สวัสดีครับเพื่อนข้าราชการส่วนท้องถิ่นทุกท่าน ..... ผ่านไปแล้วสำหรับเทศกาลวันขึ้นปีใหม่สากล หลายคนคงได้พักผ่อนอย่างสบายใจที่ปีหนึ่งก็มีสักครั้งที่อาจได้พัก พอพักเหนื่อยก็คงได้ทำงานต่อ สำหรับการจัดงานวันเด็กแห่งชาติ ที่ขณะนี้องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นของเรา กลายเป็นหน่วยงานหลักไปเสียแล้ว สำหรับการจัดวันแห่งชาติ ที่อดีตโรงเรียนและสถานศึกษาจะเป็นเจ้าภาพหลัก แต่พอมีองค์การบริหารส่วนตำบลขึ้น คุณครูแต่ละโรงเรียนก็สบายขึ้น ไม่ต้องวิ่งหาผู้สนับสนุนด้านงบประมาณและของขวัญของรางวัล งานหนักก็เลยมาตกที่ชาวท้องถิ่นอย่างพวกเรา ก็คงเป็นงานที่พวกเราเต็มใจทำครับ เพื่อเด็ก ๆ และอนาคตของชาติในอนาคต
เมื่อวันที่ ๖ - ๘ มกราคม ที่ผ่านมาผมได้มีโอกาสได้ไปร่วมประชุมเครือข่ายคณะกรรมการสอบสวนทางวินัยพนักงานส่วนท้องถิ่น โซนภาคเหนือซึ่งปีนี้จัดขึ้นที่จังหวัดพิษณุโลก เครือข่ายไปร่วมกันพอสมควรครับไม่ถึงกับคึกคักแต่ก็พอสมควร มีโอกาสได้พูดคุยกับเพื่อน ๆ หลายจังหวัดแลกเปลี่ยนความคิดเห็นอย่างไม่เป็นทางการ แต่ก็น่าเสียดายที่วิชาการค่อนข้างจะลดดีกรีลงไปสักนิดหนึ่ง เพราะหลังจากนั้น มีการประชุมอีกหลายจังหวัดเพื่อน ๆ หลายคนต้องเดินทางไกลอย่างเช่นที่อุบลราชธานี มีเพื่อนจากจังหวัดติดแม่น้ำโขง เปรยให้ฟังว่า "ก็ไม่มีอะไร" "ไม่เป็นไปตามที่คาดหวัง" สิ่งที่อยากฝากผอ.ประวิทย์ก็คือ (ขออภัยที่ต้องฝากไว้ตรงนี้) ๒ ปีของเครือข่ายที่มีโอกาสได้พบปะกันควรที่จะมีอะไรมากกว่าที่จะไปพบปะและเลือกคณะกรรมการชุดใหม่ เช่น การเสวนาปัญหาอุปสรรคในการปฏิบัติหน้าที่ไม่เฉพาะแต่เรื่องการดำเนินการทางวินัยเท่านั้น ควรนำปัญหาต่าง ๆ เกี่ยวกับการทำงาน มาพูดคุยกันแล้วร่วมหาทางออกว่า ควรจะแก้ไขอย่างไร ควรมีการแก้ไขระเบียบ หลักเกณฑ์ กฎหมายฉบับไหน เพื่อให้ปัญหาอุปสรรคเหล่านั้นเบาบางและมลายหายไป อีกเรื่องก็คือ เรื่องใหม่ ๆ ในรอบ ๒ ปีและในปีปัจจุบันแน้วโน้มท้องถิ่นจะเป็นอย่างไร ควรมีการถกปัญหาเหล่านั้นด้วย ไม่ว่าจะเป็นกฎหมายล้างมลทิน หลักเกณฑ์ที่ให้นิติกรได้รับเงินเพิ่มพิเศษ หลักเกณฑ์เกี่ยวกับการจ่ายเงินโบนัส หลักเกณฑ์เกี่ยวกับเงินอุดหนุนให้หน่วยงานอื่น ๆ ที่ออกหนังสือสั่งการมาใหม่ ซึ่งประเด็นปัญหาเหล่านี้ ดูเหมือนไม่มีอะไร แต่พอนำไปปฏิบัติแล้วกลายเป็นคนละเรื่องแต่ละจังหวัดปฏิบัติไม่เป็นไปในทิศทางเดียวกัน