"การเลือกตั้งประธานสมาพันธ์ปลัดอบต.แห่งประเทศไทย
สำคัญอย่างไรต่อคนอบต."


     
สวัสดีครับ เพื่อน ๆ ข้าราชการส่วนท้องถิ่น และทุกท่านที่สนใจติดตามคอลัมน์นี้  วันนี้ วันศุกร์หรรษาสำหรับใครหลาย ๆ คน เพราะพรุ่งนี้วันเสาร์ก็จะได้พักผ่อนกับครอบครัว กับคนที่เรารักและคนที่รักเรา ก็ขอให้ทุกท่านมีความสุข สดชื่น กันถ้วนหน้าครับ
          หลายท่านยังสอบถามมาอย่างต่อเนื่อง (ทั้งที่แจ้งให้ทราบเป็นระยะ ๆ แล้วก็ตาม) ว่า อปท.จะได้รับเงินเพิ่มขึ้นตามนโยบายรัฐบาลหรือไม่ (ปริญญาตรี ๑๕,๐๐๐ บาท) ขอย้ำอีกครั้งว่า ได้แน่นอนครับ เพราะ ก.กลาง (ก.จ./ก.ท./ก.อบต.) มีมติเห็นชอบในหลักการไปแล้วเมื่อวันที่ ๒๙ กุมภาพันธ์ ๒๕๕๕ ที่ผ่านมา โดยมอบหมายให้ฝ่ายเลขานุการ ก.กลางเป็นผู้ดำเนินการจัดทำร่างประกาศหลักเกณฑ์ให้สอดคล้องกับมติคณะรัฐมนตรีดังกล่าว แต่อย่างที่เคยบอกพวกเราไว้ว่า ปัจจุบันระบบเงินเดือน/ค่าตอบแทน ของข้าราชการพลเรือน กับข้าราชการส่วนท้องถิ่น ใช้คนระบบ คณะรัฐมนตรีเวลาอออกมติใด ๆ มาคนที่เสนอเรื่องคือ กรมบัญชีกลางร่วมกับสำนักงานข้าราชการพลเรือนที่จะรับผิดชอบร่วมกัน ดังนั้น ครม.จะไม่รับรู้ว่าร่างที่เสนอต่อ ครม.นั้นมิได้รวมข้าราชการส่วนท้องถิ่นด้วย (ผมเข้าใจเอาเองว่า นายกรัฐมนตรีก็อาจไม่ทราบว่า ข้าราชการส่วนท้องถิ่นใช้ระบบเงินเดือนต่างจากข้าราชการพลเรือน) ดังนั้น ฝ่ายเลขานุการ ก.กลาง จึงต้องใช้เวลาพอสมควรที่จะพินิจพิจารณาจัดทำร่างประกาศหลักเกณฑ์ให้สอดคล้องกับมติครม.ดังกล่าว โดยให้แตกต่างกันน้อยที่สุดหรือเหมือนกันโดยปริยาย แต่อย่างที่บอกเมื่อมีข้อแตกต่างจึงต้องมีความรอบคอบพอสมควร ยิ่งอดีตเคยมีปัญหากรณีการเพิ่มเงินตามคุณวุฒิที่มีการฟ้องร้องกันอยู่และภายหลังมีการแก้ไขตามมา ก็ยิ่งทำให้ฝ่ายเลขานุการ ก.กลาง ต้องใช้เวลาคำนวณมากยิ่งขึ้น พวกเราจึงต้องใจเย็น ๆ กันนิดหนึ่งครับ เพราะหากออกมาไม่สอดคล้องกับมติครม.หรือมีสถานะที่ต่ำกว่าก็จะทำให้พวกเราฟ้องร้อง ก.กลางอีก อาจทำให้ฝ่ายที่ทำหน้าที่อาจท้อกับภาระหน้าที่นี้ เพราะคนที่ทำหลักเกณฑ์นี้ให้พวกเรา เขาก็ไม่ได้รับประโยชน์จากหลักเกณฑ์ที่เขาจัดทำขึ้นแต่อย่างใด ซึ่งแตกต่างจากสำนักงานข้าราชการพลเรือนกับกรมบัญชีกลาง ที่เขาทำขึ้นเร็ว เพราะพวกเขาได้ประโยชน์ร่วมด้วยนั่นเอง
          เช่นเดียวกันกับ หลักเกณฑ์การกำหนดตำแหน่งปลัดอบต.ระดับ ๘ ในอบต.ขนาดกลาง เป็นกรณีพิเศษ ขณะนี้ทราบจากผู้เกี่ยวข้องว่า อยู่ระหว่างการพิจารณาของคณะทำงานของรัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงมหาดไทย (นายชูชาติ หาญสวัสดิ์) ตามมติ ก.อบต.เมื่อวันที่ ๒๕ มกราคม ๒๕๕๕ ซึ่งมีการรับรองมติดังกล่าวไปเมื่อวันที่ ๒๙ กุมภาพันธ์  ๒๕๕๕ ทุกฝ่ายก็รออยู่ว่า รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงมหาดไทยจะบิดพริ้วหรือไม่ (ซึ่งคิดว่าคงไม่มี) แต่ภารกิจท่านมาก ข้าราชการส่วนท้องถิ่น ที่พวกเรายังเปรียบเปรยอย่างน้อยใจว่า “ข้าราชการชั้นสอง” จึงต้องรอไปก่อน
