
รายงานพิเศษเรื่อง
"ทำไม...ต้องรับร่างรัฐธรรมนูญปี ๒๕๕๐"
โดย...นายรากหญ้า
๑๙ สิงหาคม ๒๕๕๐ ระหว่างเวลา ๐๘.๐๐ น. - ๑๖.๐๐ น. เป็นวันที่ต้องจารึกไว้ในหน้าประวัติศาสตร์การเมืองการปกครองของไทยอีกครั้งหนึ่ง นับแต่การเปลี่ยนแปลงการปกครองจากระบอบสมบูรณาญาสิทธิราชย์มาเป็นระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข เมื่อวันที่ ๒๔ มิถุนายน ๒๔๗๕ เป็นต้นมา ประเทศไทยมีรัฐธรรมนูญมาแล้ว ๑๗ ฉบับ (ไม่นับรวมฉบับที่มีการแก้ไขเปลี่ยนแปลง) อาจมากที่สุดในโลก และวันดังกล่าวเป็นวันที่คนไทยกว่า ๔๐ ล้านคนที่มีสิทธิเลือกตั้ง จะได้ร่วมใจเป็นหนึ่งเดียวในการไปร่วมลงประชามติเพื่อรับหรือไม่รับร่างรัฐธรรมนูญ ฉบับที่ ๑๘ ซึ่งเป็นฉบับที่มีความยาวถึง ๓๐๙ มาตรา ซึ่งร่างโดยสภาร่างรัฐธรรมนูญ หรือ สสร. จำนวน ๑๐๐ คน ซึ่งมีที่มาจากกลุ่ม องค์กร หน่วยงานทั้งภาครัฐ ภาคเอกชน และภาคประชาชน มีการคัดเลือกหลายชั้นหลายขั้นตอนกว่าจะได้ สสร.จำนวนดังกล่าว และกว่าจะได้ร่างรัฐธรรมนูญฉบับนี้มาเป็นรูปร่าง จัดทำเป็นรูปเล่มที่สมบูรณ์พร้อมให้ประชาชนทั่วประเทศได้ไปชี้ว่า เห็นชอบหรือไม่เห็นชอบนั้น ได้ผ่านการกลั่นกรองจากหลายเวทีทั่วประเทศ ทั้งที่เป็นทางการและไม่เป็นทางการ ทั้งจากสื่อมวลชนทุกแขนงไม่ว่าจะเป็น ทีวี วิทยุ หนังสือพิมพ์ อินเตอร์เน็ต จนกระทั่งไปสู่การอภิปราย ๑๐ กว่าวัน/คืน ที่มีการอภิปรายในสภาร่างรัฐธรรมนูญในขั้นตอนสุดท้ายที่มีการอภิปราย เพื่อชี้แจงเหตุและผลในการเขียนในแต่ละมาตราอย่างละเอียด จนมีการแก้ไข ปรับปรุง ปรับเปลี่ยน ให้มีความเหมาะสม หรือการท้วงติงของหลาย ๆ ฝ่ายที่ได้ติดตามการร่างรัฐธรรมนูญฉบับนี้มาอย่างเป็นระยะ ๆ จนกระทั่งวันนี้ ได้จัดทำเป็นร่างสมบูรณ์แล้ว และอยู่ในมือของประชาชนทุกครัวเรือนทั่วประเทศกว่า ๑๙ ล้านฉบับ
ในช่วงเวลาหลายสัปดาห์ที่ผ่านมา ภายหลังจากสภาร่างรัฐธรรมนูญได้ผ่านความเห็นชอบร่างรัฐธรรมนูญที่คณะกรรมาธิการยกร่างรัฐธรรมนูญได้นำเสนอตั้งแต่ต้นเดือนกรกฎาคม ๒๕๕๐ ที่ผ่านมา กระแสวิพากษ์วิจารณ์ทั้งเห็นด้วย ไม่เห็นด้วยก็เริ่มกระหื่มขึ้นเป็นลำัดับ จนกระทั่งปัจจุบัน สรุปเหตุผลฝ่ายที่เห็นด้วย เช่น รัฐธรรมนูญฉบับนี้ดีกว่าปี ๒๕๔๐ บ้าง รัฐธรรมนูญฉบับนี้จะนำไปสู่การเลือกตั้งโดยเร็วบ้าง