู่ แต่ก็ยอมรับว่า มีหลายจังหวัดที่เจ้าหน้าที่เหล่านั้น ไม่ได้เป็นที่พึ่งให้กับพวกเรา แถมหลายจังหวัดยังทำตัวเป็นนายหน้าค้ากำไรกับพวกเราอีก หลายจังหวัดจึงไม่มีที่พึ่ง แต่ก็มีอีกกลุ่มหนึ่งที่(อาจ)พึ่งได้ ก็คือ ปลัดอบต.ที่เป็นผู้แทนในก.อบต.จังหวัด ซึ่งจะมีจังหวัดละ ๓ คน และส่วนใหญ่กว่าร้อยละ ๖๐ เป็นผู้แทนที่อยู่ยงคงกระพันติดต่อกันมาอย่างน้อย ๒ สมัยขึ้นไป (หรือ ๘ ปี) ดังนั้น คนกลุ่มนี้ อย่างน้อยแม้ไม่ได้อ่านหลักเกณฑ์ หรือไม่ได้เข้ารับการฝึกอบรมใด ๆ ก็พอจะรู้เกี่ยวกับเรื่องเหล่านี้ได้พอสมควร เพราะมีประสบการณ์จากการเข้าประชุมเป็นประจำทุกเดือน อย่างไรก็ตามมีหลายแห่งมักมีปัญหากับหัวหน้าส่วนการคลัง ที่ไม่ยอมให้เบิกจ่าย โดยจะอ้างว่า เบิกไม่ได้ เช่น ขอเช่าบ้านญาติไม่ว่าจะเป็น บิดา มารดา พี่ น้อง หรือภรรยาที่ไม่ได้จดทะเบียนสมรส ก็จะได้รับแจ้งว่า "เบิกไม่ได้" ทั้งที่ตนเองไม่รู้ หรืออาจรู้แต่ไม่ยอมเบิกให้ แถมยังบอกว่า หากว่าเบิกได้ให้นำหนังสือสั่งการมา หรือ กรณีการเดินทางไปราชการหรือไปฝึกอบรม ที่สมาคมฯ สมาพันธ์ฯ หรือหน่วยงานเอกชนจัดขึ้น โดยเฉพาะองค์กรของพวกเราเอง ไม่ว่าจะเป็น สมาพันธ์ปลัดอบต.แห่งประเทศไทย สมาพันธ์ข้าราชการและลูกจ้างท้องถิ่นไทย สมาคมพนักงานเทศบาลแห่งประเทศไทย เป็นต้น หลายแห่งบอกว่า หัวหน้าส่วนการคลังบอกว่าเบิกไม่ได้ หัวหน้าส่วนการคลังไม่ให้เบิก ผมก็ยังงงว่า แล้วทำไมพวกเราไปเชื่อหัวหน้าส่วนการคลังกันอย่างผิด ๆ เล่า หนังสือสั่งการก็มี คำพิพากษาของศาลปกครองก็มี ระเบียบกระทรวงมหาดไทยก็ระบุชัดเจนว่า เบิกได้ แล้วเบิกได้เท่าไหร่ เช่น กรณีการจัดอบรม ประชุม สัมมนา ฯลฯ หากหน่วยงานที่ไม่ใช่ราชการจัด (สมาคมฯ สมาพันธ์ฯ เอกชน) สามารถเบิกได้ไม่เกินวันละ ๖๐๐ บาท สำหรับค่าลงทะเบียน โดยมีเงื่อนไขอีกอย่างก็คือ ในวันหนึ่งต้องมีชั่วโมงบรรยาย ไม่น้อยกว่า ๓ ชั่วโมง หากบางแห่งจัด ๓ วัน แต่วันแรกไม่มีชั่วโมงบรรยายเลย ก็เบิกได้แค่ ๒ วัน คือ ๑,๒๐๐ บาท หรือบางแห่งจัด ๓ วันจริง แต่เรียกเก็บ ๒,๐๐๐ บาท ก็เบิกได้เพียง ๑,๘๐๐ บาท อีก สองร้อยบาทก็ให้ผู้เข้าอบรมจ่ายเอง เป็นต้น ระเบียบระบุไว้อย่างชัดเจนแล้ว แต่หากยังไม่เข้าใจก็อยากให้ท่านปลัดอบต. หรือแม้แต่ท่านปลัดเทศบาล ได้อนุเคราะห์ฯ ส่งหัวหน้าส่วนการคลัง หรือเจ้าหน้าที่เกี่ยวกับการเงิน มาเข้ารับการฝึกอบรมหลักสูตรที่สมาพันธ์ข้าราชการและลูกจ้างท้องถิ่นไทย จัดขึ้นที่โคราช ๒๑ - ๒๓ มกราคม ๒๕๕๓, ที่นครศรีธรรมราช ๑๘ - ๒๐ กุมภาพันธ์ ๒๕๕๓ และรุ่นสุดท้ายที่ชลบุรี ๑๑ - ๑๓ มีนาคม ๒๕๕๓ มิใช่มาโฆษณาให้แต่อย่างใด แต่ผมได้ฟังวิทยากรที่มาบรรยายแล้ว ท่านย้ำหนักแน่นว่า "เบิกได้" และมีเกร็ดเล็กเกร็ดน้อยที่ทำให้สามารถที่จะชี้แจงต่อ สตง. ได้ เพราะอย่าลืมว่า สตง.ส่วนใหญ่ก็เพิ่งรับราชการ กฎหมาย ระเบียบ หลักเกณฑ์ ส่วนใหญ่ก็แข็งสู้พวกเราไม่ได้หรอกครับ เพียงแต่ว่า เราต้องหากำแพงยันเท่านั้นเอง ดังนั้น วิทยากรที่มาบรรยายนั้น เป็นผู้ที่รับผิดชอบระเบียบเหล่านี้เอง จึงมีความน่าเชื่อถือและอ้างอิงได้ สำหรับรุ่นสุดท้าย ที่ชลบุรี นั้น เป็นโอกาสที่ดีสำหรับน้อง ๆ หัวหน้าส่วนการคลัง หัวหน้าส่วนโยธา และตำแหน่งอื่น ๆ ที่เรียกร้องมานานว่า สมาพันธ์ปลัดอบต.ไม่เปิดโอกาสให้ไปอบรมที่ชลบุรีบ้าง ปีนี้ มีแนวโน้มค่อนข้างสูงว่า สมาพันธ์ปลัดอบต.จะย้ายไปจัดประชุมใหญ่ประจำปีที่จังหวัดภูเก็ตตามคำเรียกร้องของเพื่อน ๆ ปลัดอบต.ส่วนใหญ่ ดังนั้น สมาพันธ์ข้าราชการและลูกจ้างท้องถิ่นไทยจึงเลือกจังหวัดชลบุรี จัดโครงการฝึกอบรม "สิทธิประโยชน์ สวัสดิการ และความก้าวหน้าของข้าราชการส่วนท้องถิ่น" ขึ้นเป็นรุ่นสุดท้าย เพื่อสนองตอบต่อความต้องการของน้อง ๆ พี่ ๆ และเพื่อน ๆ ที่เรียกร้องมานาน
วันนี้ อยากสะท้อนบทบาทหน้าที่ของ ปลัดอบต.ที่เป็นผู้แทนใน ก.อบต.จังหวัด ที่หลายจังหวัดต้องต่อสู้อย่างโดดเดี่ยว หลายจังหวัดต้องยอมให้กับความไม่ยุติธรรมแม้ว่า จะไม่เห็นด้วย แต่ก็ทำอะไรมากไม่ได้ เพราะลำพังปลัดอบต. ๓ คนในก.อบต.จังหวัด แม้กฎหมายจะระบุว่า ผู้แทนอบต.นั้นมีสัดส่วนเท่ากับ ผู้แทนส่วนราชการ และผู้ทรงคุณวุฒิ ก็ตาม แต่เมื่อมาไล่เรียงแล้ว ตัวแทนข้าราชการมีเพียง ๓ คนเท่านั้นเอง สำหรับผู้แทนอบต.