          และสำหรับเงินประจำตำแหน่งของหัวหน้าส่วนราชการ และการปรับโครงสร้างอัตราเงินเดือนของข้าราชการส่วนท้องถิ่น ให้สอดคล้องกับอัตราเงินเดือนของข้าราชการพลเรือนในปัจจุบันที่มีความแตกต่างกัน ก็คงต้องรอไปอีกสักหลายเดือนเพราะตรวจสอบล่าสุด ก.ถ. หรือคณะกรรมการมาตรฐานการบริหารงานบุคคลส่วนท้องถิ่น ก็ยังไม่สามารถสรรหาได้ครบองค์ประกอบ จึงจัดประชุมหรือดำเนินการอะไรไม่ได้ จึงต้องรอต่อไป เพราะคนท้องถิ่นอยู่ชั้นสอง เวลาจะได้รับแจกอะไรเขาก็ต้องให้คนที่อยู่ชั้นหนึ่งก่อน และค่อยไล่ขึ้นมาแจกให้คนที่อยู่ชั้นสอง รอนะครับ ช่วงที่รอก็ควรผนึกกำลังกันไว้ด้วยสำหรับหัวหน้าส่วนราชการต่าง ๆ เมื่อ ก.ถ. ครบองค์เมื่อไหร่ ที่หมายรวมพลของพวกท่านก็คือ สำนักงานปลัดกระทรวงมหาดไทย อันเป็นที่ตั้งของสำนักงาน ก.ถ. ที่พวกท่านควรไปทวงถาม
          สำหรับหลักเกณฑ์เกี่ยวกับการปรับปรุงตำแหน่งหัวหน้าส่วนราชการของอบต.ระดับ ๗ ให้เป็นผู้อำนวยการกองระดับ ๗ หลายคนยังสงสัยอยู่ว่า แนวทางการปฏิบัติจะเป็นอย่างไร คนที่มีระดับตำแหน่งไม่ถึงระดับ ๗ จะทำอย่างไร เรื่องนี้ คงต้องสอบถามแนวทางปฏิบัติกับสำนักงานเลขานุการ ก.อบต.จังหวัดแต่ละจังหวัดเอาเองนะครับว่าแนวทางของแต่ละจังหวัดจะเป็นอย่างไร แต่สำหรับจังหวัดเชียงใหม่ สมาคมข้าราชการส่วนท้องถิ่นจังหวัดเชียงใหม่ ได้เชิญ นายภิญโญ พัวศรีพันธุ์ ผู้ช่วยเลขานุการ ก.อบต.จังหวัดเชียงใหม่ มาอธิบายให้ผู้ที่เกี่ยวข้องทราบในวันศุกร์ที่ ๒๓ มีนาคม ๒๕๕๕ เวลา ๑๔.๐๐ น. ณ โรงแรมเชียงใหม่ภูคำ ในงานประชุมใหญ่สามัญประจำปีของสมาคมฯ จึงขอเชิญหัวหน้าส่วนราชการต่าง ๆ มารับฟังกันให้พร้อมเพรียงครับ
          อีกเรื่องที่ยังเป็นปัญหาใหญ่ ที่ผมก็ไม่ค่อยเข้าใจเหมือนกันว่า กรมส่งเสริมการปกครองท้องถิ่น (เฉพาะหน่วยงานที่รับผิดชอบเกี่ยวกับศูนย์พัฒนาเด็กเล็ก) มัวทำอะไรกันอยู่ แต่ที่เห็น ๆ คือการจัดอบรมที่โรงแรมอเลคซานเดอร์ แถวหัวหมาก (ตลอดทั้งปี) หรือเป็นเพราะเหตุนี้จึงทำให้ไม่มีเวลามาดูว่า ผลผลิตที่ท่าน ๆ ทั้งหลายทำไว้นั้น ท่านดูแลเขาอย่างไร เงินเดือน/ค่าตอบแทน ของครูดูแลเด็ก (ข้าราชการพันธุ์พิเศษ) กับผู้ช่วยครูดูแลเด็กอนุบาลและปฐมวัย (ผดด.) ตอนนี้ จะไม่มีอะไรกินอยู่แล้ว ทำไมถึงไม่ยอมแจ้งแนวทางปฏิบัติในการจัดสรรเงินอุดหนุนเฉพาะกิจนี้มาให้ชัดเจนว่า จะให้อปท.ทำอย่างไร เงินจัดสรรก็ไม่แจ้ง ตัวเงินก็ไม่โอน แล้วค่ารักษาพยาบาลของครูดูแลเด็กจะทำอย่างไร จะเบิกจ่ายที่ไหน สวัสดิการต่าง ๆ ของพวกเราทำอย่างไร จะทำอะไรก็ไม่ทำ จะยกเว้นระเบียบให้อปท.ก็ไม่ทำ จะแจ้งให้ผู้ว่าฯ ช่วยเป็นธุระยกเว้นระเบียบหรือแนวทางปฏิบัติก็ไม่ทำ โทรไปถามก็ไม่รับ (โทรศัพท์สายปกติของกรมฯ กว่าจะโทร.ติดแล้วมีคนรับสายต้องใช้เวลาเป็นวัน ไม่ทราบเป็นเพราะอะไร) ถึงรับก็ให้คำตอบไม่ได้ เพราะคนที่รับไม่มีอำนาจหรือหน้าที่ที่พอจะตอบได้  หากมีผู้ใหญ่ในกรมฯ หรือคนเล็ก ๆ ในกรมฯได้อ่านคอลัมน์นี้อยู่บ้าง ก็ขอฝากให้หน่วยงานที่รับผิดชอบเรื่องนี้ช่วยเร่งแก้ไขด้วย มิใช่ปล่อยให้ อปท.เขาแก้ไขตามความเข้าใจเอาเอง เหมือนเช่นปัจจุบัน
