สวัสดีครับเพื่อนข้าราชการส่วนท้องถิ่นทุกท่าน ..... สัปดาห์นี้อากาศเริ่มร้อนขึ้น นั่นหมายถึง ความแห้งแล้งย่างกรายเข้าสู่ชนบท โดยเฉพาะปัญหาภัยแล้งที่พวกเราชาวท้องถิ่นต้องเผชิญทุก ๆ ปี ยิ่งนานปีเข้า ปัญหานี้ยิ่งทวีความรุนแรงมากขึ้น ปีนี้ น้ำค่อนข้างน้อย เขื่อนแก่งต่าง ๆ น้ำลดน้อยลงกว่าหลายปีที่ผ่านมา อย่างเช่นที่อำเภอดอยเต่าที่ผมปฏิบัติหน้าที่อยู่ ปีนี้ทะเลสาบดอยเต่าน้ำลดลงเร็วกว่าปีก่อน ๆ ในพื้นที่ไม่มีน้ำแล้วครับ หลายท่านที่อยากมาเที่ยวชมแพ ทานปลาที่ทะเลสาบดอยเต่า ต้องมาใหม่ปลายปีประมาณเดือนตุลาคมโน้นครับ ช่วงนี้มาก็เจอแต่หญ้าครับ และเช่นกันช่วงนี้ไฟป่าก็ทยอยเกิดขึ้นเป็นแห่ง ๆ เกิดขึ้นทุกวี่ทุกวัน บางวัน เกิดเช้า-กลางวัน-บ่าย ยังไม่พอ ต่อกลางคืนอีก ไม่รู้ใครขยันจุดไฟอยู่ได้ครับ ทำให้ช่วงนี้อากาศที่ภาคเหนือค่อนข้างมีปัญหาเกี่ยวกับควันไฟ พิษหมอกควันเกิดทุกปี อดีตอาจไม่รุนแรงเท่าไหร่ ปัจจุบันเชียงใหม่-เชียงราย-ลำพูน-ลำปาง-แม่ฮ่องสอน ล้วนเจอปัญหานี้ถ้วนหน้า ผมเชื่อว่าหลายจังหวัดก็คงเจอปัญหานี้คล้าย ๆ กัน มองไปที่การเมืองระดับชาติ ก็รู้สึกเหนื่อยแทน ฯพณฯ นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ นายกรัฐมนตรีที่ต้องแบกรับภาระอันหนักอึ้ง ยึดก็ชุมนุม ไม่ยึดก็ชุมนุม ไหนปัญหาภายในพรรค ปัญหาภายในรัฐบาล ปัญหาในสภาฯ ปัญหาสีเสื้อ ปัญหาระหว่างประเทศ ยุ่งไปหมด หากพวกเราเหนื่อยกับการทำงาน ก็ลองนึกถึงหน้า ฯพณฯ นายกรัฐมนตรีก็น่าจะดีครับ เพราะเราคงเหนื่อยน้อยกว่าท่านเยอะ พวกเรายังมีเวลาพักผ่อน นอนก็หลับ ฝันก็ดี แต่สำหรับผู้นำประเทศยุคนี้แล้ว ใครมาเป็นก็ต้องเหนื่อยครับ พวกเราข้าราชการตัวเล็ก ๆ แม้ ฯพณฯ ไม่เคยเห็นความสำคัญกับพวกเรา แต่พวกเราก็พร้อมเอาใจช่วยครับ ไม่งั้น กฎหมายบริหารงานบุคคลของพวกเราคงจะแท้งก่อนคลอดอีกครั้งครับ (ท้องมาเกือบ ๓ ปีแล้วยังไม่ยอมคลอดซะที)
 |
 |
 |
| อ.ธงชัย ศรีงิ้วราย นักวิเคราะห์นโยบายและแผน สำนักกองคลัง กรมส่งเสริมฯ ให้เกียรติเป็นวิทยากรบรรยายการฝึกอบรม สิทธิประโยชน์และสวัสดิการข้าราชการส่วนท้องถิ่นฯ |