ที่มาจาก นายกอบต.ก็ดี ประธานสภาฯก็ตาม ส่วนใหญ่ก็จะคล้อยตามประธานในที่ประชุมอยู่แล้ว ไม่ต้องพูดถึงหัวหน้าส่วนราชการ เพราะเมื่อประธานในที่ประชุมในฐานะนายตัวเอง เห็นอย่างไรก็ต้องคล้อยตามนายตามมารยาทในสังคมไทยและวัฒนธรรมราชการไทยอยู่แล้ว สำหรับผู้ทรงคุณวุฒิ ก็มาจากหลากหลาย หลายแห่งก็ทำตัวเป็นมาเฟียเสียเอง หลายแห่งก็ประสบปัญหาผู้ทรงคุณวุฒิขาดประชุมบ่อย แต่หลายแห่งก็คล้อยตามประธานในที่ประชุม แต่ก็มีอยู่หลายจังหวัดที่คล้อยตามพวกเรา แต่ก็มีส่วนน้อยมาก ทำให้การปฏิบัติหน้าที่ของปลัดอบต.ในก.อบต.จังหวัดนั้น ค่อนข้างลำบาก จะพูดจะแสดงความเห็นที่แตกต่างไปจากประธานฯก็อาจถูกมองว่า "หัวแข็ง" "ดื้อ" "กร้าวร้าว" "ไม่เคารพผู้ใหญ่" เป็นต้น ทำให้เพื่อน ๆ หลายคนที่มีอุดมการณ์ ต้องออกไปทีละคนสองคน หลายคนบอกว่าอยู่ไปก็ช่วยเหลือเพื่อน ๆ ไม่ได้ แถมถูกเพื่อนด่าเอาอีก แถมมาประชุมบ่อยก็ถูกนายกฯเขม่นซ้ำอีก ก็เลยต้องถอยให้คนที่สามารถไปตามน้ำ หรือไม่ค่อยสนโลก ไม่ค่อยสนใจคนอื่น ขอมีตำแหน่งอย่างเดียวพอ เข้าไปเป็นแทน ก็มีมาก สำหรับผม ผมยังเชื่อว่า ยังมีปลัดอบต.ในก.อบต.จังหวัดส่วนใหญ่เป็นคนมีอุดมการณ์ เป็นคนมีแนวความคิดที่ก้าวหน้า เพียงแต่ไม่ได้รับการส่งเสริมจากหน่วยงานที่เรียกตนเองว่า "กรมส่งเสริมการปกครองท้องถิ่น" ที่มีสำนักหลายสำนักที่รับผิดชอบเรื่องเหล่านี้ กลับไม่เคยแม้แต่จะเรียกหรือเชิญ ปลัดอบต.ในก.อบต.จังหวัด เข้าไปอบรม ประชุม สัมมนา แต่อย่างใด ทั้งที่บุคคลเหล่านี้ทรงคุณค่ายิ่ง เพราะคร่ำวอดอยู่กับปัญหาการบริหารงานบุคคลในพื้นที่ แต่ละจังหวัดที่มีปัญหาข้อปลีกย่อยแตกต่างกันอย่างมากมาย แต่ กรมส่งเสริมการปกครองท้องถิ่น กลับไม่เคยเหลียวแล ไม่ว่า จะออกมาตรฐาน หลักเกณฑ์ ใด ๆ ที่เกี่ยวข้องกับการบริหารงานบุคคลของท้องถิ่น ไม่ว่าก่อนหรือหลังการออกมาตรฐานหรือหลักเกณฑ์เหล่านั้น ผมยังไม่เห็นว่า กรมส่งเสริมฯจะเชิญปลัดอบต.เหล่านี้ หรือแม้แต่เจ้าหน้าที่ฝ่ายเลขานุการของก.อบต.