ข้อบังคับ
สมาพันธ์ข้าราชการและลูกจ้างท้องถิ่นไทย
------------------------------------------------
ตามรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทยพุทธศักราช 2550 มาตรา 64 บัญญัติรับรองสิทธิของข้าราชการและเจ้าหน้าที่ของรัฐย่อมมีเสรีภาพในการรวมกลุ่มกันเป็นสมาคม สหภาพ สหพันธ์ สหกรณ์ หรือหมู่คณะอื่น
เพื่อประโยชน์ของพัฒนาประเทศชาติโดยรวม ข้าราชการส่วนท้องถิ่น ลูกจ้างประจำ และพนักงานจ้างขององค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น จึงได้รวมตัวกันจัดตั้งสมาพันธ์ข้าราชการและลูกจ้างท้องถิ่นไทยขึ้น
หมวดที่ 1
ความทั่วไป
ข้อที่ 1 ในข้อบังคับนี้
“สมาพันธ์” หมายถึง สมาพันธ์ข้าราชการและลูกจ้างท้องถิ่นไทย มีชื่อย่อว่า สขท.
“องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น” หมายถึง องค์การบริหารส่วนจังหวัด เทศบาล องค์การบริหารส่วนตำบล และองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นรูปแบบพิเศษ
“ข้าราชการ” หมายถึง ข้าราชการส่วนท้องถิ่นสังกัด องค์การบริหารส่วนจังหวัด เทศบาล องค์การบริหารส่วนตำบล และองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นรูปแบบพิเศษอื่น
“ลูกจ้าง” หมายถึง ลูกจ้างประจำ พนักงานจ้างตามภารกิจ และพนักงานจ้างทั่วไป ขององค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น
“ผู้บริหารท้องถิ่น” หมายถึง นายกองค์การบริหารส่วนจังหวัด นายกเทศมนตรี นายกองค์การบริหารส่วนตำบล และหัวหน้าฝ่ายบริหารขององค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นรูปแบบพิเศษ
“คณะผู้บริหารสมาพันธ์” หมายถึง คณะกรรมการบริหารสมาพันธ์ข้าราชการและลูกจ้างท้องถิ่นไทย
“กรรมการ” หมายถึง กรรมการสมาพันธ์ข้าราชการและลูกจ้างท้องถิ่นไทย
“สมาชิก” หมายถึง สมาชิกสมาพันธ์ข้าราชการและลูกจ้างท้องถิ่นไทย
ข้อที่ 2 ตราเครื่องหมายสมาพันธ์ เป็นรูปพานรัฐธรรมนูญสีทอง อยู่ภายในกรอบปิรามิด โดยมีรูปดาบห้อยตราชั่งและรูปราชสีห์สีทอง อยู่ภายในกรอบเล็กชั้นใน โดยพื้นกรอบชั้นนอกมีสีน้ำเงิน เส้นขอบด้านนอกสีแดง ขอบในสีขาว และพื้นกรอบชั้นในมีสีขาวและเส้นขอบสีเหลืองนวล พร้อมมีข้อความ ตัวอักษรสีเหลือง ความว่า “สมาพันธ์ข้าราชการและลูกจ้างท้องถิ่นไทย” อยู่ภายในริบบิ้นพื้นสีแดง เส้นขอบนอกสีเหลือง เส้นขอบในสีขาว ดังตัวอย่างรูปด้านล่างนี้

โดยมีความหมายว่า ข้าราชการส่วนท้องถิ่น ลูกจ้างประจำ และพนักงานจ้าง ได้ร่วมใจเป็นอันหนึ่งอันเดียวกันในการปฏิบัติหน้าที่เพื่อหน้าที่ของตน ให้บรรลุผลสำเร็จและมีความสมบูรณ์ โดยยึดถือกฎหมาย ระเบียบ หลักเกณฑ์ อันมีรัฐธรรมนูญเป็นเครื่องยึดเหนี่ยวสูงสุด พร้อมจะยึดมั่นในความซื่อสัตย์ สุจริต ผดุงไว้ซึ่งความยุติธรรม ดุจดาบที่แหลมคมมีตราชั่งห้อยอยู่ทั้งสองข้างไม่หวั่นไหวต่อสิ่งที่มากระทบ จะดำรงตนเป็นข้าราชการที่ดี ไม่ประพฤติตนให้มีมลทินมัวหมอง จะปฏิบัติหน้าที่อย่างกล้าหาญ สง่างาม ไม่ยินยอมให้ตนหรือผู้อื่นใช้ตำแหน่งหน้าที่กระทำการทุจริตแม้สิ้นชีพ จะไม่ยึดติดอยู่กับตำแหน่งลาภยศ สรรเสริญ จะไม่ทะเยอทะยานจนเกินพอดี ดุจพระยาราชสีห์ที่ทุกก้าวที่ย่างไปมีแต่ความสง่างาม น่าเกรงขามยิ่ง ทั้งนี้ เพื่อรับใช้สนองพระเดชพระคุณสถาบันชาติ ศาสนา และพระมหากษัตริย์ อันมีสีแดง ขาว และน้ำเงิน แทนสถาบันทั้งสาม และมีสีทองและสีเหลืองเป็นสีแห่งความสุข ความมุ่งมั่น ดุจไฟที่โชติช่วงสว่างไสว ไปทุกหนแห่งที่ข้าราชการ ลูกจ้างประจำ และพนักงานจ้าง ปฏิบัติหน้าที่อยู่