รัฐธรรมนูญฉบับนี้ได้แก้ไขปัญหาและอุดช่องโหว่จากรัฐธรรมนูญฉบับปี ๒๕๔๐ โดยเฉพาะ การแทรกแซงองค์กรอิสระ และข้าราชการประจำอย่างที่ไม่เคยมีมาก่อนจากฝ่ายการเมืองบ้าง เป็นต้น ส่วนฝ่ายที่ไม่เห็นด้วยหรือไม่ยอมรับร่างก็มีเหตุผล เช่น รัฐธรรมนูญฉบับนี้แม้ดีอย่างไรแต่ก็มาจากการรัฐประหารบ้าง รัฐธรรมนูญฉบับนี้เป็นรัฐธรรมนูญอำมาตยาธิปไตยบ้าง จะทำให้พรรคการเมืองอ่อนแอบ้าง ทำให้ตุลาการมีอำนาจมากเกินไปบ้าง เป็นต้น เหตุและผลที่ฝ่ายเห็นด้วยและไม่เห็นด้วย ส่วนใหญ่ล้วนอยู่ในวังวนของอำนาจทางการเมือง อำนาจในการบริหารประเทศ นั่นก็คือ ที่มาของอำนาจฝ่ายบริหาร ฝ่ายนิติบัญญัติ และฝ่ายตุลาการ โดยเฉพาะอำนาจฝ่ายนิติบัญญัติที่นำไปสู่อำนาจฝ่ายบริหารและการควบคุมฝ่ายบริหาร เพราะการได้มาซึ่งอำนาจฝ่ายบริหาร จะนำมาซึ่งความเป็นอยู่ของคนที่ออกมาวิพากษ์วิจารณ์เป็นส่วนใหญ่ ที่สื่อมวลชนขนานนามว่า "กลุ่มอำนาจเก่า" และ "กลุ่มอำนาจปัจจุบัน" ที่ใช้ประชาชนเป็นผู้ตัดสิน โดยทั้งสองฝ่ายต่างออกมารณรงค์อย่างเข้มข้น และโจมตีเหตุผลซึ่งกันและกัน แต่ทั้งสองฝ่ายกลับไม่ค่อยได้สนใจอธิบายให้ประชาชนผู้ตัดสินเลยว่า ผู้ตัดสินหรือประชาชนที่จะไปลงประชามตินั้น จะได้อะไรบ้างจากรัฐธรรมนูญฉบับนี้ กลุ่มข้าราชการจะได้อะไร เอกชนจะได้อะไร เกษตรกรจะได้อะไร ผู้สูงอายุ ผู้ยากไร้ ผู้พิการ ผู้เร่รอน จะได้อะไร รวมตลอดจนสังคมไทยจะดีขึ้นอย่างไร หากรัฐธรรมนูญฉบับนี้ผ่านหรือไม่ผ่านการลงประชามติ อาชญากรรมที่เกิดขึ้นทุกวันจะดีกว่าปัจจุบันอย่างไร ตำรวจจะยังเป็นที่พึ่งพิงของประชาชนได้ดีกว่าปัจจุบันอย่างไร ข้าราชการจะไม่ถูกแทรกแซงหรือกดขี่จากนักการเมืองเหมือนเช่นอดีตที่ผ่านมาอย่างไร สิ่งเหล่านี้ รัฐบาลไม่ได้ใช้สื่อที่รัฐครอบครองอยู่ ไม่ว่าจะเป็นทีวี วิทยุ สร้างความเข้าใจให้กับประชาชน หรือกลุ่ม องค์กร ที่มีสิทธิลงประชามติให้เป็นจริงเป็นอย่างจังเท่าที่ควร นอกจากการไปแจกร่างรัฐธรรมนูญ ทั้งที่แม้แต่คนแจกเอง (อาจ) อ่านก็ยังไม่จบ การวิ่ง เดิน ถือป้ายรณรงค์ออกไปลงประชามติ หรือโฆษณาให้ไปลงประชามติเยอะ ๆ หรือแม้กระทั่งใจป้ำมีมติครม.ให้วันถัดไปจากวันลงประชามติเป็นวันหยุดราชการ รวมทั้งการลดค่าโดยสารถึงครึ่งหนึ่ง แต่ประชาชนส่วนใหญ่ก็ยังไม่เข้าใจอยู่ดีว่า "ตนเองจะได้อะไรบ้าง หรือไม่ได้อะไรบ้าง หากรัฐธรรมนูญฉบับนี้ผ่านหรือไม่ผ่าน"