จังหวัดที่เป็นหน่อเนื้อของกรมส่งเสริมฯเอง ผมสอบถามแล้ว ปรากฎว่า กรมฯไม่เคยชี้แจง ไม่เคยบอกกล่าว ว่าจะออกมาตรฐานหรือหลักเกณฑ์เรื่องนั้นเรื่องนี้ เห็นด้วยหรือไม่อย่างไร จะปรับปรุงแก้ไขตรงไหนหรือไม่ และเมื่อออกมาแล้ว ก็ไม่เคยชี้แจงหรือประชุมสัมมนาให้รู้ว่า หลักเกณฑ์หรือมาตรฐานข้อนี้ ข้อนั้น มีเจตนารมณ์ออกมาอย่างไร ต้องการแก้ไขปัญหาอะไร เท่าที่มีอยู่ก็เพียงหนังสือสั่งการผ่านมาทางอินเตอร์เน็ต แม้แต่มติก.อบต.เอง หรือมติ ก.ต่าง ๆ กรมส่งเสริมฯก็ไม่เคยส่งให้ เลขานุการก.อบต.จังหวัดแม้แต่ครั้งเดียว นิติกรหลายจังหวัดที่รับผิดชอบงานบุคคลและงานวินัยที่ต้องสรุปสำนวนเสนอต่อ ก.อบต.จังหวัด เชื่อหรือไม่ว่า เมล์มาขอมติ ก.อบต.จากผม ซึ่งไม่ได้เกี่ยวข้องอะไรกับ กรมส่งเสริมฯเลย นี่มันสะท้อนอะไรครับ ก็สะท้อนว่า สำนักฯที่เกี่ยวข้องกับการบริหารงานบุคคลท้องถิ่นนั้น ไม่ใส่ใจที่จะพัฒนาองค์ความรู้ให้กับบุคลากรที่เกี่ยวข้องกับการบริหารงานบุคคลท้องถิ่น มีแต่สั่ง สั่ง และก็สั่ง โดยผู้รับคำสั่งนั้น ต่างก็ใช้องค์ความรู้ของตนเองที่มีไม่เท่ากัน ตัดสินว่า เป็นแบบนั้นเป็นแบบนี้ จึงทำให้ระบบการบริหารงานบุคคลของท้องถิ่นตลอด ๑๐ ปีที่ผ่านมามั่วมาก ปัญหาเกิดขึ้นมากมาย ระส่ำระสายไปทั่วทุกทิศ เอาเรื่องเดียวก็ได้ ปัญหาการใช้บัญชีที่จังหวัดศรีสะเกษ ผ่านมากี่ปีแล้ว ยังหาที่ลงหาทางแก้ไขไม่ได้ หรือจะรอและยื้อไปจนกว่า กฎหมายบุคคลฉบับใหม่ออกมาเพื่อให้ลบล้างเรื่องเก่า ๆ ที่หมักหมมมานานทิ้งไปกับสายลม
ผมรับรู้มาพอสมควรกับความน้อยเนื้อต่ำใจของฝ่ายเลขานุการ ก.อบต.จังหวัดแต่ละจังหวัด หลายเรื่องเช่น แนวทางการดำเนินการทางวินัยของข้าราชการหรือพนักงานส่วนท้องถิ่นที่ส่วนมาตรฐานวินัยฯ จัดขึ้นให้กับข้าราชการส่วนท้องถิ่นนั้น นิติกรของจังหวัดส่วนใหญ่กลับไม่รู้เรื่องเหล่านี้เลย แม้แต่การจัดตั้งเครือข่ายของผู้ผ่านการฝึกอบรม การที่ส่วนมาตรฐานวินัยฯ ให้เครือข่ายวินัยของจังหวัดจัดอบรม หลักสูตร ๒ วันก็ดี และ ๕ วัน(ที่จัดยาก) ผมเองไปประสานกับหัวหน้ากลุ่มงานกฎหมายของสำนักงานท้องถิ่นจังหวัด