เรื่องเหล่านี้ นิติกรและเครือข่ายวินัยควรเป็นแกนหลักในการให้ความรู้หรือทิศทางที่ถูกต้องแก่หน่วยงานของตน ก็ฝากไว้ครับ หากจะมีการปรับในจังหวัดที่เหลือก็น่าจะดีมาก หรือพิจารณาในการจัดครั้งต่อไป เพราะค่าลงทะเบียน ๒,๐๐๐ บาทไม่มากครับ แต่ค่าเดินทางของแต่ละคนซิครับ ค่อนข้างสูง ดังนั้น เมื่อไปแล้ว ก็ควรให้ได้เนื้อได้หนังบ้างครับ จะเป็นผลดีต่อการเสนอผู้บังคับบัญชาว่า ไปแล้วได้อะไรมาเสนอผู้บังคับบัญชาบ้าง โดยเฉพาะนิติกร ต้องเสนอรายงานต่อปลัดฯของตน หากบอกว่าไม่มีอะไร ต่อไปก็จะไม่มีใครอนุมัติให้มาร่วมอีกครับ สำหรับผมก็ต้องขอขอบคุณสำหรับเพื่อน ๆ ที่ไว้วางใจ ให้ทำหน้าที่ประธานเครือข่ายคณะกรรมการสอบสวนทางวินัยของจังหวัดเชียงใหม่ แทน ส.ต.อ.สนิท ผัดเวียง ที่ครบวาระไป สำหรับทีมงานของเชียงใหม่ ก็ประกอบด้วย นิติกรจากอบต.ดอนแก้ว อ.แม่ริม,นิติกรจากแขวงเม็งราย เทศบาลนครเชียงใหม เป็นรองประธานฯ นิติกรจากเทศบาลตำบลป่าไผ่ อ.สันทรายเป็นเลขานุการ, นิติกรจากสำนักงานเทศบาลนครเชียงใหม่เป็นเลขานุการ และมีกรรมการอื่น ๆ รวมกันแล้ว จำนวน 11 คน
 |
 |
| การประชุมเครือข่ายคณะกรรมการสอบสวนทางวินัยพนักงานส่วนท้องถิ่น โซนภาคเหนือ ที่จังหวัดพิษณุโลก |
เมื่อวันจันทร์ที่ ๑๑ มกราคมที่ผ่านมา ผมในฐานะเลขาธิการสมาพันธ์ข้าราชการและลูกจ้างท้องถิ่น พร้อมคณะทำงาน ได้เข้าร่วมประชุมหารือกับคณบดีคณะรัฐศาสตร์และรัฐประศาสนศาสตร์ มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ พร้อมคณาจารย์ เพื่อหารือการจัดโครงการพัฒนาศักยภาพของบุคลากรท้องถิ่นร่วมกัน โดยได้ข้อสรุปที่จะพัฒนาศักยภาพของบุคลากรท้องถิ่นในโครงการแรก จะจัดโครงการฝึกอบรมและศึกษาดูงานด้านการแก้ไขปัญหาขยะอย่างยั่งยืน และเสริมสร้างความเข้มแข็งให้กับท้องถิ่น โดยกำหนดจัดฝึกอบรมปลายเดือนมีนาคมที่จะถึงนี้ และเดินทางไปศึกษาดูงานเกี่ยวกับการแก้ไขปัญหาขยะและการพัฒนาศักยภาพของท้องถิ่น ที่ประเทศญี่ปุ่น ซึ่งถือเป็นประเทศต้นแบบในการบริหารงานท้องถิ่นอย่างเข้มแข็ง ระหว่างวันที่ ๔ - ๑๐ เมษายน ๒๕๕๓ การจัดโครงการนี้ เน้นการนำไปปฏิบัติได้อย่างแท้จริง เป้าหมายจึงอยู่ที่องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นที่มีศักยภาพ ในเขตเมืองเป็นหลัก เพราะรับผู้เข้าร่วมโครงการเพียง ๓๐ คนเท่านั้น โดยองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นแต่ละแห่งสามารถส่งผู้เข้าร่วมได้ไม่เกิน แห่งละ ๒ คน เมื่อศึกษาดูงานเสร็จต้องกลับมาประชุมสรุปผลการดำเนินงานอีกครั้ง ทั้งนี้ มิใช่เป็นโครงการที่ไปร่วมกับบริษัททัวร์แต่คณาจารย์ของมหาวิทยาลัยเชียงใหม่ จะเป็นวิทยากรและนำศึกษาดูงานด้วยตนเอง โดยรายละเอียดจะแจ้งให้พวกเราทราบอีกครั้งหนึ่ง