          วันนี้มีเรื่องสำคัญอีกเรื่องหนึ่งครับ ที่ได้เสนอเป็นหัวเรื่องในคอลัมน์วันนี้ ปีนี้เป็นปีครบรอบวาระของการดำรงตำแหน่งประธานสมาพันธ์ปลัดอบต.แห่งประเทศไทยของ “ทวีศักดิ์ ศรีทองกิตติกุล” คนที่ผมคนหนึ่งที่พยายามให้กำลังใจและสนับสนุนแนวทางการทำงานมาในช่วงรับตำแหน่งใหม่ ๆ แต่สุดท้ายพอผมได้วิจารณ์บทบาทการทำหน้าที่เพียงเล็กน้อยก็ไม่สามารถที่จะรับคำวิจารณ์ได้ถึงกับขู่เอาไว้ว่า จะฟ้องหมิ่นประมาท เสียอย่างงั้น เสมือนกับนายกฯรูปหล่อ “อภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ” ที่คนหลายล้านคนคอยให้กำลังใจสนับสนุนผลักและดันให้ทำหน้าที่ ให้แสดงออกซึ่งภาวะ “ผู้นำ” แต่สุดท้ายก็เข็นไม่ขึ้น (ซึ่งส่วนตัวผมคิดว่านายกฯรูปหล่อคนนี้ก็ไม่น่าจะได้กลับมาเป็นผู้นำประเทศอีก เพราะหันไปทางเสื้อแดงเขาไม่เอาอยู่แล้ว หันไปทางเสื้อเหลืองก็ยี้สุด ๆ หันมาทางคนเป็นกลาง ๆ ก็อยากจะอ๊วก หันมาทางคนท้องถิ่นก็ได้รับคำตอบว่า “ได้ให้โอกาสแล้ว” แต่ท่านไม่ใช้โอกาสนั้น ปล่อยให้โอกาสหลุดลอยไปกับการยุบสภาที่ผิดพลาดของท่านเอง)
          วันนี้ จะขอวิจารณ์ทวีศักดิ์ฯ เป็นครั้งสุดท้ายเพราะหลัง ๓๐ มีนาคมนี้ ทวีศักดิ์ ก็จะกลายเป็นอดีตประธานสมาพันธ์ปลัดอบต.แห่งประเทศไทยคนที่ ๕ (หากคลาดเคลื่อนขออภัยด้วย) เพราะทวีศักดิ์ เป็นประธานสมาพันธ์ฯมาครบ ๒ วาระติดต่อกัน (วาระละ ๒ ปี) ตามข้อบังคับสมาพันธ์ฯ เพราะทราบว่า “ทวีศักดิ์” จะไม่ลงสมัครอีก ในช่วงเวลา ๔ ปีของตำแหน่งประธานสมาพันธ์ฯ ในด้านบวก “ทวีศักดิ์” ได้สร้างระบบที่โปร่งใสขึ้น โดยทำให้สมาพันธ์ฯมีกองทุนที่จะดูแลช่วยเหลือครอบครัวปลัดอบต.ที่เสียชีวิตไม่ว่าเหตุการณ์ปกติหรือไม่ปกติ โดยการจัดตั้ง มูลนิธิปลัดอบต.แห่งประเทศไทย ซึ่งมีตัวทวีศักดิ์ เป็นประธานมูลนิธิ เงินที่ใช้จ่ายจากการจัดประชุมสัมมนาสมาพันธ์ปลัดอบต.ในช่วง ๒ – ๓ ปีที่ผ่านมาก็นำเข้ามูลนิธินี้ มีการเก็บค่าบำรุงรายปีจากปลัดอบต.ที่เข้าประชุมสัมมนาประจำปีเพื่อนำเข้ามูลนิธิ ซึ่งเข้าใจว่ามูลนิธินี้น่าจะมีเงินไม่น้อยกว่า หนึ่งล้านบาท  จึงทำให้ภาพลักษณ์ด้านลบที่เคยมีมาในอดีต กรณีจัดงานทุกปีเงินไม่มีเหลือแม้บาทเดียว ให้มีเงินเหลือจ่ายอยู่หลายแสนบาท ทำให้องค์กรดูโปร่งใสขึ้นมาในระดับหนึ่ง อีกเรื่องที่เห็นก็คือ การจัดประชุมรับฟังความเห็นจากเพื่อนข้าราชการส่วนท้องถิ่นในระดับภูมิภาค เมื่อปี ๒๕๕๒ นอกเหนือจากนี้ ยังมองไม่เห็นเป็นรูปธรรมชัดเจนนัก
          ส่วนผลงานที่ไม่น่าประทับใจนั้น มีหลายเรื่องแต่ขอหยิบยกมาสัก สอง-สาม เรื่อง เพื่อเป็นอุทาหรณ์หรือเป็นข้อคิดให้กับผู้ที่จะอาสามารับบทหนังหน้าไฟในตำแหน่ง “ประธานสมาพันธ์ปลัดอบต.แห่งประเทศไทย” คนที่ ๖ หนึ่ง การผลักดันให้ยกเลิกกรณีการย้ายตำแหน่งบริหารทุก ๆ ๔ ปี โดยไปใช้หลักเกณฑ์การย้ายกรณีขัดแย้งแทน โดยเจตนาดีแต่ทำไม่สุด ทำให้ไม่เฉพาะเพื่อน ๆ ปลัดอบต.หลาย ๆ จังหวัดเท่านั้นที่เดือดร้อนกับหลักเกณฑ์นี้ ยังไปดึงเทศบาลมาเกี่ยวข้องด้วย ทำให้คนเทศบาลเดือดร้อนไปตาม ๆ กันจากหลักเกณฑ์ที่ออกมาทดแทนแต่กลับแย่ลงกว่าเดิม  สองผลงานขัดขาเพื่อน ผมเสียใจอย่างมากกับกรณีที่ “ทวีศักดิ์” คนนี้ ไปกล่าวหาสมาคมข้าราชการและพนักงานจ้างท้องถิ่น ในการนำมวลข้าราชการส่วนท้องถิ่นทั่วประเทศ ไปยื่นหนังสือต่อ รมช.มหาดไทย เมื่อวันที่ ๒๒ กุมภาพันธ์ ๒๕๕๔ ผ่านหนังสือพิมพ์มติชนรายวันว่า มีนักการเมืองอยู่เบื้องหลัง ทั้งที่ ทุกคนมาด้วยใจบริสุทธิ์ มาด้วยความคับแค้นใจ มาด้วยความสำนึกในความเป็นข้าราชการส่วนท้องถิ่น อีกทั้ง ยังยอมรับหน้าตาซื่อ ๆ ว่า เป็นคนบอกให้พรรคพวกของตนโทร.ขอความร่วมมือ ไม่ให้ปลัดอบต. มาร่วมงานดังกล่าวด้วย ซึ่งผมก็ให้อภัยไปเรียบร้อยแล้ว เพราะไม่ต้องการมีปัญหาใด ๆ กับการทำงานของพวกเรา แต่นำมาเล่าให้ฟังก็อยากบอกว่า ไม่ปลื้มกับผลงานนี้  สุดท้ายคือ อุปนิสัยที่แปรเปลี่ยนไปของประธานสมาพันธ์ฯ ภายหลังรับหน้าที่ประธานสมาพันธ์ฯรอบที่สอง ก่อนหน้านั้น เพื่อนฝูงพูดคุยกันด้วยความเป็นกันเอง หลังจากรับตำแหน่งที่ภูเก็ตมาไม่นาน ความดื้อไม่ฟังใครของท่าน เปรียบเสมือน อภิสิทธิ์เด็กดื้อแห่งประชาธิปัตย์อย่างไงอย่างนั้น ผมคิดว่าหลังจากอำลาตำแหน่งประธานสมาพันธ์ปลัดอบต.แห่งประเทศไทยไปแล้ว ความเป็นตัวตนของทวีศักดิ์ คงจะกลับมาอีกครั้ง ความเป็นคนมีวิสัยทัศน์ ความเป็นคนรุ่นใหม่ คิดอย่างสร้างสรรค์คงได้หวนกลับมา และพร้อมกลับมาทำหน้าที่ ก.อบต.ให้ดียิ่งขึ้นกว่าที่ผ่านมา
          ขณะที่ผมกำลังเขียนบทความนี้ กะว่าจะหยุดเพียงแค่นี้สำหรับบทวิจารณ์ชิ้นสุดท้ายสำหรับ ตำแหน่งประธานสมาพันธ์ปลัดอบต.แห่งประเทศไทย คนปัจจุบัน แต่แวบไปดูเว็บสมาพันธ์ปลัดอบต.แห่งประเทศไทย แล้วคลิกไปดูรายละเอียดเกี่ยวกับเงื่อนไขการสมัครเป็นประธานสมาพันธ์ฯ ประจำปีนี้ อารมณ์ที่กะว่าจะไม่เขียนอะไรอีก ก็จำเป็นต้องหยิบประเด็นนี้มาวิพากษ์วิจารณ์อีกสักนิด เพราะผมเคยบอกไปปีที่ผ่านมาว่า ส่วนตัวผมศรัทธาในความเป็น “สถาบัน” ของสมาพันธ์ปลัดอบต.แห่งประเทศไทย ที่ว่าศรัทธานั่นเป็นเพราะ สมาพันธ์ปลัดอบต.ฯเป็นองค์กรแรกของพวกเราที่ได้เดินหน้าต่อสู้เรียกร้องเกี่ยวกับสิทธิประโยชน์ต่าง ๆ ให้กับพนักงานส่วนตำบล ที่มีเพียง “ปลัดฯ คลัง ช่าง” ในเวลานั้น ซึ่งมีพี่อำนาจ แดงกุล / พี่สถิตย์  ฉัตรแก้วชูไทย / พี่ศักดิ์สิทธิ์ แย้มศรี เป็นแกนหลักในช่วงเวลาดังกล่าว จนทำให้สิทธิประโยชน์ต่าง ๆ ของพนักงานส่วนตำบลได้รับการยอมรับตามลำดับจนมีอะไรต่อมิอะไรที่เกือบจะเท่าเทียมกับข้าราชการพลเรือน และบางอย่างก็ได้รับสิทธิประโยชน์สูงกว่าข้าราชการประเภทอื่นด้วย  ผมจึงมีความรู้สึกว่า สมาพันธ์ปลัดอบต.แห่งประเทศไทย ควรได้รับการยกย่องและควรได้รับการสืบทอดต่อไปให้มีความมั่นคงยั่งยืนเป็นที่พึ่งของพนักงานส่วนตำบลทั่วประเทศที่ไม่เพียงแต่ปลัดอบต.เท่านั้น เพียงแต่สถาบันแห่งนี้ ต้องสงวนไว้ให้เป็นเวทีของปลัดอบต. เพราะเป็นเวทีของหัวหน้าหน่วยงานหรือหัวหน้าองค์กรที่จะนำประเด็นปัญหาต่าง ๆ หยิบยกมาถกเถียงกันเพื่อให้ได้ข้อสรุปเป็นแนวทางปฏิบัติร่วมกันของอบต.ทั่วประเทศ