หรือแม้แต่ท้องถิ่นจังหวัด ผู้ช่วยท้องถิ่นจังหวัด ทำหน้างง ๆ ไม่รู้เรื่องเหล่านี้มาก่อนเลย ไม่สามารถเป็นที่ปรึกษาเหมือนดังส่วนมาตรฐานวินัยฯ คาดหวังไว้ พวกเรากันเองนี่แหละต้องวิ่งพล่านช่วยเหลือดูแลกันเอง ขนาดขอเพียงแจ้งเวียนหนังสือก็ยังไม่ช่วยเหลือ ขนาดผู้ว่าราชการจังหวัดมาเป็นประธานด้วยตนเอง และขนาด ผอ.ส่วนมาตรฐานวินัยฯมาเองก็ไม่สนใจ ก็คงว่าให้ท่านเหล่านั้นฝ่ายเดียวคงไม่ได้ครับ เพราะเท่าที่สอบถาม ท่านเหล่านั้นก็ไม่รู้จริง ๆ ว่า กรมส่งเสริมฯมอบหมายให้เครือข่ายวินัยฯเป็นผู้ดำเนินการจัดฝึกอบรมได้ เพราะหนังสือไม่ชัดเจน ผอ.ประวิทย์ฯบอกว่า ทำไมพวกเราติดหนังสือสั่งการ ทำไมไม่คิดนอกกรอบบ้าง พวกเราคิดครับ แต่คนของท่านไม่คิดเช่นนั้น....
ในส่วนของปลัดอบต.ในก.อบต.จังหวัดนั้น ๑๐ ปีที่ผ่านมาภายใต้กฎหมายบริหารงานบุคคลปี ๒๕๔๒ กรมส่งเสริมฯแทบไม่ใส่ใจ ไม่ให้เครดิต ไม่ให้ความสำคัญเลย ดังจะเห็นจากที่กล่าวมาแล้วว่า ไม่เคยจัดอบรม ประชุมสัมมนา หรือชี้แจงอะไรให้เลย แต่ละคนแต่ละแห่งก็ใช้ดุลยพินิจตามความเข้าใจของตนเองเท่านั้น หรือ การที่กรมฯจะจัดทำร่าง พ.ร.บ.ระเบียบข้าราชการส่วนท้องถิ่น ก็ไม่เคยให้ปลัดอบต.หรือปลัดเทศบาล หรือปลัดอบจ.ที่เป็นตัวแทนในก.จังหวัดที่รู้ปัญหามากที่สุดมีส่วนร่วมแม้แต่ครั้งเดียว ล่าสุดเรื่องที่ สำนักงาน ก.ถ. จัดทำระบบแท่งเงินเดือน ก็ไม่เคยเห็นความสำคัญของ ปลัดอบต.ในก.อบต.จังหวัดแม้แต่น้อย ก็เชิญใครต่อใครที่ส่วนใหญ่ไม่เคยอ่านหลักเกณฑ์ ไม่เคยสัมผัสปัญหา หรือบางคนเพิ่งโอนย้ายมาอยู่ท้องถิ่น มาวิพากษ์วิจารณ์ร่างที่สำนักงาน ก.ถ.จัดทำขึ้น โดยมองข้าม ปลัดอบต.ในก.อบต.จังหวัด และด้านการพัฒนาองค์ความรู้ กรมส่งเสริมฯแทนที่จะพัฒนาองค์ความรู้ให้กับผู้แทน ก.อบต.จังหวัดก่อน ไม่ว่าจะเป็น ผู้แทนที่เป็นปลัดฯ นายกฯ ประธานสภาฯ หรือแม้แต่คนของกรมส่งเสริมฯเอง ที่ทำหน้าที่ฝ่ายเลขานุการก.จังหวัด ในหลักสูตรที่กรมส่งเสริมฯจัดมากว่าหนึ่งปี หรือหลักสูตร "นักบริหารงานบุคคลมืออาชีพ" แทนที่กรมส่งเสริมฯจะของบประมาณจากคณะกรรมการการกระจายอำนาจฯมาจัดให้กับบุคคลเหล่านี้เป็นกรณีพิเศษ ประมาณไม่เกิน ๓ รุ่นเท่านั้น หรือ องค์กรละรุ่น ก็ไม่เคยคิดที่จะทำ แต่หากโครงการไหนใช้เงินอปท.