ข้อที่ 3 ที่ตั้งสำนักงานใหญ่ของสมาพันธ์ ตั้งอยู่ที่เลขที่ 212 หมู่ที่ 2 ตำบลบงตัน อำเภอดอยเต่า จังหวัดเชียงใหม่
ที่ตั้งสำนักงานใหญ่ของสมาพันธ์ อาจเปลี่ยนแปลงได้ตามมติของคณะผู้บริหารสมาพันธ์
สำนักงานสาขา คณะผู้บริหารสมาพันธ์อาจกำหนดให้มีสำนักงานสาขาของสมาพันธ์ได้ตามความเหมาะสมและจำเป็นได้
ข้อที่ 4 วัตถุประสงค์ของสมาพันธ์ มีดังนี้
4.1 เพื่อเป็นองค์กรเชื่อมประสานระหว่างข้าราชการหรือพนักงานส่วนท้องถิ่น ลูกจ้างประจำ และพนักงานจ้างขององค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น ได้แก่ องค์การบริหารส่วนจังหวัด เทศบาล องค์การบริหารส่วนตำบล และองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นรูปแบบพิเศษอื่น ในเรื่องการบริหารงานบุคคล ความรักความสามัคคี และความเป็นเอกภาพในการพัฒนาองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น และระบบการบริหารงานบุคคลขององค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น
4.2 เพื่อเป็นองค์กรเชื่อมประสานให้เกิดความเข้าใจอันดีระหว่างข้าราชการฝ่ายประจำกับข้าราชการฝ่ายการเมืองขององค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น อันจะเป็นการเสริมสร้างให้มีความเข้าใจในวิถีชีวิตและการปฏิบัติหน้าที่บุคลากรฝ่ายประจำรวมทั้งร่วมเสนอแนะทางออกที่เหมาะสมกรณีเกิดข้อขัดแย้งในองค์กร
4.3 เพื่อเป็นองค์กรเชื่อมประสานให้เกิดความเข้าใจที่ถูกต้องในการดำเนินงานขององค์กร
ปกครองส่วนท้องถิ่น ต่อหน่วยงานราชการ องค์กรเอกชน สื่อมวลชน และประชาชนทั่วไป
4.4 เพื่อเป็นองค์กรส่งเสริมความรู้ความเข้าใจเกี่ยวกับบทบาท อำนาจ หน้าที่ วิถีชีวิต วัฒนธรรมองค์กร แนวทางปฏิบัติราชการขององค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น แก่ข้าราชการหรือพนักงานส่วนท้องถิ่น ลูกจ้างประจำ พนักงานจ้าง รวมทั้งผู้บริหาร สมาชิกสภาท้องถิ่น ขององค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น และประชาชนผู้สนใจทั่วไป
4.5 เพื่อเป็นองค์กรกลางในการสะท้อนปัญหาอุปสรรคในการปฏิบัติหน้าที่ของข้าราชการหรือพนักงานส่วนท้องถิ่น ลูกจ้างประจำ และพนักงานจ้าง ต่อหน่วยงานที่รับผิดชอบหรือเกี่ยวข้องกับการกำกับดูแล ส่งเสริมและพัฒนาองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น รวมทั้งรัฐบาล รัฐสภา สื่อมวลชน องค์กรภาคเอกชน และหน่วยงานตรวจสอบทั้งภาครัฐและเอกชน ตลอดจนเสนอแนะแนวทางในการแก้ไขปัญหาอุปสรรคดังกล่าว ต่อหน่วยงานดังกล่าว
4.6 เพื่อเป็นองค์กรกลางในการให้ความช่วยเหลือต่อมวลสมาชิกที่ได้รับความทุกข์หรือความคับข้องใจ หรือความเดือดร้อนทั้งทางร่างกาย และจิตใจ อันเกิดจากการปฏิบัติหน้าที่ราชการ หรืออันมีสาเหตุหรือเกี่ยวเนื่องกับการปฏิบัติหน้าที่ราชการนั้น ๆ
4.7 ดำเนินกิจการใด ๆ อันอาจเป็นรายได้ของสมาพันธ์
หมวดที่ 2
สมาชิก
ข้อที่ 5 คุณสมบัติสมาชิกสมาพันธ์ ผู้มีความประสงค์สมัครเป็นสมาชิกสมาพันธ์ ต้องมีคุณสมบัติดังนี้
5.1 เป็นข้าราชการหรือพนักงานส่วนท้องถิ่น หรือ ลูกจ้างประจำ หรือ พนักงานจ้าง ขององค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น
5.2 เห็นชอบกับวัตถุประสงค์ของสมาพันธ์นี้
ข้อที่ 6 ผู้ประสงค์จะสมัครเป็นสมาชิกสมาพันธ์ ต้องยื่นใบสมัครตามแบบที่กำหนดไว้ต่อเลขาธิการสมาพันธ์ และให้เลขาธิการสมาพันธ์ เสนอต่อคณะผู้บริหารสมาพันธ์ เพื่อให้คณะผู้บริหารสมาพันธ์พิจารณา
เมื่อคณะผู้บริหารสมาพันธ์มีมติเห็นชอบแล้ว ให้เลขาธิการแจ้งให้ผู้สมัครทราบ และประกาศให้สมาชิกสมาพันธ์อื่นรับทราบโดยทั่วกัน