          ต่อไปนี้เป็นข้อสังเกตเกี่ยวกับวิธีการเลือกตั้งประธานสมาพันธ์ปลัดอบต.แห่งประเทศไทย คนใหม่ ประจำปี ๒๕๕๕ (แต่ขอบอกไว้ก่อนว่า ที่วิจารณ์นี่มิได้หมายความว่าผมจะลงสมัครแข่งขัน หรือสนับสนุนผู้หนึ่งผู้ใดลงสมัคร หรือช่วยเหลือใครผู้ใดทั้งสิ้น) หนึ่ง การที่ประธานสมาพันธ์ฯมีคำสั่งแต่งตั้งประธานและรองประธานคณะกรรมการเลือกตั้งฯ โดยอาศัยอำนาจตามความในข้อ ๑๒ ของข้อบังคับสมาพันธ์ปลัดอบต.ที่กำหนดไว้ว่า
          “ข้อที่ ๑๒  คณะผู้บริหารสมาพันธ์ดังกล่าวในข้อ ๑๑ ต้องเป็นปลัดองค์การบริหารส่วนตำบลและเป็นสมาชิกสมาพันธ์ปลัดองค์การบริหารส่วนตำบลแห่งประเทศไทย
          ๑๒.๑ ให้สมาชิกสมาพันธ์ปลัดองค์การบริหารส่วนตำบลในที่ประชุมใหญ่ คัดเลือกปลัดองค์การบริหารส่วนตำบล เป็นประธานสมาพันธ์ ๑ คน
          ๑๒.๒ ให้ประธานสมาพันธ์ แต่งตั้งเลขาธิการสมาพันธ์และกรรมการต่างๆ ตามข้อ ๑๑ ตามความเหมาะสม”
          ความดังกล่าวข้างต้น มิได้ระบุให้อำนาจประธานสมาพันธ์ฯมีคำสั่งแต่งตั้งผู้หนึ่งผู้ใดเป็นประธานหรือรองประธานกรรมการเลือกตั้งฯ แต่อย่างใด และมิได้กำหนดให้คณะผู้บริหารสมาพันธ์ปลัดอบต.ฯมีอำนาจในการไปออกหลักเกณฑ์หรือออกระเบียบใด ๆ เกี่ยวกับวิธีการหรือแนวทางในการเลือกตั้งประธานสมาพันธ์ปลัดฯ แต่ระบุชัดเจนว่า ให้ที่ประชุมใหญ่เป็นผู้เลือกตั้ง ดังความในข้อ ๑๒.๑ ดังนั้น การมีคำสั่งของประธานสมาพันธ์ฯดังกล่าวจึงไม่ชอบด้วยข้อบังคับสมาพันธ์ฯ
          สอง การที่กำหนดเงื่อนไขเกี่ยวกับคุณสมบัติของผู้สมัครเป็นประธานสมาพันธ์ปลัดอบต.เพิ่มเติมจากข้อบังคับที่กำหนดไว้ในข้อ ๑๒ โดยที่ข้อบังคับมิได้ให้อำนาจแก่คณะผู้บริหารสมาพันธ์ปลัดอบต.ในการกำหนดเพิ่มเติม จึงเป็นการออกหลักเกณฑ์โดยขัดหรือแย้งกับข้อบังคับของสมาพันธ์ซึ่งความเห็นส่วนตัวถือว่า ไม่สามารถใช้บังคับได้ รวมถึงการกำหนดเงื่อนไขของผู้มีคุณสมบัติลงคะแนนเลือกก็กำหนดไว้เกินกว่าที่ข้อบังคับได้กำหนดไว้ จึงเป็นการขัดกับข้อบังคับสมาพันธ์ฯ
          สาม  การกำหนดเงื่อนไขให้ผู้มีความประสงค์จะสมัครเป็นประธานสมาพันธ์ฯ ต้องไปสมัครถึงจังหวัดเพชรบุรี ก็เป็นการขัดกับข้อบังคับอย่างชัดแจ้ง เพราะข้อบังคับกำหนดให้เลือกในที่ประชุมใหญ่ ดังนั้น วิธีการเลือกตั้ง จึงต้องเสนอต่อที่ประชุมใหญ่ว่าจะให้ใช้วิธีการใด เช่น เลือกโดยเปิดเผย หรือเลือกโดยวิธีลับ แล้วจึงให้ที่ประชุมใหญ่เป็นผู้แต่งตั้งสมาชิกสมาพันธ์ฯเพื่อทำหน้าที่ในการจัดการเลือกตั้ง ณ เวลานั้น การที่คณะผู้บริหารสมาพันธ์ฯ จะมาจัดการเองโดยยังไม่ทราบว่าที่ประชุมใหญ่จะเห็นด้วยหรือไม่นั้น ย่อมเป็นการล่วงล้ำอำนาจของที่ประชุมใหญ่ จึงเป็นการกระทำที่เกินกว่าที่ข้อบังคับให้อำนาจไว้