 |
 |
| การประชุมหารือระหว่างสมาพันธ์ข้าราชการและลูกจ้างท้องถิ่นไทย กับ คณาจารย์คณะรัฐศาสตร์ฯ มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ |
ช่วงนี้ผมต้องเตรียมงานที่โคราชครับ ในช่วงปีใหม่ที่ผ่านมาก็เช่นเดียวกัน ก็ต้องทำงานหลายอย่างซึ่งต้องรีบทำแข่งกับเวลาที่ผ่านไปอย่างรวดเร็ว ต้องทำสิ่งที่เป็นเป้าหมายของสมาพันธ์ฯ ให้เป็นที่ประจักษ์ต่อเพื่อน ๆ ที่ได้ปรามาสไว้ว่า จะทำได้จริงหรือ วันนี้ เริ่มเป็นจริงขึ้นมาแล้วครับ จากการที่ในช่วงตั้งแต่เดือนกรกฎาคม - ธันวาคม ๒๕๕๒ ที่ผ่านมา คณะผู้บริหารสมาพันธ์ข้าราชการและลูกจ้างท้องถิ่นไทย ได้เร่งทำงานอย่างหนัก จัดอบรม ประชุมสัมมนาไปหลายครั้ง โดยเฉพาะที่เชียงใหม่ จัดไป ๔ - ๕ ครั้ง จนบางครั้งเพื่อนที่ไม่เคยเข้ามาอ่านในเว็บไซต์กลุ่มเพื่อนฯนี้เลย มองอย่างดูถูกว่า "จัดอบรมหาเงิน" หากเป็นเพื่อนซี้กันจริง ๆ ก็จะตอบไปว่า "ใช่ครับ...หาเงิน" แต่... ต้องฟังให้จบก่อนว่า หาเงินแล้ว นำเงินนั้นไปไหน นั่นคือเหตุผลที่ควรรับฟัง ตามวัตถุประสงค์ของการจัดตั้งสมาพันธ์ฯ เป้าหมายหลักก็คือ การผดุงความยุติธรรมในกระบวนการบริหารงานบุคคลของท้องถิ่น และปกป้องหรือพิทักษ์ระบบคุณธรรมให้คงอยู่ในกระบวนการบริหารงานบุคคลของพวกเราชาวท้องถิ่น เป็นสำคัญ วันนี้ เรามีเงินกองทุนเรียบร้อยแล้วครับ แม้ไม่มากมายแต่ก็เป็นจุดเริ่มต้นที่จะมาช่วยเพื่อน ๆ สมาชิกสมาพันธ์ฯ ที่ประสบปัญหาที่อดีตไม่มีใครเหลียวแล หรือคอยช่วยเหลือ เดินเคียงข้าง ต้องดิ้นรนต่อสู้เพียงลำพัง วันนี้ สมาพันธ์ข้าราชการและลูกจ้างท้องถิ่นพร้อมแล้วครับ กับคณะผู้บริหารสมาพันธ์จำนวน ๒๙ คนจากทุกภาคของประเทศ คณะที่ปรึกษาที่แข็งแกร่งด้านกฎหมายเราได้ ประธานชมรมนิติกรแห่งประเทศไทย มาเป็นที่ปรึกษา มีคณะกรรมการกองทุนพิทักษ์ระบบคุณธรรมเรียบร้อยแล้ว รวม ๙ คน ประธานคือ ว่าที่ ร.ต.บดินทร์ ลอแมง ปลัดอบต.ลำภู จากจังหวัดนราธิวาส มีทีมงานที่ผ่านประสบการณ์โชกโซนกับการต่อสู้กับความอยุติธรรมในองค์กรมาแล้ว เช่น พ.จ.อ.นรชัย บุตรศรีชา ปลัดอบต.