ในเมื่อคนส่วนใหญ่ ไม่อ่านรัฐธรรมนูญ หรืออ่านก็อ่านไม่จบ หรือหาคำตอบไม่ได้ว่า ตนเองจะได้อะไร ในฐานะพวกเราเป็นส่วนหนึ่งของคนสี่สิบกว่าล้านคนที่ต้องไปลงประชามติว่า "รับหรือไม่รับ" เราควรมาอ่านและทำความเข้าใจในเรื่องที่เราคิดว่าจะได้หรือไม่ได้อะไรในรัฐธรรมนูญฉบับนี้ดีกว่าไหม ในร่างรัฐธรรมนูญ ฉบับปี ๒๕๕๐ ในหมวดว่าด้วยองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น ไม่ได้ผิดแผกหรือแตกต่างไปจากรัฐธรรมนูญฉบับปี ๒๕๔๐ สักเท่าไหร่ นั่นก็คือ รัฐธรรมนูญฉบับนี้ยังคงหลักการการกระจายอำนาจไว้เช่นเดียว ให้มีคณะกรรมการการกระจายอำนาจ ให้มีกฏหมายว่าด้วยการกระจายอำนาจ ให้มีคณะกรรมการบริหารงานบุคคลท้องถิ่นเหมือนเดิม แต่มีข้อปลีกย่อยที่สำคัญหลายอย่างที่แตกต่างไปจากรัฐธรรมนูญฉบับปี ๒๕๔๐ นอกจากการเปลี่ยนหมวดจากหมวดเดิมหมวดที่ ๙ เป็นหมวดที่ ๑๔ และเป็นหลักการที่สำคัญอันเป็นประโยชน์ต่อพนักงานส่วนท้องถิ่นโดยรวม ได้แก่
(๑) เปลี่ยนชื่อพนักงานส่วนท้องถิ่น ซึ่งเดิมมีการเรียกแตกต่างกันไป เช่น พนักงานเทศบาล พนักงานส่วนตำบล ข้าราชการกรุงเทพมหานคร ข้าราชการอบจ. พนักงานเมืองพัทยา ให้เป็นชื่อเดียวกัน เรียกว่า "ข้าราชการส่วนท้องถิ่น" ทั้งนี้ เป็นไปตามคำเรียกร้องของพนักงานส่วนตำบลที่ต้องการให้ พนักงานส่วนท้องถิ่น มีศักดิ์ศรีความเป็นข้าราชการเช่นเดียวกันกับข้าราชการพลเรือน
(๒) เปลี่ยนถ้อยคำกรณีการบรรจุ แต่งตั้ง การให้พ้นจากตำแหน่งของข้าราชการส่วนท้องถิ่น จากเดิมใช้คำว่า "...ทั้งนี้ เป็นไปตามความต้องการของท้องถิ่น" เปลี่ยนมาใช้คำว่า "....ทั้งนี้ เป็นไปตามความเหมาะสมของท้องถิ่น" ซึ่งเป็นการแก้ไขหลักการที่ว่า ข้าราชการส่วนท้องถิ่นเกิดที่ไหนตายที่นั่น เพราะ หลายปีที่ผ่านมา ข้าราชการส่วนท้องถิ่นประสบปัญหาการโอน (ย้าย) สับเปลี่ยนระหว่างกัน โดยที่มีการแปลความหมายของคำว่า "เป็นไปตามความต้องการของท้องถิ่น" คำว่าท้องถิ่นนั่น มีการแปลความหมายถึง ผู้บริหารท้องถิ่น ทำให้เกิดปัญหาหลากหลายทั้งเรื่อง การใช้เงินใช้ทองในการบรรจุ แต่งตั้ง โยกย้าย หรือการกลั่นแกล้งกัน ทำให้ข้าราชการท้องถิ่นทุกระดับตกอยู่ภายใต้การอำนาจของผู้บริหารท้องถิ่น จนไม่กล้าขัดใจแม้จะเห็นว่า สิ่งนั้นไม่ถูกต้องตามระเบียบ กฎหมาย หรือหลักคุณธรรมก็ตาม ดังนั้น การใช้คำว่า "ตามความเหมาะสมของท้องถิ่น" นั้น จะเป็นการปูทางไปสู่การแก้ไขปัญหาดังกล่าวให้คลี่คลายในกฎหมายลูกต่อไป