          สี่ การประชุมใหญ่ต้องมีหนังสือเชิญประชุมเป็นการเฉพาะ โดยเลขาธิการเป็นผู้เรียก และต้องมีระเบียบวาระพร้อมเอกสารแนบมาให้กับสมาชิกทราบอย่างน้อยตามหลักทั่วไปที่ถือปฏิบัติกันมาในองค์กรที่คล้ายคลึงกันคือ ๗ วันก่อนการประชุมใหญ่ ดังระบุไว้ในข้อบังคับของสมาพันธ์ฯ ข้อที่ ๒๓ ประกอบข้อที่ ๒๒ การที่คณะผู้บริหารสมาพันธ์ปลัดฯชุดปัจจุบันกำหนดให้มีการเลือกตั้งช่วงเวลา ๑๒.๐๐ น. – ๑๕.๐๐ น. ของวันที่ ๒๘ มีนาคม ๒๕๕๕ ซึ่งเป็นการกำหนดเกินกว่าที่ข้อบังคับให้อำนาจไว้โดยการกำหนดต้องให้ที่ประชุมใหญ่กำหนด ประกอบกับในวันดังกล่าวก็มิไม่ระบุว่าเป็นการประชุมใหญ่สามัญของสมาพันธ์ฯแต่อย่างใด โดยกำหนดการประชุมสัมมนาฯ ก็เป็นการประชุมสัมมนาทางวิชาการตามปกติ จึงมีความขัดกันในหลักความเป็นจริง
          ห้า คณะผู้บริหารสมาพันธ์ปลัดอบต.แห่งประเทศไทย ต้องแยกแยะการเรียกประชุมใหญ่สามัญประจำปีของสมาพันธ์ฯ ตามข้อบังคับกำหนด กับ การจัดประชุมสัมมนาทางวิชาการประจำปี แม้ว่าจะจัดช่วงวัน เวลา สถานที่เดียวกัน แต่มิได้หมายความว่าเป็นอันหนึ่งอันเดียวกัน หนังสือการเชิญประชุมใหญ่ต้องเป็นการประชุมใหญ่ หนังสือเชิญประชุมสัมมนาทางวิชาการประจำปีก็แยกตางหาก แต่เท่าที่พยายามตรวจสอบ ยังไม่ปรากฏว่ามีหนังสือเชิญประชุมใหญ่สามัญประจำปีของสมาพันธ์ปลัดอบต.แห่งประเทศไทย แต่ประการใด
          ทั้งหมดทั้งสิ้นที่ตั้งข้อสังเกตมานี้ มิได้ต้องการขัดหรือแย้งกับผู้หนึ่งผู้ใด มิได้จงเกลียดจงชังผู้ใดผู้หนึ่ง มิได้หมิ่นประมาทการดำเนินงานของคณะผู้บริหารสมาพันธ์ฯแต่ประการใด เห็นอย่างไร เขียน/พูดไปตามนั้น  เพราะมีความรักความผูกพันกับสถาบันที่ชื่อ สมาพันธ์ปลัดอบต.แห่งประเทศไทย เนื่องเพราะผู้เขียน ก็ยังคงดำรงตำแหน่ง “ปลัดอบต.” มาตั้งแต่ปี ๒๕๔๐ นับถึงปัจจุบัน ก็ลุ ๑๕ ปีเข้าไปแล้ว จึงไม่ต้องการเห็นสถาบันแห่งนี้ เสื่อมศรัทธาจากเพื่อน ๆ เพียงเพราะความต้องการคงอำนาจหรือสืบทอดอำนาจของบุคคลใดบุคคลหนึ่ง หรือกลุ่มใดกลุ่มหนึ่งเท่านั้น หากท่านทำอะไรที่ไม่โปร่งใส ความเสื่อมศรัทธาก็จะยิ่งมากขึ้นเท่าทวีคูณ แต่ตรงกันข้ามหากท่านทำอะไรที่ตรงไปตรงมา ท่านจะได้ความเลื่อมใสศรัทธาเพิ่มพูนมากเท่าทวีคูณเช่นกัน อดีตเราอาจมองว่า มีบางยุคบางสมัยที่สมาพันธ์ปลัดอบต.ไม่โปร่งใส ไม่มีการแจ้งรายรับรายจ่ายในการดำเนินงาน แล้ววันนี้ ท่านจะเดินตามรอยนั้นทำไมเล่า
          สุดท้ายก็ทราบมาเบื้องต้นจากเพื่อน ๆ ว่า ปลัดอบต.ที่จะอาสามาทำหน้าที่ประธานสมาพันธ์ปลัดอบต.แห่งประเทศไทยคนต่อไป มีอยู่ ๒ ท่าน ประกอบด้วย “เชื้อ  ฮั่นจินดา” อดีตประธานสมาพันธ์ปลัดอบต. ๒ สมัย ปัจจุบันเป็นปลัดอบต.หินตั้ง อ.เมืองนครนายก (หากผิดพลาดขออภัย) เป็นกรรมการกลางพนักงานส่วนตำบล (ก.อบต.) อีกคนคือ “อำพล ยุติโกมินทร์” ปลัดอบต.ศาลายา จังหวัดนครปฐม เลขาธิการสมาพันธ์ปลัดอบต.แห่งประเทศไทย (คนปัจจุบัน) เป็น อนุกรรมการฝ่ายโครงสร้างฯ ก.อบต. และคณะทำงานจัดทำหลักเกณฑ์กำหนดตำแหน่งปลัดอบต.ระดับ ๘ ในอบต.ขนาดกลาง ทั้งสองคนคงไม่ต้องสาธารยายบุคลิกภาพหรือหน้าที่การงานให้มากความเพราะเป็นคนคุ้นเคยของบรรดาปลัดอบต.ทั่วประเทศอยู่แล้ว ส่วนใครจะได้รับเลือกหรือไม่ หรือเชื้อ ฮั่นจินดา จะสามารถผ่านการสมัครในด่านแรกได้หรือไม่ เพราะหากยึดตามหลักเกณฑ์เงื่อนไขที่คณะผู้บริหารสมาพันธ์ปลัดอบต.ชุดปัจจุบันประกาศออกมา เชื้อ หมดสิทธิ์สมัคร (ข่าวแว่วมาเช่นนั้น) แต่หากยึดถือตามข้อบังคับสมาพันธ์ฯที่แก้ไขล่าสุดในปี ๒๕๕๑ เชื้อยังคงมีสิทธิ์สมัคร ขึ้นอยู่กับว่า คณะผู้บริหารสมาพันธ์ปลัดอบต.ชุดปัจจุบันจะว่าอย่างไร