ทรายมูล อ.น้ำพอง จ.ขอนแก่น นายเฉลิม โพธิ์ไพร ปลัดอบต.หาดแพง จ.นครพนม ว่าที่ ร.ต.สุรศักดิ์ ดวงแข นิติกรผู้มากประสบการณ์มีลูกศิษย์ทุกมุมเมืองของประเทศ จากจังหวัดเชียงใหม่ และอีกหลายท่านที่ผ่านร้อยผ่านหนาวมาเกือบครึ่งชีวิต วันนี้พวกเขาพร้อมที่จะร่วมเคียงบ่าเคียงไหล่กับเพื่อน ๆ พี่ ๆ น้อง ๆ ในการพิทักษ์ระบบคุณธรรม เพื่อชาวท้องถิ่นที่มีหัวใจแกร่งดังภูผา ไม่ยอมแพ้ต่อโชคชะตา ไม่ยอมก้มหัวให้กับความอยุติธรรม กองทุนนี้ มีระเบียบและหลักเกณฑ์ออกมาเรียบร้อยแล้ว สามารถจ่ายเงินได้ทันทีที่เพื่อนประสบปัญหา โดยมีเงินกองทุน ณ วันนี้ จำนวน ๔๔๖,๘๒๘ บาท โดยผู้ที่จะได้รับความช่วยเหลือจากกองทุนนี้ ต้องเป็นสมาชิกสมาพันธ์ฯมาแล้วไม่น้อยกว่า ๓ เดือน ได้รับความไม่ยุติธรรมหรือถูกกลั่นแกล้ง จากกระบวนการบริหารงานบุคคล ไม่ว่าเรื่อง การบรรจุแต่งตั้ง การเลื่อนขั้นเงินเดือน การเลื่อนระดับ การโอน (ย้าย) การดำเนินการทางวินัย การฟ้องร้องทางแพ่ง หรือทางอาญา นอกจากนั้น ยังมีกองทุน อีก ๓ กองทุนคือ กองทุนสวัสดิการสมาชิกและครอบครัว สำหรับสมาชิกที่สมรส ทำบุญบ้านใหม่ อุปสมบท หรือเสียชีวิต ก็จะได้รับเงินสวัสดิการด้านนี้ ตั้งแต่ ๕๐๐ บาทขึ้นไปจึงถึง ๑๐,๐๐๐ บาท เช่นเดียวกับกองทุนช่วยเหลือสมาชิก กรณีที่สมาชิกได้รับความเดือดร้อนจากสาธารณภัยต่าง ๆ เช่น น้ำท่วม ไฟ้ไหม้ ลมพัด หรือประสบเหตุจากภัยก่อการร้ายใน ๓ จังหวัดชายแดนใต้และ ๔ อำเภอของจังหวัดสงขลา ก็จะได้รับเงินช่วยเหลือจากกองทุนนี้ ทั้งสองกองทุนมีเงินอยู่กองทุนละ ๑๖๘,๗๓๒ บาท และกองทุนสุดท้ายเป็นกองทุนเพื่อการบริหารและพัฒนาสมาพันธ์ สำหรับการดำเนินงานของสมาพันธ์และการประชาสัมพันธ์ต่าง ๆ มีเงินกองทุนอยู่ ๙๓,๑๙๐ บาท (ทั้ง ๔ กองทุน ยังไม่รวมรายได้จากการจัดโครงการอบรมหลักสูตรสิทธิประโยชน์ฯ รุ่นที่ ๑ ที่เชียงใหม่ เนื่องจากยังต้องจัดให้ครบทั้ง ๔ รุ่นก่อน) โดยรายได้ที่เหลือจ่ายจากการจัดอบรม ประชุมสัมมนาทุกโครงการหากมีเหลือ ก็จะจัดสรรเข้ากองทุนทั้ง ๔ กองทุน โดยกองทุนพิทักษ์ระบบคุณธรรมร้อยละ ๕๐ ,กองทุนสวัสดิการสมาชิกและครอบครัว กับ กองทุนช่วยเหลือสมาชิก กองทุนละ ๒๐ เปอร์เซ็นต์ และกองทุนสุดท้ายคือ กองทุนเพื่อนการบริหารและพัฒนาสมาชิกร้อยละ ๑๐ ดังนั้น จะเห็นว่าสมาพันธ์ฯมีจุดมุ่งหมายที่จะนำเงินรายได้เกือบทั้งหมดนำกลับไปสู่สมาชิกสมาพันธ์ฯที่ได้รับความเดือดร้อนทั่วประเทศ ซึ่งก็คือเพื่อน ๆ พวกเรานั่นเอง เพราะรายได้จากการจัดงานร้อยละ ๙๐ ได้จัดสรรเข้ากองทุนที่ดูแลสิทธิประโยชน์ สวัสดิการ ของพวกเราทั้งสิ้น ดังคำพูดที่ได้พร่ำบอกพวกเราว่า "หากเพื่อนไม่ช่วยเพื่อน แล้วจะเรียกร้องให้ใครมาช่วยเล่า" ดังนั้น หากพวกเราข้าราชการส่วนท้องถิ่นไม่ร่วมแรงร่วมใจ เป็นน้ำหนึ่งใจเดียวกัน ไม่รักสมัครสมานสามัคคีกัน ไม่คอยช่วยเหลือซึ่งกันและกัน จะไปหวังให้ข้าราชการประเภทอื่น หรือนักการเมือง หรือบุคคลที่ไม่ได้มีส่วนเกี่ยวข้องกับพวกเราให้มาช่วยเหลือนั้น มองไม่เห็นแสงสว่างเลยจริง ๆ (ดูรายละเอียดระเบียบกองทุน หลักเกณฑ์การใช้เงินกองทุน รายชื่อคณะกรรมการกองทุน ได้ที่นี่)
สำหรับกองทุนพิทักษ์ระบบคุณธรรมนั้น เป็นกองทุนที่ตั้งเป้าหมายไว้ที่จะลงไปช่วยเหลือพวกเราที่ประสบปัญหาจริง ๆ และต้องเป็นเรื่องที่ถูกกลั่นแกล้ง ไม่ใช่จงใจที่จะกระทำความผิด ซึ่งตรงนี้ หากจังหวัดใดมีสมาชิกสมาพันธ์ตั้งแต่ ๕๐ คนขึ้นไป สมาพันธ์ฯก็จะแต่งตั้งคณะกรรมการระดับจังหวัดขึ้นมา เพื่อช่วยเหลือดูแลกลั่นกรองว่า สมาชิกที่ร้องขอให้สมาพันธ์ช่วยเหลือนั้น ได้รับการกลั่นแกล้งจริงหรือไม่อย่างไร จึงจะเข้าไปช่วยเหลือได้ และจะเข้าไปช่วยเหลือตั้งแต่ การแต่งตั้งที่ปรึกษาด้านกฎหมายให้ โดยจะมีค่าตอบแทนให้กับนิติกรหรือทนายความอาสาที่สมัครใจเข้าให้ความช่วยเหลือ ตรงนี้ได้ประสานในเบื้องต้นกับ ประธานชมรมนิติกรแห่งประเทศไทยไว้แล้ว รวมทั้งจะประสานกับเครือข่ายคณะกรรมการสอบสวนทางวินัยฯ เพื่อจัดหานิติกรที่มีความเชี่ยวชาญและมีจิตอาสาเข้าไปช่วยดูแล ในอนาคตสมาพันธ์ฯจะประสานกับสภาทนายความเพื่อขอความร่วมมือในการส่งทนายความอาสาเข้าไปช่วยเหลือในเบื้องต้น หากสมาชิกมีความประสงค์ดำเนินคดีทางศาลไม่ว่า ศาลปกครอง หรือศาลยุติธรรม สมาพันธ์ฯจะดูแลเรื่องค่าใช้จ่ายทั้งหมดสำหรับศาลปกครอง (ไม่เกินอัตราที่กำหนด) และร้อยละ ๕๐ ของศาลยุติธรรม (ตามแต่ละศาล) นอกจากนั้น สมาพันธ์ฯจะมีกรรมการสมาพันธ์ฯที่จะคอยดูแลช่วยเหลืออยู่เป็นระยะ ๆ จนกระทั่งคดีถึงที่สุด และจะคอยช่วยเหลือในชั้นของการเยียวยาด้วย ไม่ว่าจะเป็นการเจรจาไกล่เกลี่ย การดูแลข้อกฎหมายที่ต้องได้รับการเยียวยาจากทางราชการให้เหมาะสมกับช่วงเวลาที่สูญเสีย หรือหากต้องมีการฟ้องทางแพ่ง หรืออาญา กองทุนฯนี้ก็จะคอยช่วยเหลือจนสิ้นสุดกระบวนความครับ แต่อย่างไรก็ตามสมาพันธ์ฯมิมีเจตนาที่จะไปเป็นศัตรูกับใคร