เมื่อ ๑๙ - ๒๑ กุมภาพันธ์ ๒๕๕๓ ที่ผ่านมา มีโอกาสได้ไปพบปะเพื่อน ๆ ข้าราชการส่วนท้องถิ่นที่จังหวัดนครศรีธรรมราช ในการจัดโครงการฝึกอบรมหลักสูตร สิทธิประโยชน์ สวัสดิการ และความก้าวหน้าของข้าราชการส่วนท้องถิ่น รุ่นที่ ๓ มีเพื่อน ๆ จาก ๑๔ จังหวัดภาคใต้เข้าร่วมจำนวน ๔๘๐ กว่าคน โดยเฉพาะเพื่อน ๆ ข้าราชการส่วนท้องถิ่นจากจังหวัดนครศรีธรรมราชเข้าร่วมถึง ๒๙๗ คน งานนี้ต้องยกนิ้วให้ ท่านปลัดสุรศักดิ์ วงษ์อำไพวรรณ ปลัดอบต.เสาเภา อ.สิชล ที่เป็นหัวเรือใหญ่ได้ตระเวนออกไปพบปะผู้หลักผู้ใหญ่ในจังหวัดให้ทราบถึงที่มาที่ไปของการจัดงานและวัตถุประสงค์ของสมาพันธ์ฯ ทำให้ผู้ใหญ่ตั้งแต่ผู้ว่าราชการจังหวัด รองผู้ว่าราชการจังหวัด และท้องถิ่นจังหวัด เข้าใจถึงเจตนาของพวกเราจึงสนับสนุนโครงการนี้ มีหนังสือแจ้งเวียนไปยังทุกท้องถิ่นในจังหวัด อีกทั้งท่านปลัดฯยังตระเวนนำเอกสารของสมาพันธ์ฯไปชี้แจงเพื่อน ๆ ในจังหวัดครบเกือบทุกอบต. แถมยังเป็นไกด์พาผมไปทัศนศึกษายังแหล่งท่องเที่ยวของจังหวัดนครศรีธรรมราชทั้งที่ท่านก็ไม่ค่อยสบายและไม่ค่อยมีเวลา ไม่ว่าจะเป็น พระบรมธาตุนครศรีธรรมราช ศาลหลักเมือง ชายหาดขนอม (โรงไฟฟ้าขนอม) น้ำตก และดูแลหลายอย่างตลอดเวลาที่อยู่เมืองนครฯ ก็ขอขอบคุณไว้ ณ ที่นี้อีกครั้งครับ รวมทั้งต้องขอบคุณท่านปลัดบดินทร์ ลอแมง ปลัดอบต.ลำภู นราธิวาส ,ปลัดสุรเดช สุทธิรักษ์ ปลัดอบต.บางงอน สุราษฎร์ธานี ปลัดสุเทพ หนูรอด ปลัดอบต.โมคลาน-นครศรีธรรมราช ที่ช่วยเหลืองานนี้สำเร็จลุล่วงไปด้วยดี สำหรับเพื่อน ๆ ที่สมัครเป็นสมาชิกสมาพันธ์ฯในระหว่างการฝึกอบรม ทางสมาพันธ์ฯจะทยอยนำชื่อขึ้นเว็บให้ และสำหรับท่านที่ยังไม่ได้รับเสื้อ-เอกสาร ขณะนี้ได้ทยอยไปให้แล้ว คงได้รับภายในสัปดาห์หน้าครับ (สำหรับเพื่อน ๆ ที่เข้าอบรมรุ่นที่ ๒ ที่โคราช วุฒิบัตรทยอยส่งให้สัปดาห์นี้ คาดว่าสัปดาห์หน้าจะได้รับครับ)
 |
 |
 |
| บรรยากาศผู้เข้าอบรมหลักสูตร สิทธิประโยชน์ สวัสดิการ และความก้าวหน้าของข้าราชการส่วนท้องถิ่น รุ่นที่ ๓ จังหวัดนครศรีธรรมราช |
เมื่อวันที่ ๑๕ กุมภาพันธ์ ๒๕๕๓ เวลาประมาณ ๒๒.๐๐ น. ที่ผ่านมา เกิดข่าวสลดใจขึ้นกับเพื่อนข้าราชการส่วนท้องถิ่นอีกครั้ง อันสืบเนื่องจากการปฏิบัติหน้าที่ของคนที่ทำงานอย่างตรงไปตรงมา หลายท่านคงได้รับทราบข่าวจากทางหน้าหนังสือพิมพ์หลายฉบับ ทางสำนักข่าวไทย ทางอินเตอร์เน็ต และทางสถานีโทรทัศน์หลายช่องที่นำเสนอข่าวนี้ สำหรับท่านที่ยังไม่ทราบข่าวนี้ ก็ขอนำการเสนอข่าวของหนังสือพิมพ์ไทยรัฐออนไลน์ (ฉบับวันที่ ๑๕ ก.พ.) มานำเสนอให้พวกเราได้รับทราบอีกครั้ง....