          ในยุคก่อนหน้าปี ๒๕๔๘ การเมืองไทยไม่รุนแรง ไม่แบ่งฝักฝ่ายเหมือนเช่นปัจจุบัน ที่มีการแบ่งขั้วแบ่งข้างค่อนข้างชัดเจน ทำให้การทำหน้าที่ของประธานสมาพันธ์ปลัดอบต.ซึ่งมีบทบาทสำคัญในการชี้นำข้าราชการส่วนท้องถิ่นอยู่มิใช่น้อย ต้องวางตนให้เหมาะสม วางตนให้พอดีกับสถานการณ์ที่แปรเปลี่ยนไป หากนำพาองค์กรนี้ไปในทิศทางที่ตรงกันข้ามกับคนส่วนใหญ่ของประเทศ หรือนำองค์กรเข้าไปสู่ท่ามกลางความขัดแย้งทางการเมือง ความน่าเชื่อถือความศรัทธาในองค์กรนี้ย่อมเสื่อมสลายไปได้เช่นเดียวกัน บทบาทของประธานสมาพันธ์ปลัดอบต.ฯจึงควรเป็นบทบาทที่สามารถแนะนำความผิดความถูกให้กับผู้คนในสังคมได้พอสมควร ควรเป็นบทบาทของการต่อสู้เพื่อองค์กรโดยรวม อันหมายรวมถึงข้าราชการส่วนท้องถิ่น พนักงานจ้าง ลูกจ้างประจำ รวมทั้งกล้าที่จะบอกกับสังคมได้ว่า สิ่งใดผิดสิ่งใดถูกเพื่อการนำพาสังคมท้องถิ่นไปสู่สังคมที่ทุกคนพึงปรารถนา มิใช่เพียงแต่การผลักดันผลประโยชน์ให้กับพวกพ้องเท่านั้น หรือเพียงเฉพาะแต่ปลัดอบต.เท่านั้น
          ดังนั้น  ในยุคที่ต้องการคนที่มีภาวะผู้นำสูง แต่เปี่ยมด้วยคุณธรรม จริยธรรม อ่อนน้อมถ่อมตน และปรานีประนอมในปัจจุบัน ปลัดอบต.ที่จะเข้าร่วมประชุมใหญ่สามัญประจำปี ๒๕๕๕ ในครั้งนี้ จึงจำเป็นต้องพินิจพิเคราะห์เลือกตัวแทนของท่านให้ถ้วนถี่ เพราะตำแหน่งนี้เมื่อก้าวเข้ามาแล้ว จะเป็นบันไดขั้นต่อไปยังตำแหน่งอื่น ๆ ตามมา เช่น กรรมการกลางพนักงานส่วนตำบล (ก.อบต.) / กรรมการมาตรฐานการบริหารงานบุคคลส่วนท้องถิ่น (ก.ถ.) / กรรมการสหกรณ์ออมทรัพย์กรมส่งเสริมการปกครองท้องถิ่น จำกัด / และอื่น ๆ อีกจำนวนมาก ซึ่งล้วนมีผลประโยชน์ตามมาแทบทั้งสิ้น  ฉะนั้น  ผู้ที่อาสาเข้ามาทำหน้าที่นี้ ควรต้องประกาศแนวทางการทำงานของตนให้ชัดเจน ว่าจะเดินไปทิศทางใด รวมถึงกรณีที่คณะผู้บริหารสมาพันธ์ฯชุดปัจจุบันได้จัดตั้งมูลนิธิปลัดอบต. ควรต้องประกาศให้ชัดเจนเหมือนกันว่า หากทีมงานชุดปัจจุบันมิได้กลับเข้ามาบริหารสมาพันธ์ฯ จะทำอย่างไรกับมูลนิธินี้ จะมีการเปลี่ยนแปลงคณะกรรมการมูลนิธิให้สอดคล้องกับคณะกรรมการบริหารสมาพันธ์ปลัดอบต.ฯหรือไม่ ต้องให้ความชัดเจนกับมวลสมาชิกด้วย
          ผมหวังว่า บทวิจารณ์ข้างต้นน่าจะเป็นประโยชน์ต่อสถาบันที่มีชื่อว่า “สมาพันธ์ปลัดอบต.แห่งประเทศไทย” โดยรวม หากทีมงานชุดสมาพันธ์ปลัดอบต.ปัจจุบันเห็นว่า บทวิจารณ์ข้อหนึ่งข้อใดคลาดเคลื่อนจากข้อเท็จจริง สามารถทำหนังสือชี้แจงมายังผมได้โดยตรง เพื่อจะนำลงในคอลัมน์นี้ในครั้งต่อไป  สำหรับวันนี้ลาไปก่อนครับ สวัสดีครับ.