หรือต้องการไปฟ้องร้องผู้หนึ่งผู้ใด ไม่ต้องการไปมีเรื่องมีราวกับใคร หรือกลุ่มบุคคลใด แต่สมาพันธ์ฯจะใช้วิธีไกล่เกลี่ยเป็นเบื้องต้น เพื่อให้ทุกเรื่องคลี่คลายไปในทิศทางที่เหมาะสมถูกต้อง แต่หากมีความจำเป็นจริง ๆ เมื่อเจรจาไม่ได้แล้ว สมาพันธ์ฯจึงจะเห็นชอบให้สมาชิกสมาพันธ์ฯดำเนินการทางกฎหมาย กองทุนฯนี้อาจดูน้อยนักสำหรับภารกิจที่ต้องดูแลความยุติธรรมให้กับเพื่อน ๆ สมาชิกที่ปัจจุบันมีอยู่ ๕๐๐ กว่าคน แต่หากเพื่อน ๆ เห็นความสำคัญของกองทุนนี้ ก็สามารถช่วยเหลือได้ เพียงส่งตัวเองหรือน้อง ๆ ในอบต. / เทศบาล หรือ อบจ. เข้ารับการฝึกอบรม ประชุมสัมมนา ที่สมาพันธ์ฯจัดขึ้น เพียงแค่นี้ก็ช่วยเหลือสมาพันธ์ฯให้ดำเนินการให้เป็นไปตามวัตถุประสงค์และเป้าหมายที่กำหนดไว้แล้ว หรือจะบริจาคให้โดยเงินส่วนตัวก็ยินดีอย่างยิ่งครับ ในอนาคตอันใกล้นี้ กองทุนพิทักษ์ระบบคุณธรรมจะขอจดทะเบียน เป็น "มูลนิธิพิทักษ์ระบบคุณธรรมท้องถิ่น" ซึ่งก็จะทำให้การทำงานของสมาพันธ์ฯมีความคล่องตัวมากขึ้น สามารถที่จะขอเงินอุดหนุนจากหน่วยงานต่าง ๆ ได้
ในส่วนของกองทุนสวัสดิการสมาชิกและครอบครัว กับ กองทุนช่วยเหลือสมาชิก มีเป้าประสงค์เพื่อเป็นกองทุนที่คอยเชื่อมประสานความรักความสัมพันธ์อันดีระหว่างเพื่อน ๆ สมาชิกสมาพันธ์ด้วยกันเอง เมื่อเพื่อนมีสุขเราก็มีสุขด้วย ด้วยการมอบเช็คของขวัญไปเป็นกำลังใจแม้ไม่มากมายแต่ก็มากด้วยน้ำใจของเพื่อน ๆ ที่ร่วมเป็นสมาชิกสมาพันธ์ฯ และเมื่อเพื่อนมีทุกข์เราก็ทุกข์ด้วย สมาพันธ์ฯก็จะเงินหรือสิ่งของเข้าไปช่วยเหลือบรรเทาทุกข์ ซับน้ำตาแทนเพื่อน ๆ สมาชิกสมาพันธ์ฯหลายร้อยหลายพันชีวิตที่มีความเห็นใจเพื่อน ๆ ที่ประสบเคราะห์กรรม นั่นก็คือ "เพื่อนทุกข์ เราทุกข์ เพื่อนสุข เราสุข" จึงจะเป็นเพื่อนหรือมิตรแท้จริงได้ นั่นคือคำตอบของคำถามของหลายคนว่า "ทำไมต้องมีกองทุนเหล่านี้ด้วย" และสุดท้ายคงไม่สาธารยายก็คงทราบว่า การทำงานทุกเรื่องต้องใช้เงิน ดังนั้น กองทุนเพื่อนการบริหารและพัฒนาสมาพันธ์จึงจำเป็นต้องมีด้วย ไม่ว่าจะเป็นค่าจ้างเจ้าหน้าที่สมาพันธ์ ค่าวัสดุอุปกรณ์เครื่องมือในการทำงาน ค่าพาหนะสำหรับคนที่ต้องออกไปปฏิบัติหน้าที่ และค่าใช้จ่ายอื่น ๆ ในการดำเนินงานของสมาพันธ์ก็จะใช้จากกองทุนนี้ ซึ่งจะมีน้อยกว่ากองทุนอื่น ๆ อยู่แล้ว จึงขอให้เพื่อน ๆ วางใจได้ว่า คณะผู้บริหารสมาพันธ์จะใช้จ่ายอย่างประหยัดและเป็นประโยชน์ต่อส่วนรวมให้มากที่สุด และจะพยายามให้คนที่มาช่วยทำงานให้กับส่วนรวมเดือดร้อนเรื่องค่าใช้จ่ายให้น้อยที่สุดเช่นเดียวกัน