คณะผู้บริหารสมาพันธ์อาจมีมติมอบอำนาจการพิจารณารับสมาชิกสมาพันธ์ให้เลขาธิการสมาพันธ์เป็นผู้พิจารณาแทนก็ได้
สมาชิกภาพของสมาชิกสมาพันธ์เริ่มต้นตั้งแต่คณะผู้บริหารสมาพันธ์มีมติเห็นชอบ หรือเมื่อเลขาธิการสมาพันธ์ลงนามเห็นชอบ แล้วแต่กรณี
ข้อที่ 7 ค่าธรรมเนียมแรกเข้าและเงินบำรุงสมาพันธ์ สมาชิกของสมาพันธ์ต้องชำระค่าธรรมเนียมแรกเข้าและเงินบำรุงสมาพันธ์ ดังนี้
7.1 ค่าธรรมเนียมแรกเข้า คนละ 20 บาท ชำระในวันยื่นใบสมัคร
7.2 เงินบำรุงสมาพันธ์เป็นรายปี ๆ ละ 50 บาท ชำระภายในเดือนมกราคมของทุกปี
ข้อที่ 8 การสิ้นสุดสมาชิกภาพ ความเป็นสมาชิกจะสิ้นสุดลงเมื่อ
8.1 ตาย
8.2 ลาออก โดยยื่นหนังสือลาออกต่อเลขาธิการสมาพันธ์
8.3 ขาดคุณสมบัติตามข้อ 5
8.4 ขาดการชำระค่าบำรุงสมาพันธ์ เป็นระยะเวลา 3 ปี ติดต่อกัน
8.5 ที่ประชุมใหญ่ของสมาพันธ์ มีมติเห็นชอบให้ออก เนื่องจากมีพฤติกรรมเป็นปรปักษ์ต่อสมาพันธ์ หรือมีพฤติกรรมนำความเสื่อมเสียมาสู่สมาพันธ์
การสิ้นสุดสมาชิกสภาพตามข้อ 8.2 ข้อ 8.3 และข้อ 8.4 มีผลเมื่อคณะผู้บริหารสมาพันธ์มีมติเห็นชอบแล้ว
การสิ้นสุดสมาชิกภาพตามข้อ 8.5 มีผลในวันที่ที่ประชุมใหญ่ของสมาพันธ์มีมติ
ข้อที่ 9 สิทธิประโยชน์ของสมาชิก มีดังนี้
9.1 มีสิทธิประดับตราเครื่องหมายของสมาพันธ์
9.2 ได้รับเอกสารข้อมูลข่าวสารเกี่ยวกับกิจกรรมของสมาพันธ์ และข่าวการบริหารงานบุคคลขององค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น ตามที่สมาพันธ์จัดทำขึ้น
9.3 ได้รับการช่วยเหลือด้านวิชาการ ด้านกฎหมาย ด้านสงเคราะห์หรือความช่วยเหลืออื่น ตามที่สมาชิกร้องขอ ทั้งนี้ ให้เป็นไปตามระเบียบที่คณะผู้บริหารสมาพันธ์กำหนด
9.4 เสนอแนะหรือให้ข้อคิดเห็นในการบริหารสมาพันธ์แก่คณะผู้บริหารสมาพันธ์
9.5 สิทธิในที่ประชุมใหญ่สามัญหรือวิสามัญของสมาพันธ์ โดยมีสิทธิดังนี้
(1) เข้าร่วมประชุม
(2) อภิปรายข้อความตามที่ประชุมอยู่ในระเบียบวาระการประชุม
(3) เสนอข้อคิดเห็น หรือซักถามข้อสงสัยในข้อความที่ประชุมอยู่ในระเบียบวาระการประชุม
(4) เสนอสมาชิกอื่นให้ได้รับเลือกเป็นคณะผู้บริหารสมาพันธ์
(5) ได้รับการเสนอชื่อให้ได้รับเลือกเป็นคณะผู้บริหารสมาพันธ์
(6) ออกเสียงลงมติ
(7) รับรองข้อเสนอที่สมาชิกอื่นเสนอ
(8) เสนอให้ลงมติ
ข้อที่ 10 หน้าที่ของสมาชิกสมาพันธ์
10.1 ปฏิบัติตามข้อบังคับของสมาพันธ์ และระเบียบซึ่งคณะบริหารสมาพันธ์ได้กำหนด
10.2 ส่งเสริมร่วมมือในกิจกรรมของสมาพันธ์ ให้ดำเนินงานตามวัตถุประสงค์
10.3 ต้องรักษาคุณธรรม ความดีงาม
10.4 ไม่ประพฤติตนเป็นปรปักษ์ต่อสมาพันธ์
10.5 เผยแพร่กิจกรรมของสมาพันธ์ และเชิญชวนบุคคลอื่นเข้าร่วมเป็นสมาชิกสมาพันธ์
หมวดที่ 3
การดำเนินกิจการสมาพันธ์
ข้อที่ 11 ให้ที่ประชุมใหญ่เลือกผู้ซึ่งเป็นสมาชิกสมาพันธ์ เป็นคณะผู้บริหารสมาพันธ์ทำหน้าที่บริหารงานของสมาพันธ์ มีจำนวนไม่น้อยกว่า 9 คน แต่ไม่เกิน 49 คน
ให้ผู้ได้รับเลือกเป็นคณะผู้บริหารสมาพันธ์ตามวรรคหนึ่ง เลือกกันเองขึ้นเป็น ประธานคนหนึ่ง รองประธานคนหนึ่งหรือหลายคน เลขาธิการคนหนึ่ง เหรัญญิกคนหนึ่ง นายทะเบียนคนหนึ่ง ประชาสัมพันธ์คนหนึ่ง วิชาการและฝึกอบรมคนหนึ่ง รองเลขาธิการคนหนึ่งหรือหลายคน ผู้ช่วยเหรัญญิกคนหนึ่งหรือหลายคน ผู้ช่วยนายทะเบียนคนหนึ่งหรือหลายคน ผู้ช่วยประชาสัมพันธ์คนหนึ่งหรือหลายคน ผู้ช่วยวิชาการและฝึกอบรมคนหนึ่งหรือหลายคน นอกนั้นเป็นกรรมการ