 

พิพัฒน์  วรสิทธิดำรง
กลุ่มเพื่อนข้าราชการส่วนท้องถิ่น
www.facebook.com/phiphatw
๑๖  มีนาคม  ๒๕๕๕

 

 

 

ดาวน์โหลดเอกสารบทความนี้ เป็นไฟล์ PDF คลิกที่นี่

 

         (หมายเหตุ.- ท่านสามารถร่วมแสดงความคิดเห็นหรือร่วมคุยหรือเสนอแนะกับคอลัมน์นี้เพิ่มเติม โดยส่งจดหมายมาทางอีเมล์ phiphatw@hotmail.com)

ถาม-ตอบเกี่ยวกับปัญหาแนวทางปฏิบัติราชการตามระเบียบกฎหมาย
กับ ป.นันทวิทย์ เงี้ยวชัยภูมิ ท้องถิ่นอำเภอหางดง เชียงใหม่ ที่ chief_hangdong@hotmail.com

ถาม-ตอบเกี่ยวปัญหาการบริหารงานบุคคล
กับ คุณวรพจน์ เข็มปัญญา ปลัดอบต.บ้านกลาง อ.เมืองฯ จ.นครพนม ที่ Worapot2511@hotmail.com

 

อ่านคอลัมน์นี้ย้อนหลัง คลิกที่นี่

 

Web Design Factory
web-design-factory.net

(19-03-55)