วันนี้ เราคงหวังพึ่งรัฐบาลแต่เพียงถ่ายเดียวไม่ได้ครับ พวกเราต้องดิ้นรนช่วยตนเองด้วย นิ่งเฉยใช่ว่า จะได้ดี ดิ้นมากไปก็ใช่ว่าจะสบาย ดังนั้น หากพวกเราไม่ดิ้นรน เชื่อว่า กฎหมายบริหารงานบุคคลฉบับใหม่ไม่ทันรัฐบาลชุดนี้แน่นอนครับ ซึ่งก็ยังไม่ต้องมองว่า ระบบแท่งเงินเดือนที่สำนักงาน ก.ถ.กำลังตะเวนหาแนวร่วมให้เห็นด้วยกับผลการศึกษาที่ว่าจ้างบริษัทเข้ามาช่วยทำวิจัยนั้น จะเข็นออกมาใช้ได้ในรัฐบาลนี้ ผมยังให้ความสำคัญกับร่างพระราชบัญญัติระเบียบข้าราชการส่วนท้องถิ่น พ.ศ.... ว่าต้องเข็นออกมาให้ทันประกาศใช้ในรัฐบาลนี้ให้ได้ ไม่ว่าจะด้วยวิธีใดก็ตาม สำหรับระบบแท่งเงินเดือนนั้น ผมก็ยังมองว่า วันนี้ ท้องถิ่นเรายังไม่เดือดร้อนเรื่องนี้ พวกเรายังคงเลื่อนไหลไปได้จนถึงระดับ ๘ ระดับ ๙ ไปเรื่อย ๆ อีก ๑๐ ปี ระบบพีซีที่พวกเราใช้อยู่นี้ก็ยังคงใช้ได้ครับ หลายคนไปหลงประเด็นไปผลักดันเรื่องระบบแท่งมากจนเกินไป จนลืมไปว่า กฎหมายแม่ของพวกเราคือ กฎหมายบริหารงานบุคคลนั้น ยังไม่สามารถเข็นเข้าสภาได้เลย และปัญหาที่พวกเราประสบอยู่ทุกวันนี้ ก็เพราะกฎหมายบริหารงานบุคคลปี ๒๕๔๒ ซึ่งหากพวกเราเอาจริงเอาจังตั้งแต่แรก ๆ วันนี้ เชื่อว่า กฎหมายฉบับนี้ประกาศใช้ไปเรียบร้อยแล้วครับ สำหรับระบบแท่งเงินเดือนสำหรับตัวผมเองไม่ติดใจอะไร เพราะเชื่อว่า ยังไงเสีย ก็คงไม่พ้นเดินตามก้น ก.พ.อยู่ดีครับ ตราบใดที่คนที่ทำเรื่องนี้ เป็นข้าราชการพลเรือน ตราบนั้น พวกเราก็ต้องถูกครอบงำด้วยแนวคิดแบบข้าราชการพลเรือนอยู่ดีครับ ดังนั้น ต้องขออภัยเพื่อน ๆ หลายคนที่ขอให้ผมนำเรื่องระบบแท่งเงินเดือนที่ สำนักงาน ก.ถ.หาแนวร่วมจัดทำโพลล์สำรวจความคิดเห็นมาลงในเว็บไซต์กลุ่มเพื่อนฯ เพื่อให้พวกเราโหวตกัน มันก็คงได้แค่โหวตครับ เราจะไม่รู้ว่า ระบบไหนเป็นอย่างไร ข้อดีข้อเสียจริง ๆ แล้วคืออะไร ขณะนี้ ก.พ.กำลังแก้ไขระบบของ ก.พ.