คณะผู้บริหารสมาพันธ์อยู่ในตำแหน่งได้คราวละ 2 ปี และเมื่อคณะผู้บริหารอยู่ในตำแหน่งครบกำหนดตามวาระแล้ว แต่ยังไม่มีการเลือกคณะผู้บริหารชุดใหม่ ก็ให้คณะผู้บริหารที่ครบวาระรักษาการไปพลางก่อน จนกว่าคณะผู้บริหารชุดใหม่ที่ได้รับเลือกจะเข้ารับหน้าที่ ทั้งนี้ให้ส่งมอบงานระหว่างคณะผู้บริหารชุดเก่าและคณะผู้บริหารชุดใหม่ให้เป็นที่เสร็จสิ้นภายใน 30 วัน นับตั้งแต่วันที่ได้รับเลือก
ในวาระเริ่มแรกของการจัดตั้งเป็นเวลา 4 ปี ให้คณะผู้จัดตั้งสมาพันธ์ ปฏิบัติหน้าที่คณะผู้บริหารสมาพันธ์ และมีอำนาจเลือกสมาชิกสมาพันธ์ที่เห็นสมควรเข้าเป็นกรรมการสมาพันธ์ให้ครบตามจำนวนที่คณะผู้จัดตั้งสมาพันธ์กำหนด
ข้อที่ 12 กรณีที่ตำแหน่งประธานสมาพันธ์ว่างลงก่อนครบวาระให้รองประธานสมาพันธ์รักษาการแทน และให้เลขาธิการสมาพันธ์ เรียกประชุมกรรมการสมาพันธ์ โดยมิชักช้า เพื่อให้กรรมการสมาพันธ์คัดเลือกประธานสมาพันธ์คนใหม่
ข้อที่ 13 กรณีตำแหน่งกรรมการสมาพันธ์ว่างลงก่อนครบวาระ ให้คณะผู้บริหารสมาพันธ์ที่เหลือพิจารณาเลือกสมาชิกสมาพันธ์ที่มีคุณสมบัติเหมาะสมเพื่อแต่งตั้งเป็นกรรมการสมาพันธ์แทน โดยให้มีวาระการดำรงตำแหน่งเพียงเท่าระยะเวลาที่เหลือของกรรมการที่ตนแทน
ข้อที่ 14 กรรมการอาจจะพ้นจากตำแหน่ง ซึ่งมิใช่เป็นการออกตามวาระด้วยเหตุผล
ดังต่อไปนี้ คือ
14.1 ตาย
14.2 ลาออก
14.3 ขาดจากสมาชิกภาพ
14.4 ที่ประชุมใหญ่ลงมติให้ออกจากตำแหน่ง
กรรมการที่ประสงค์จะลาออกจากตำแหน่งกรรมการให้ยื่นใบลาออกเป็นลายลักษณ์อักษร
ต่อเลขาธิการสมาพันธ์ และให้พ้นจากตำแหน่งเมื่อคณะผู้บริหารสมาพันธ์มีมติให้ออก
ข้อที่ 15 อำนาจหน้าที่ของคณะกรรมการ
15.1 มีอำนาจออกระเบียบปฏิบัติต่าง ๆ เพื่อให้สมาชิกได้ปฏิบัติ โดยระเบียบปฏิบัตินั้น
จะต้องไม่ขัดต่อข้อบังคับฉบับนี้
15.2 มีอำนาจแต่งตั้งและถอดถอนเจ้าหน้าที่ของสมาพันธ์
15.3 มีอำนาจแต่งตั้งคณะที่ปรึกษา คณะกรรมการภูมิภาค คณะอนุกรรมการ เพื่อ
ช่วยเหลือการปฏิบัติหน้าที่ของคณะผู้บริหารสมาพันธ์ตามความเหมาะสมและจำเป็น
ทั้งนี้ คณะที่ปรึกษา คณะกรรมการภูมิภาค คณะอนุกรรมการจะสามารถอยู่ในตำแหน่งได้ไม่เกินวาระของคณะผู้บริหารสมาพันธ์ที่แต่งตั้ง
15.4 มีอำนาจเรียกประชุมใหญ่สามัญประจำปี และประชุมใหญ่วิสามัญ
15.5 มีอำนาจแต่งตั้งกรรมการในตำแหน่งอื่น ๆ ที่ยังมิได้กำหนดไว้ในข้อบังคับนี้
15.6 มีอำนาจบริหารกิจการของสมาคม เพื่อให้เป็นไปตามวัตถุประสงค์ ตลอดจนมีอำนาจอื่น ๆ ตามที่ข้อบังคับได้กำหนดไว้
15.7 มีหน้าที่รับผิดชอบในกิจการทั้งหมด รวมทั้งการเงิน และทรัพย์สินทั้งหมดของสมาพันธ์
15.8 มีหน้าที่จัดให้มีการประชุมใหญ่วิสามัญ ตามที่สมาชิกจำนวน ๑ ใน ๕ ของสมาชิกทั้งหมดหรือสมาชิกจำนวนไม่น้อยกว่า ๑๐๐ คน ได้เข้าชื่อร้องขอให้จัดประชุมใหญ่วิสามัญขึ้น
ซึ่งการนี้จะต้องจัดให้มีการประชุมใหญ่วิสามัญขึ้นภายใน ๓๐ วัน นับแต่วันที่ได้รับหนังสือร้องขอ
15.9 มีหน้าที่ทำเอกสารหนักฐานต่าง ๆ ทั้งที่เกี่ยวกับการเงิน ทรัพย์สินและการดำเนินกิจกรรมต่าง ๆ ของสมาพันธ์ให้ถูกต้องตามหลักวิชาการ และสามารถจะให้สมาชิกตรวจดูได้
เมื่อสมาชิกร้องขอ
15.10 จัดทำบันทึกการประชุมต่างๆ ของสมาพันธ์ เพื่อเก็บไว้เป็นหลักฐานและจัดส่งให้สมาชิกได้รับทราบ
15.11 พิจารณาเห็นชอบการรับสมาชิกเข้าใหม่ และอนุมัติให้สมาชิกลาออก
15.12 มีหน้าที่อื่น ๆ ตามที่ข้อบังคับนี้ได้กำหนดไว้
ข้อที่ 16 คณะผู้บริหารสมาพันธ์จะต้องจัดให้มีการประชุมคณะผู้บริหารสมาพันธ์อย่างน้อยสามเดือนครั้ง ทั้งนี้ เพื่อปรึกษาหารือเกี่ยวกับการบริหารกิจการของสมาพันธ์