"รุมตื้บปลัดเทศบาล แม่ริม การเมืองท้องถิ่นแรง"
2ชายชุดดำ รุมกระทืบ ปลัดเทศบาลแม่ริม เชียงใหม่ เจ้าทุกข์ อ้างรู้เป็นฝีมือใคร ปักใจเชื่อเป็นปัญหาการเมืองท้องถิ่น ตำรวจเร่งสอบสวนหาตัวคนร้ายมาดำนินคดีต่อไป
เมื่อเวลา 21.00 น.วันที่ 15 ก.พ. พ.ต.ท.วิทยา วิญญายอง สารวัตรเวร สภ.ภูพิงคราชนิเวศน์ อ.เมืองเชียงใหม่ ได้รับแจ้งเหตุมีคนถูกชายฉกรรจ์ 2 คนรุมทำร้ายได้รับบาดเจ็บเหตุเกิดที่ลานจอดรถของร้านอาหารสิบสองปันนา ถนนเลียบคลองชลประทาน ต.สุเทพ อ.เมืองเชียงใหม่ ถูกนำตัวส่งรักษาที่โรงพยาบาลเชียงใหม่ราม 1 จึงเดินทางไป ตรวจสอบพบนายนพดล รัฐศุภางค์ อายุ 52 ปี อยู่บ้านเลขที่ 690 หมู่ 1 ต.ริมใต้ อ.แม่ริม จ.เชียงใหม่ ปลัดเทศบาลตำบลแม่ริม อ.แม่ริม จ.เชียงใหม่ มีแผลที่ศีรษะแตกเป็นแผลยาว แพทย์ทำการ เย็บแผลให้ถึง 15 เข็ม
จากการสอบสวนนายนพดล ทราบว่าก่อนเกิดเหตุเวลาประมาณ 18.30 น. วันที่ 15 ก.พ. ได้ไปร่วมงานเลี้ยงที่ ห้องอาหารสิบสองปันนา เทศบาลตำบลแม่ริม จัดงานเลี้ยงต้อนรับคณะเทศบาลตำบลเมืองลพบุรี กระทั่งเวลา 19.00 น. ได้เดินออกมาที่ลานจอดรถของลานอาหารเพื่อมาเอารถกลับบ้าน มีชาย 2 คน แต่งกายด้วยชุดดำ อายุประมาณ 30 ปีลงมาจากรถยนต์เก๋งสีฟ้า ไม่ทราบยี่ห้อ เดินตรงมาหาตนและกล่าวว่า "สวัสดีครับพี่" จากนั้นทั้งสองคนก็ใช้กำปั้นที่ ใส่สลับมือไว้ต่อยเข้าที่ศีรษะตนและใบหน้า ตามลำตัวและรุมกระทืบซ้ำ กระทั่งมีคนมาพบจึงร้องขอความช่วยเหลือ ชายคนร้ายทั้งสองคนหลบหนีไป
สำหรับสาเหตุนายนพดลเชื่อว่าเป็นเรื่องการเมืองเท่านั้น เนื่องจากไม่เคยมีปัญหาอื่น โดยเฉพาะการทำงานแบบตรงไปตรงมา อาจสร้างความไม่พอใจให้กับกลุ่มผู้เสียผลประโยชน์ ส่งคนมาเตือนว่าจะถูกทำร้ายร่ายกายเป็นสั่งสอนแต่ตนก็ไม่กลัวเพราะถือว่าทำงานทุกอย่างตามหน้าที่จึงไม่คิดจะระวังตัว
"เชื่อว่าเป็นไปได้สูงจากการขัดผลประโยชน์ทางด้านการเมือง ทราบดีว่าเป็นฝีมือของใครแต่คงไม่ซัดทอดใครในตอนนี้"นายนพดลกล่าว
ด้าน พ.ต.ท.วิทยา วิญญายอง สารวัตรเวรเจ้าของคดีกล่าวว่า ขณะนี้ ตำรวจได้เร่งสอบพยานที่เห็นเหตุการณ์ในที่เกิดเหตุเพื่อหาเบาะแสกลุ่มคนร้ายที่ก่อเหตุมาดำเนินคดีตามกฎหมายต่อไป
 |