(๓) เพิ่มผู้แทนข้าราชการส่วนท้องถิ่นในคณะกรรมการข้าราชการส่วนท้องถิ่น จากเดิมมาจาก ๓ ฝ่าย คือ ฝ่ายส่วนราชการที่เกี่ยวข้อง ฝ่ายผู้ทรงคุณวุฒิ และฝ่ายท้องถิ่น (หมายถึงฝ่ายการเมืองรวมกับฝ่ายข้าราชการประจำ) เรียกว่า ไตรภาคี ในรัฐธรรมนูญฉบับนี้ ได้แยกฝ่ายท้องถิ่น ออกเป็น ฝ่ายการเมือง กับฝ่ายข้าราชการส่วนท้องถิ่น ออกจากกัน รวมเป็นสี่ฝ่าย ซึ่งจะทำให้การต่อรองหรือการใช้เสียงในคณะกรรมการฯ ของฝ่ายข้าราชการส่วนท้องถิ่นมีน้ำหนักมากขึ้นกว่าปัจจุบัน ที่ฝ่ายข้าราชการส่วนท้องถิ่นนั้นเสียเปรียบมาโดยตลอด
(๔) การเพิ่มองค์กรพิทักษ์ระบบคุณธรรม จะเป็นหลักประกันความมั่นคงและศักดิ์ศรีของข้าราชการส่วนท้องถิ่น ให้มีความเป็นอิสระในวิชาชีพได้มากยิ่งขึ้น ทั้งนี้ (อาจ) เป็นการปูทางไปสู่การผลักดันให้มี "สำนักงานข้าราชการส่วนท้องถิ่น" เพื่อให้มีศักดิ์ศรีและสิทธิต่าง ๆ เท่าเทียมกับสำนักงานข้าราชการพลเรือน หรือ ก.พ. ในอนาคต อันจะทำให้ข้าราชการส่วนท้องถิ่นนั้น ไม่ต้องขวัญผวากับการแทรกแซงการทำงานของฝ่ายการเมืองหรืออิทธิพลของกลุ่มบุคคลใดอีกต่อไป
(๕) มีการกำหนดแนวทางการกำกับดูแลให้ชัดเจนขึ้น โดยกำหนดขอบเขตในการกำกับดูแลว่า "ให้มีการกำหนดมาตรฐานกลางเพื่อเป็นแนวทางให้องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นเลือกไปปฏิบัติได้เอง...." ซึ่งเป็นจะแนวทางนำไปสู่การออกกฎหมาย หรือระเบียบ หลักเกณฑ์ ต่างของกระทรวงมหาดไทยที่ต้องกำหนดไว้เป็นกลาง ๆ เพื่อให้ท้องถิ่นซึ่งมีความแตกต่างกัน สามารถนำไปออกเป็นระเบียบหรือหลักเกณฑ์ของตนได้อย่างเหมาะสมกับท้องถิ่นนั้น ๆ ซึ่งจะเป็นการแก้ไขปัญหาปัจจุบันที่ระเบียบหรือหลักเกณฑ์ที่กระทรวงมหาดไทยออกมานั้น บังคับใช้ไปทั่วประเทศซึ่งไม่สอดคล้องกับสภาพของแต่ละท้องถิ่น ที่มีความแตกต่างกันทั้งเรื่อง ศาสนา วัฒนธรรม พื้นที่ รายได้ ภูมิอากาศ เป็นต้น