สถานที่ วันเวลา และระเบียบวาระในการประชุมของคณะผู้บริหารสมาพันธ์ ให้เลขาธิการสมาพันธ์นำเสนอประธานสมาพันธ์เพื่อพิจารณา เมื่อประธานสมาพันธ์เห็นชอบแล้ว ให้เลขาธิการมีหนังสือเชิญประชุมไปยังคณะผู้บริหารสมาพันธ์ อย่างช้าไม่น้อยกว่า 3 วันก่อนวันประชุม
กรณีมีความจำเป็น คณะผู้บริหารสมาพันธ์อาจจัดให้มีการประชุมทางไกลผ่านสัญญาณดาวเทียม หรือผ่านระบบเครือข่ายอินเตอร์เน็ต หรือวิธีอื่นใดก็ได้ โดยให้คำนึงถึงประสิทธิภาพของการประชุมและเรื่องที่จะพิจารณา ทั้งนี้ ให้เป็นไปตามระเบียบที่คณะผู้บริหารสมาพันธ์กำหนด
การประชุมคณะผู้บริหารสมาพันธ์ จะต้องมีกรรมการเข้าร่วมประชุมไม่น้อยกว่ากึ่งหนึ่ง ของกรรมการทั้งหมด จึงจะถือว่าครบองค์ประชุม
มติของที่ประชุมคณะผู้บริหารสมาพันธ์ ถ้าข้อบังคับมิได้กำหนดไว้เป็นอย่างอื่นก็ให้ถือคะแนนเสียงข้างมากเป็นเกณฑ์ แต่ถ้าคะแนนเสียงเท่ากัน ก็ให้ประธานในการประชุมเป็นผู้ชี้ขาด
ข้อที่ 17 ในการประชุมคณะผู้บริหารสมาพันธ์ ถ้าประธานสมาพันธ์ และรองประธานสมาพันธ์ไม่อยู่ในที่ประชุม หรือไม่สามารถปฏิบัติหน้าที่ได้ ก็ให้กรรมการที่เข้าประชุมในคราวนั้นเลือกกันเอง เพื่อให้กรรมการคนใดคนหนึ่งทำหน้าที่เป็นประธานในการประชุมคราวนั้น
ข้อที่ 18 คณะผู้บริหารสมาพันธ์แต่ละตำแหน่งมีอำนาจหน้าที่และความรับผิดชอบเฉพาะตัว ดังนี้
18.1 ประธานสมาพันธ์
(1) บริหารกิจการของสมาพันธ์ ให้เป็นไปตามวัตถุประสงค์ นโยบาย ระเบียบแบบแผนและข้อบังคับของสมาพันธ์
(2) เป็นประธานในที่ประชุมคณะผู้บริหารและการประชุมใหญ่ ของสมาพันธ์
(3) เป็นผู้แทนสมาพันธ์ ในการติดต่อกับบุคคล หน่วยงาน สถาบันทั้งในและนอกประเทศ
(4) เป็นผู้รักษาระเบียบในการประชุม
18.2 รองประธานสมาพันธ์
(1) ทำหน้าที่แทนประธานสมาพันธ์ เมื่อประธานสมาพันธ์ ไม่อยู่หรือไม่สามารถปฏิบัติหน้าที่ได้
(2) ปฏิบัติหน้าที่ตามที่ประธานสมาพันธ์ หรือคณะผู้บริหารสมาพันธ์มอบหมาย
18.3 เลขาธิการ
(1) ลงนามในเอกสารเพื่อกำหนดวันประชุม และเอกสารสำคัญของสมาพันธ์ ตามมติคณะผู้บริหารสมาพันธ์
(2) จัดระเบียบวาระการประชุม บันทึกการประชุม เป็นเลขาธิการและดำเนินการเกี่ยวกับการประชุม
(3) ปฏิบัติงานสารบรรณและเก็บรักษาเอกสาร
(4) ดำเนินกิจการของสมาพันธ์ โดยทั่วไปที่ไม่อยู่ในหน้าที่ของผู้ใด
(5) ประสานงานกับกรรมการ เพื่อให้การบริหารงานของสมาพันธ์ ดำเนินไปด้วยดี
(6) ปฏิบัติหน้าที่อื่นตามที่ประธานสมาพันธ์ หรือคณะผู้บริหารสมาพันธ์มอบหมาย
(7) รักษาการแทนประธานสมาพันธ์ เมื่อประธานสมาพันธ์ และรองประธานสมาพันธ์ ไม่อยู่หรือไม่สามารถปฏิบัติหน้าที่ได้
(8) เป็นหัวหน้าผู้บังคับบัญชาเจ้าหน้าที่ของสมาพันธ์
18.4 รองเลขาธิการ
(1) ปฏิบัติหน้าที่แทนเลขาธิการ เมื่อเลขาธิการไม่อยู่ หรือไม่สามารถปฏิบัติหน้าที่ได้
(2) เป็นผู้ช่วยเหลือเลขาธิการ ในการบังคับบัญชาเจ้าหน้าที่ของสมาพันธ์
(3) ปฏิบัติหน้าที่ตามที่เลขาธิการ ประธานสมาพันธ์ หรือคณะผู้บริหารสมาพันธ์มอบหมาย
18.5 ประชาสัมพันธ์
(1) ปฏิบัติหน้าที่เผยแพร่ข่าวสาร กิจกรรม ผลงานของสมาพันธ์ต่อสมาชิก สื่อมวลชน และผู้สนใจทั่วไป ผ่านสื่อมวลชน สื่อสิ่งพิมพ์ สื่อโทรทัศน์ วิทยุ และอินเตอร์เน็ต
(2) แถลงข่าว แถลงการณ์ ประกาศ โต้ตอบ หรือให้ข้อมูลเกี่ยวกับสมาพันธ์
(3) จัดทำสื่อสิ่งพิมพ์ สื่อวิทยุ สื่อโทรทัศน์ และเว็บไซต์ เพื่อประชาสัมพันธ์กิจกรรม ผลงานของสมาพันธ์
(4) แจ้งมติคณะผู้บริหารสมาพันธ์ มติที่ประชุมใหญ่ ไปยังสมาชิก
(5) ปฏิบัติหน้าที่อื่นตามที่ประธานสมาพันธ์ หรือคณะผู้บริหารสมาพันธ์มอบหมาย
18.6 ผู้ช่วยประชาสัมพันธ์
(1) ปฏิบัติหน้าที่แทนประชาสัมพันธ์เมื่อประชาสัมพันธ์ไม่อยู่ หรือไม่สามารถปฏิบัติหน้าที่ได้