ส่งคนเข้าอบรม ก็จัดอยู่เรื่อย และยังมีแนวโน้มจัดขึ้นโดยมีนัยแอบแฝงอยู่ด้วย ก็อยากฝากไว้กับสำนักฯของกรมฯที่รับผิดชอบเรื่องเหล่านี้ว่า ทำไมถึงเวลาไม่มีใครอยากอยู่กับพวกท่าน ก็เพราะตลอด ๑๐ ปีที่ผ่านมา ท่านไม่ได้จริงใจกับพวกเรา นั่นเองครับ
ผมจึงมีแนวคิดว่า พวกเราคงรอให้กรมส่งเสริมฯหยิบยื่นสิทธิประโยชน์ต่าง ๆ ให้แต่เพียงฝ่ายเดียวคงไม่ไหว เพียงเรื่องเดียวคือ ร่างพระราชบัญญัติระเบียบข้าราชการส่วนท้องถิ่น..... ก็ไม่รู้ว่าจะเสร็จทันรัฐบาลชุดนี้หรือไม่ หรือจะกลายเป็นหมัน ทั้งที่กฎหมายรัฐธรรมนูญบัญญัติค่อนข้างชัดเจนว่า ต้องเสร็จภายในเดือนกุมภาพันธ์ ๒๕๕๓ ก็ยังมีนักกฎหมายลูกหลานศรีธญชัย บอกว่า รัฐธรรมนูญบอกให้รัฐเสนอร่างกฎหมายให้แล้วเสร็จในเดือนกุมภาพันธ์ ๒๕๕๓ ตางหาก ส่วนจะออกมาบังคับใช้เมื่อไหร่ขึ้นอยู่กับรัฐสภา ก็ว่าไปกันนั่น แล้วคนร่างกฎหมายรัฐธรรมนูญเขาจะเขียนมาทำไมหากไม่มีเจตนารมณ์ให้มีการเร่งรัดออกกฎหมายมาใช้บังคับให้เร็วที่สุด ลำพัง องค์กรที่มีอยู่ของพวกเรา ส่วนใหญ่ ก็ยังไม่เข้มแข็งเพียงพอ ไม่ว่าสมาคมฯ หรือสมาพันธ์ฯ ก็จะมีเพียงแกนนำหลัก ๆ ไม่กี่คนเท่านั้น ที่มีบทบาทอยู่ทุกวันนี้ ดังนั้น ผมคิดว่า ศักยภาพของ ปลัดอบต.หรือปลัดเทศบาลที่อยู่ใน ก.อบต.จังหวัด หรือใน ก.ท.จ.นั้น น่าจะสามารถเป็นแกนหลักอีกกลุ่มหนึ่งที่มีพลังมหาศาลหากรวมตัวกันเป็นเครือข่ายได้ จึงอยากให้ ท่านปลัดอบต.ก็ดี ปลัดเทศบาลก็ตาม ที่อยู่ในก.อบต.จังหวัด และก.ท.จ. ได้รวมกันเพื่อสะท้อนปัญหาการบริหารงานบุคคลในแต่ละจังหวัดให้ผู้เกี่ยวข้องได้รับทราบข้อเท็จจริงอย่างแท้จริง หากจะมอบให้สมาพันธ์ข้าราชการและลูกจ้างท้องถิ่นไทย รับเป็นเจ้าภาพในการจัดประชุมสัมมนาก็ยินดีครับ สำหรับวันนี้ลาไปก่อนครับ สวัสดีครับ.
พิพัฒน์ วรสิทธิดำรง
phiphatw@hotmail.com
http://phiphatw.hi5.com
http://twitter.com/phiphatw
๒๒ ธันวาคม ๒๕๕๒