ครับ นี่เป็นเพียงแค่ ๕ ประเด็นเท่านั้น ที่รัฐธรรมนูญฉบับนี้ ได้มองเห็นถึงปัญหาที่เกิดขึ้นในประเทศ แม้กระทั่งองค์กรเล็ก ๆ เช่น องค์การบริหารส่วนตำบล คณะผู้ร่างรัฐธรรมนูญฉบับนี้ก็มองเห็น ดังนั้น จึงน่าจะสรุปได้ว่า ประเด็นสำคัญ ๆ ที่เป็นปัญหาของประเทศตลอดช่วงระยะเวลา ๑๐ ปีที่ใช้รัฐธรรมนูญฉบับปี ๒๕๔๐ ที่ผ่านมา ทำไม สสร.จะไม่แก้ไขให้เป็นไปในทิศทางทีดีขึ้นล่ะ และหากทุกคนอ่านร่างรัฐธรรมนูญฉบับนี้ แล้วลองนำไปเทียบกับปี ๒๕๔๐ แล้ว จะทราบได้ทันทีว่า ประเด็นที่เป็นปัญหานั้น รัฐธรรมนูญฉบับนี้ได้อุดช่องโหว่ ช่องว่าง ไว้หมดสิ้นแล้ว ดังนั้น การที่สสร.อุดช่องว่างช่องโหว่ โดยปรามาจารย์ด้านกฎหมายอย่างเช่น อาจารย์วิชา มหาคุณ ซึ่งได้พูดถึงองค์การบริหารส่วนตำบลไว้อย่างน่าประทับใจในรายการของ ASTV เมื่อคืืนวันที่ ๑๓ สิงหาคม ๒๕๕๐ ที่ผ่านมาว่า "พนักงานส่วนตำบลหลายท่านได้ส่งหนังสือมาหาท่าน เ่ล่าเรื่องถึง การถูกผู้บริหารท้องถิ่นย่ำยีศักดิ์ศรี กระทั่งเอาปืนจ่อหัวเพื่อให้เซ็นต์เอกสารหรือเซ็นต์เช็คให้ พนักงานส่วนตำบลเหล่านี้ มีองค์กรเล็ก ๆ ที่ดูแลอยู่ไม่เหมือน ก.พ. หรือ ก.ตร. หรือ ก.ต. ที่เป็นองค์กรใหญ่ รัฐธรรมนูญนี้จึงเพิ่มให้มีองค์กรพิทักษ์ระบบคุณธรรมเพื่อช่วยดูแลพวกเขา" ซึ่งผู้เขียนซาบซึ้งในความเข้าใจของการเป็นข้าราชการในองค์พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวฯ เหมือนกันของท่านแม้พวกเราจะเป็นข้าราชการเล็ก ๆ ที่อยู่ตามชนบทห่างไกลก็ตาม แต่รัฐธรรมนูญฉบับนี้กลับคุ้มครองพวกเราเสมอเหมือนกันทุกคน นอกจากนั้น ก็ยังมี ศ.ดร.สมคิด เลิศไพฑูรย์ ศ.นรนิติ เศรษฐบุตร ดร.เจิมศักดิ์ ปิ่นทอง ดร.การุณย์ ใสงาม รศ.วุฒิสาร ตันไชย ซึ่งล้วนเป็นปรามาจารย์ผู้เชี่ยวชาญด้านกฎหมาย และเข้าใจสังคมไทยดี โดยเฉพาะองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น ดังนั้น จึงไม่เห็นมีเหตุผลใดที่พวกเรา ข้าราชการส่วนท้องถิ่น พนักงานจ้าง และลูกจ้างประจำ รวมตลอดจนครอบครัวของพวกเราจะไม่รับร่างรัฐธรรมนูญฉบับนี้ ข้าพเจ้าจึงขอสนับสนุนให้พวกเรารับร่างรัฐธรรมนูญฉบับนี้ ไว้ ณ ที่นี้ด้วย ด้วยเหตุผลที่ไม่อาจหาเหตุผลใดมาหักล้างในเหตุผลข้างต้นได้.....หรือท่านยังเห็นว่ารัฐธรรมนูญฉบับนี้ไม่ดีพออีกหรือ????
(หมายเหตุ.- ข้อความทั้งหมดเป็นความเห็นส่วนตัว มิได้ผูกพันกับองค์กรหรือ บุคคล ใด ๆ ทั้งสิ้น)