(2) ปฏิบัติหน้าที่อื่นตามที่ประชาสัมพันธ์ ประธานสมาพันธ์ หรือคณะผู้บริหารสมาพันธ์มอบหมาย
18.7 เหรัญญิก
(1) รับเงิน เก็บรักษาเงิน เบิกจ่ายเงินของสมาพันธ์ ให้เป็นไปตามข้อบังคับ และระเบียบที่คณะผู้บริหารสมาพันธ์กำหนด
(2) จัดทำบัญชีรับจ่ายเงิน งบดุล งบทดลองประจำเดือน งบประจำปี และการบัญชีอื่น ๆ ของสมาพันธ์ ให้เป็นไปตามมาตรฐานที่ทางราชการกำหนด
(3) ดำเนินการอื่น ๆ ที่เกี่ยวกับการเงินและการบัญชีของสมาพันธ์
(4) ปฏิบัติหน้าที่อื่นตามที่ประธานสมาพันธ์ หรือคณะผู้บริหารสมาพันธ์มอบหมาย
18.8 ผู้ช่วยเหรัญญิก
(1) ปฏิบัติหน้าที่แทนเหรัญญิกเมื่อเหรัญญิกไม่อยู่หรือไม่สามารถปฏิบัติหน้าที่ได้
(2) ปฏิบัติหน้าที่อื่นตามที่เหรัญญิก ประธานสมาพันธ์ หรือคณะผู้บริหารสมาพันธ์มอบหมาย
18.9 นายทะเบียน
(1) จัดทำและเก็บรักษาทะเบียนประวัติของสมาชิก และคณะผู้บริหารสมาพันธ์
(2) จัดทำและเก็บรักษาประวัติของสมาพันธ์
(3) แก้ไขปรับปรุงทะเบียนของสมาชิกให้ถูกต้องตามความเป็นปัจจุบัน
(4) จัดทำเอกสารที่เกี่ยวข้องกับการสมัครสมาชิก สวัสดิการสมาชิก และอื่น ๆ
(5) รณรงค์เชิญชวนให้มีการสมัครเข้าเป็นสมาชิกสมาพันธ์อย่างสม่ำเสมอ
(6) ปฏิบัติหน้าที่อื่นตามที่ประธานสมาพันธ์ หรือคณะผู้บริหารสมาพันธ์มอบหมาย
18.10 ผู้ช่วยนายทะเบียน
(1) ปฏิบัติหน้าที่แทนนายทะเบียน เมื่อนายทะเบียนไม่อยู่หรือไม่สามารถปฏิบัติหน้าที่ได้
(2) ปฏิบัติหน้าที่อื่นตามที่นายทะเบียน ประธานสมาพันธ์ หรือคณะผู้บริหารสมาพันธ์มอบหมาย
18.11 วิชาการและฝึกอบรม
(1) จัดทำและเผยแพร่เอกสารความรู้เกี่ยวกับบทบาท อำนาจ หน้าที่ ขององค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น แนวทางการปฏิบัติหน้าที่ราชการ การบริหารงานบุคคล และอื่น ๆ อันเกี่ยวเนื่องหรือเป็นประโยชน์ต่อการปฏิบัติหน้าที่ราชการของมวลสมาชิก
(2) จัดทำโครงการหรือกิจกรรมเกี่ยวกับการฝึกอบรม ประชุม สัมมนา ทัศนศึกษาดูงาน แก่มวลสมาชิก และบุคคลผู้สนใจทั่วไป
(3) ปฏิบัติหน้าที่อื่นตามที่ประธานสมาพันธ์ หรือคณะผู้บริหารสมาพันธ์มอบหมาย
18.12 ผู้ช่วยวิชาการและฝึกอบรม
(1) ปฏิบัติหน้าที่แทนวิชาการและฝึกอบรม เมื่อวิชาการและฝึกอบรมไม่อยู่หรือไม่สามารถปฏิบัติหน้าที่ได้
(2) ปฏิบัติหน้าที่อื่นตามที่วิชาการและฝึกอบรม ประธานสมาพันธ์ หรือคณะผู้บริหารสมาพันธ์มอบหมาย
ข้อที่ 19 คณะกรรมการอำนวยการ ให้ประธานสมาพันธ์ เลขาธิการ เหรัญญิก นายทะเบียน วิชาการและฝึกอบรม และประชาสัมพันธ์ เป็นคณะกรรมการอำนวยการ โดยให้ประธานสมาพันธ์เป็นประธาน และเลขาธิการเป็นเลขานุการ นอกนั้นเป็นกรรมการ เพื่อทำหน้าที่บริหารกิจการของสมาพันธ์แทนคณะผู้บริหารสมาพันธ์ในเรื่องที่เร่งด่วน และกลั่นกรองเรื่องที่จะนำเข้าสู่ที่ประชุมประจำเดือนของคณะผู้บริหารสมาพันธ์ และปฏิบัติหน้าที่อื่น ๆ ทั้งนี้ ตามระเบียบที่คณะผู้บริหารสมาพันธ์กำหนด
หมวดที่ 4
การประชุมใหญ่
ข้อที่ 20 การประชุมใหญ่ของสมาพันธ์ มี 2 ประเภท คือ
20.1 ประชุมใหญ่สามัญ
20.2 ประชุมใหญ่วิสามัญ
ข้อที่ 21 คณะผู้บริหารสมาพันธ์จะต้องจัดให้มีการประชุมใหญ่สามัญประจำปี ๆ ละ 1 ครั้ง ภายในหนึ่งร้อยห้าสิบวันนับแต่วันสิ้นปีปฏิทิน
ข้อที่ 22 การประชุมใหญ่วิสามัญ อาจจะมีขึ้นได้ก็โดยเหตุที่คณะผู้บริหารสมาพันธ์เห็นควรจัดให้มีขึ้น หรือเกิดขึ้นจากการเข้าชื่อร่วมกันของสมาชิกไม่น้อยกว่า 1 ใน 5 ของสมาชิกทั้งหมด หรือสมาชิกจำนวนไม่น้อยกว่า 100 คน ทำหนังสือร้องขอ ต่อคณะผู้บริหารสมาพันธ์ให้จัดให้มีขั้น