อยู่ยังไม่แล้วเสร็จ ยังเป็นปัญหาอยู่ แล้วเหตุไฉนพวกเราชาวท้องถิ่น จะดิ้นรนรีบร้อนไปทำไมครับ ผมจึงไม่ได้นำเรื่องนี้ลงให้ต้องขออภัยจริง ๆ ครับ ไม่ใช่ไม่เห็นด้วยแต่เห็นว่า ณ วันนี้ เรื่องที่สำคัญที่สุดคือ "ร่างพระราชบัญญัติระเบียบข้าราชการส่วนท้องถิ่น" ครับ ไม่อยากให้พวกเราหลงประเด็น วันนี้ รัฐบาลชุดนี้กำลังกระทำผิดกฎหมายรัฐธรรมนูญ หรือเรียกอีกอย่างว่า กำลังท้าทายอำนาจของศาลรัฐธรรมนูญ ที่รัฐธรรมนูญกำหนดให้รัฐต้องตรากฎหมายบริหารงานบุคคลให้แล้วเสร็จภายใน ๒ ปี ภายหลังรัฐบาล(ชุดแรก)แถลงนโยบายต่อรัฐสภา ซึ่งก็คือปลายเดือนกุมภาพันธ์นี้ ซึ่งไม่ต้องพูดถึงประเด็นที่ให้องค์กรกลางในการบริหารงานบุคคลขององค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นต้องประกอบด้วย ๔ ฝ่ายเมื่อรัฐธรรมนูญประกาศใช้แล้ว ๑ ปี นี่ก็เลยมาเกือบ ๓ ปีแล้ว รัฐบาลก็นิ่งเฉยกับเรื่องนี้ มีนักกฎหมายระดับหัวกะทิของเมืองไทยหลายคนทำนายไว้ว่า รัฐบาลอาจสะดุดขาตนเองล้มเพราะฝ่าฝืนกฎหมายรัฐธรรมนูญ เพราะมองข้ามประเด็นเล็ก ๆ เหล่านี้ อย่าลืมว่า ปลาใหญ่มักตายน้ำตื้น ไม่ว่า อดีตนายกฯทักษิณ,นายกฯสมัครฯ นายกฯสมชาย ล้วนตายน้ำตื้นทั้งสิ้น หากข้าราชการส่วนท้องถิ่นพร้อมใจกันเข้าชื่อยื่นหนังสือขอให้วุฒิสภา หรือผู้ตรวจการแผ่นดิน เสนอเรื่องให้ศาลรัฐธรรมนูญตีความว่า รัฐบาลกระทำผิดรัฐธรรมนูญหรือไม่ เมื่อพ้นเดือนกุมภาพันธ์ไปแล้ว กฎหมายนี้ยังไม่คลอด หรือทำท่าว่าจะไม่รอด อาจได้เห็นคณะรัฐมนตรีตกเก้าอี้กันเป็นทิวแถวแน่ ๆ ผมก็ไม่อยากเห็นภาพนั้นออกมาครับ แต่หากรัฐบาลไม่จริงใจกับพวกเราชาวท้องถิ่น มองปัญหาของพวกเราเป็นเรื่องเล็ก ๆ น้อย ๆ เป็นกระจิบกระจ๊อยสำหรับคนตัวโตอย่างรัฐมนตรี สักวันหนึ่งคนตัวเล็ก ๆ อย่างพวกเราก็อาจทำเรื่องใหญ่ได้เช่นเดียวกันครับ...(ขออภัยหากเรื่องนี้ไม่ค่อยสบอารมณ์ของพวกเรา แต่ก็อยากฝากเตือนให้กับคนใหญ่คนโตได้รับฟังคนเล็ก ๆ บ้าง)
สำหรับวันนี้ คงพูดคุยกับพวกเราเพียงแค่นี้ก่อนครับ ต้องเตรียมตัวลงไปพบปะพวกเราส่วนหนึ่งที่เห็นความสำคัญของ "สิทธิประโยชน์ สวัสดิการ และความก้าวหน้า" ของตนเองแม้เป็นเรื่องเล็กของคนอื่นแต่เป็นเรื่องใหญ่สำหรับตน ก็คือ พวกเรานี้แหละ ได้ไปฟังวิทยากรที่เชี่ยวชาญที่มีความตั้งใจมาอธิบายให้พวกเราได้ฟังอย่างรอบด้าน ครบทุกเรื่องเพื่อนำไปสู่การปฏิบัติที่ถูกต้อง ที่เขาใหญ่ จังหวัดนครราชสีมาครับ วันนี้ลาไปก่อนครับ สำหรับเพื่อน ๆ ที่ไปโคราชเจอหน้าอย่าลืมทักกันบ้างครับ มีเรื่องราวอะไรที่หนักอกหนักใจก็มาเล่าสู่กันฟังอย่างน้อยก็ยังมีเพื่อนที่คอยรับฟังครับ สวัสดีครับ.
พิพัฒน์ วรสิทธิดำรง
phiphatw@hotmail.com
http://phiphatw.hi5.com
http://twitter.com/phiphatw
๑๘ มกราคม ๒๕๕๓