ข้อที่ 23 การแจ้งกำหนดนัดประชุมใหญ่ให้เลขาธิการสมาพันธ์เป็นผู้แจ้งกำหนดนัดประชุมใหญ่ให้สมาชิกได้ทราบ และการแจ้งจะต้องแจ้งเป็นลายลักษณ์อักษร โดยระบุวัน เวลา และสถานที่ให้ชัดเจน โดยจะต้องแจ้งให้สมาชิกได้ทราบล่วงหน้าไม่น้อยกว่า 7 วัน และประกาศแจ้งกำหนดนัดประชุมไว้ ณ สำนักงานของสมาพันธ์เป็นเวลาไม่น้อยกว่า 7 วัน ก่อนถึงกำหนดการประชุมใหญ่ หรือใช้วิธีหนึ่งวิธีใดหรือหลายวิธีดังต่อไปนี้ เพื่อให้สมาชิกรับทราบ คือ
23.1 ประชาสัมพันธ์ทางสื่อวิทยุ
23.2 ประชาสัมพันธ์ทางสื่อโทรทัศน์
23.3 ประชาสัมพันธ์ทางสื่อหนังสือพิมพ์
23.4 ประชาสัมพันธ์ทางสื่อไปรษณีย์อิเลคทรอนิกส์และอินเตอร์เน็ตหรือเว็บไซต์
ข้อที่ 24 การประชุมใหญ่สามัญประจำปี จะต้องมีวาระการประชุมอย่างน้อยดังต่อไปนี้
24.1 แถลงกิจการที่ผ่านมาในรอบปี
24.2 แถลงบัญชีรายรับ รายจ่าย และบัญชีงบดุลของปีที่ผ่านมาให้สมาชิกรับทราบ
24.3 เลือกตั้งคณะผู้บริหารชุดใหม่ เมื่อครบกำหนดวาระ
24.4 เลือกตั้งผู้สอบบัญชี
24.5 เรื่องอื่น ๆ ถ้ามี
ข้อที่ 25 ในการประชุมใหญ่สามัญประจำปี หรือการประชุมใหญ่วิสามัญจะต้องมีสมาชิกเข้าร่วมประชุมไม่น้อยกว่ากึ่งหนึ่งของสมาชิกทั้งหมด หรือไม่น้อยกว่า 100 คน จึงจะถือว่าครบองค์ประชุม
กรณีเมื่อถึงกำหนดเวลานัดประชุมสมาชิกมาไม่ครบองค์ประชุมตามวรรคหนึ่ง ให้ยกเลิกการประชุมในครั้งนั้น และให้คณะผู้บริหารสมาพันธ์เรียก ประชุมใหญ่อีกครั้งหนึ่ง โดยจัดให้มีการประชุมขึ้นภายใน 30 วัน นับแต่วันที่นัดประชุมครั้งแรก สำหรับการประชุมในครั้งหลังนี้ ถ้ามีสมาชิกเข้าร่วมประชุมเป็นจำนวนเท่าใด ก็ให้ถือว่าครบองค์ประชุม ยกเว้นถ้าเป็นการประชุมใหญ่วิสามัญที่เกิดขึ้นจากการร้องขอของสมาชิก ก็ไม่ต้องจัดประชุมใหญ่ ให้ถือว่าการประชุมเป็นอันยกเลิก
ข้อที่ 26 การลงมติต่าง ๆ ในที่ประชุมใหญ่ ถ้าข้อบังคับมิได้กำหนดไว้เป็นอย่างอื่น ก็ให้ถือคะแนนเสียงข้างมากเป็นเกณฑ์ แต่ถ้าคะแนนเสียงที่ลงมติมีคะแนนเสียงเท่ากัน ก็ให้ประธานในการประชุมเป็นผู้ชี้ขาด
ข้อที่ 27 ในการประชุมใหญ่ของสมาพันธ์ ถ้าประธานสมาพันธ์ และรองประธานสมาพันธ์ไม่มาร่วมประชุม หรือไม่สามารถจะปฏิบัติหน้าที่ได้ ก็ให้ที่ประชุมใหญ่ทำการเลือกตั้งกรรมการที่มาร่วมประชุมคนใดคนหนึ่ง ให้ทำหน้าที่เป็นประธานในการประชุมคราวนั้น
หมวดที่ 5
รายได้ การเงินและทรัพย์สิน
ข้อที่ 28 สมาพันธ์ข้าราชการและลูกจ้างท้องถิ่นไทย อาจมีรายได้ดังนี้
(1) ค่าธรรมเนียมและค่าบำรุงจากสมาชิก
(2) เงินอุดหนุนจากหน่วยราชการ รัฐวิสาหกิจ และองค์กรภาคเอกชน
(3) รายได้จากการจำหน่ายพัสดุและเอกสารของสมาพันธ์
(4) รายได้จากการจัดฝึกอบรม ประชุม สัมมนาทางวิชาการ ทัศนศึกษาดูงาน หรืออื่น ๆ
(5) เงินบริจาค
ข้อที่ 29 การเงินและทรัพย์สินทั้งหมดให้อยู่ในความรับผิดชอบของคณะผู้บริหารสมาพันธ์ เงินสดของสมาพันธ์ถ้ามีให้นำฝากไว้ใน ธนาคารพาณิชย์ของรัฐบาลหรือเอกชน
ข้อที่ 30 การลงนามในตั๋วเงินหรือเช็คของสมาพันธ์ จะต้องมีลายมือชื่อของประธานสมาพันธ์ หรือผู้ที่คณะผู้บริหารสมาพันธ์มอบหมายให้ทำการแทนประธานสมาพันธ์ ลงนามร่วมกับเหรัญญิก และเลขาธิการหรือรองประธานสมาพันธ์ พร้อมกับประทับตราของสมาพันธ์จึงจะถือว่าใช้ได้
ข้อที่ 31 ให้ประธานสมาพันธ์มีอำนาจสั่งจ่ายเงินของสมาพันธ์ได้ครั้งละไม่เกิน 100,000 บาท (หนึ่งแสนบาทถ้วน) ถ้าเกินกว่านั้นจะต้องได้รับอนุมัติจากคณะผู้บริหารสมาพันธ์
ข้อที่ 32 ให้เหรัญญิก มีอำนาจเก็บรักษาเงินสดของสมาพันธ์ได้ไม่เกิน 10,000 บาท (หนึ่งหมื่นบาทถ้วน) ถ้าเกินกว่าจำนวนนี้ จะต้องนำฝากธนาคารในบัญชีของสมาพันธ์ทันที หรืออย่างช้าในวันทำการถัดไปของธนาคาร
ข้อที่ 33 เหรัญญิก จะต้องจัดทำบัญชีรายรับ รายจ่าย และบัญชีงบดุล ให้ถูกต้องตามมาตรฐานของทางราชการกำหนด การรับหรือจ่ายเงินทุกครั้ง จะต้องมีหลักฐานเป็นหนังสือ ลงลายมือชื่อของประธานสมาพันธ์หรือผู้ทำการแทน ร่วมกับเหรัญญิกหรือผู้ทำการแทน พร้อมกับประทับตามของสมาพันธ์ทุกครั้ง
ข้อที่ 34 ผู้สอบบัญชี จะต้องมิใช่กรรมการหรือเจ้าหน้าที่ของสมาพันธ์ และจะต้องเป็นผู้สอบบัญชีที่ได้รับอนุญาตจากหน่วยงานราชการที่รับผิดชอบด้วย
ข้อที่ 35 ผู้สอบบัญชี มีอำนาจหน้าที่จะเรียกเอกสารที่เกี่ยวกับการเงินและทรัพย์สินจากคณะผู้บริหารสมาพันธ์ และสามารถจะเชิญกรรมการ หรือเจ้าหน้าที่ของสมาพันธ์เพื่อสอบถาม เกี่ยวกับบัญชีและทรัพย์สินของสมาพันธ์ได้
ข้อที่ 36 คณะผู้บริหารสมาพันธ์จะต้องให้ความร่วมมือกับผู้สอบบัญชี เมื่อได้รับการร้องขอ
หมวดที่ 6
การเปลี่ยนแปลงแก้ไขข้อบังคับ การเปลี่ยนชื่อสมาพันธ์ และการเลิกสมาพันธ์
ข้อที่ 37 ข้อบังคับสมาพันธ์จะเปลี่ยนแปลงแก้ไขได้โดยมติของที่ประชุมใหญ่เท่านั้น และองค์ประชุมใหญ่จะต้องมีสมาชิกเข้าร่วมประชุมไม่น้อยกว่ากึ่งหนึ่งของสมาชิกทั้งหมด หรือไม่น้อยกว่า 200 คน กรณีมีสมาชิกเกินกว่า 500 คน มติของที่ประชุมใหญ่ในการให้เปลี่ยนแปลงแก้ไขข้อบังคับ จะต้องมีคะแนนเสียงไม่น้อยกว่า 2 ใน 3 ของสมาชิกที่เข้าร่วมประชุมทั้งหมด
ข้อที่ 38 การเปลี่ยนชื่อสมาพันธ์ ที่ประชุมใหญ่สมาพันธ์อาจมีมติให้เปลี่ยนชื่อสมาพันธ์ได้ โดยองค์ประชุมใหญ่จะต้องเป็นไปตามข้อกำหนดในข้อที่ 37 โดยอนุโลม
ข้อที่ 39 การเลิกสมาพันธ์จะเลิกได้ก็โดยมติของที่ประชุมใหญ่ของสมาพันธ์ ยกเว้นเป็นการเลิกเพราะเหตุของกฎหมาย มติของที่ประชุมใหญ่ที่ให้เลิกสมาพันธ์จะต้องมีคะแนนเสียงไม่น้อยกว่า 3 ใน 4 ของสมาชิกที่เข้าร่วมประชุมทั้งหมด และองค์ประชุมใหญ่ จะต้องไม่น้อยกว่ากึ่งหนึ่งของสมาชิกทั้งหมด
ข้อที่ 40 เมื่อสมาพันธ์ต้องเลิก ไม่ว่าด้วยเหตุใด ๆ ยกเว้นเลิกตามข้อ 41 ให้ทรัพย์สินของสมาพันธ์ที่เหลืออยู่ หลังจากที่ได้ชำระบัญชีเป็นที่เรียบร้อยแล้ว ให้ตกเป็นของ มูลนิธิชัยพัฒนา
ข้อที่ 41 กรณีการเลิกสมาพันธ์เพื่อจัดตั้งเป็นสมาคม หรือสหพันธ์ หรือองค์กรที่เรียกชื่ออย่างอื่น ให้บรรดาทรัพย์สินของสมาพันธ์ตามข้อ 40 บรรดาเจ้าหน้าที่ของสมาพันธ์ และหนี้สินของสมาพันธ์ โอนไปเป็นทรัพย์สิน เจ้าหน้าที่ และหนี้สินของสมาคม หรือสหพันธ์ หรือองค์กรที่จัดตั้งขึ้นนั้นแทน
หมวดที่ 7
บทเฉพาะกาล
ข้อที่ 42 ข้อบังคับฉบับนี้นั้น ให้เริ่มใช้บังคับได้นับตั้งแต่วันที่ประธานสมาพันธ์ลงนามประกาศใช้ตามมติของคณะผู้จัดตั้งสมาพันธ์เป็นต้นไป
ข้อที่ 43 เมื่อสมาพันธ์ได้ประกาศใช้ข้อบังคับสมาพันธ์ฉบับนี้แล้ว ก็ให้ถือว่าผู้เริ่มการและผู้เข้าประชุม หรือผู้เข้าร่วมประชุมจัดตั้งสมาพันธ์ข้าราชการและลูกจ้างท้องถิ่นไทยทั้งหมดเป็นสมาชิกสมาพันธ์
ข้อ 44 ในวาระเริ่มแรกเป็นเวลา 4 ปี มิให้นำความในข้อ 37 มาบังคับใช้ และให้อำนาจตามข้อ 37 เป็นอำนาจของคณะผู้จัดตั้งสมาพันธ์
ข้อ 45 ข้อบังคับนี้ให้มีผลใช้บังคับตั้งแต่วันประกาศเป็นต้นไป
ประกาศ ณ วันที่ 10 เดือน เมษายน พ.ศ. 2552
(ลงชื่อ) พิพัฒน์ วรสิทธิดำรง ผู้จัดทำข้อบังคับ
(นายพิพัฒน์ วรสิทธิดำรง)
เลขานุการคณะผู้จัดตั้งสมาพันธ์ข้าราชการและลูกจ้างท้องถิ่นไทย
ดู/ปรินท์/พิมพ์เอกสารนี้เป็นไฟล์ pdf. คลิกที่นี่ / ดาวน์โหลดใบสมัครสมาชิก / กลับสู่เมนูหลักของสมาพันธ์ฯ
(22/04/52)