| นายนพดล รัฐศุภางค์ ปลัดเทศบาลตำบลแม่ริม เข้าแจ้งความกับเจ้าหน้าที่ตำรวจ สภ.ภูพิงค์ฯ |
เรื่องนี้คงไม่ต้องบอกว่าเป็นฝีมือใคร อ่านข่าวข้างต้นทุกคนที่อยู่แวดวงท้องถิ่นก็คงทราบดีว่าใครครับ นั่นเป็นเพียงหนึ่งตัวอย่างเท่านั้นที่ความขัดแย้งระหว่างข้าราชการส่วนท้องถิ่นกับนักการเมือง หรือระหว่างปลัดองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น กับนายกองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น เกิดขึ้นบ่อยมาก ไม่ว่าก่อนหน้านี้ที่เราทราบกัน อย่างที่ชัดเจนก็ที่องค์การบริหารส่วนจังหวัดปทุมธานี ปลัดอบจ.ถูกลอบยิงปางตาย จังหวัดนครสวรรค์ปลัดอบจ.ขอไปดูแลบ้านพักคนชรา จังหวัดนครพนมปลัดอบจ.ก็ไปช่วยราชการที่เทศบาลเมือง ปลัดอบต.และปลัดเทศบาลหลายแห่งทุกภาคของประเทศ ถูกคำสั่งให้ไปช่วยราชการหรือไปประจำที่จังหวัดบ้าง อำเภอบ้าง อบต.หรือเทศบาลข้างเคียงบ้าง เยอะแยะไปหมดครับ กรณีของท่านปลัดนพดล ท่านเป็นคนทำงานตรงไปตรงมา บุคลิกไม่ยอมก้มหัวให้คนโกงกิน ไม่สวามิภักดิ์กับคนชั่ว ไม่เกรงกลัวอิทธิพล เป็นคนทำงานเพื่อนส่วนรวมมาตลอด อดีตก็เป็นหนึ่งใน ก.ท.จ.เชียงใหม่ ปัจจุบันยังเป็นกรรมาธิการบริหารสมาคมสันนิบาตเทศบาลแห่งประเทศไทย (ส.ส.ท.) เป็นอาจารย์พิเศษมหาวิทยาลัยราชภัฎเชียงใหม่ เป็นคอลัมนิตส์หนังสือพิมพ์หลายฉบับ คนลักษณะนี้มีไม่มากครับ ข้าราชการส่วนใหญ่ไม่กล้าชนกับนักการเมือง ไม่กล้าแสดงออก ไม่กล้าตอบโต้ แต่ก็คงว่าให้พวกเราไม่ได้ครับ เพราะระบบการเมืองการปกครองบ้านเราก็คงเห็น ๆ กันอยู่ครับ นักการเมืองถูกเสมอ เมื่อใดมีการโกงหรือมีการจับทุจริตได้ คนที่ถูกสังคมตั้งข้อรังเกียจหนีไม่พ้นพวกเรา "ข้าราชการ" ครับ ฝ่ายการเมืองอย่างมากก็ลาออก ไปพักร้อนชั่วครั้งชั่วคราว เรื่องเงียบเมื่อไหร่ก็กลับมาได้ แต่สำหรับพวกเราข้าราชการ หากถูกวินัยร้ายแรง "ไล่ออก" หรือ "ปลดออก" ก็เสมือนหมดสิ้นหนทางทำมาหากิน สิ้นอาชีพครับ เพราะร้อยละ ๙๙ ของข้าราชการทำงานราชการเป็นอาชีพหลัก ไม่มีอาชีพสำรองเหมือนนักการเมืองครับ พวกเราหากไม่มีสมบัติตระกูล ไม่มีพ่อ-แม่ที่ร่ำรวยหาไว้ให้เป็นมรดกตกทอด ก็เสมือนคนตกงานเตะฝุ่นทั่ว ๆ ไปครับ หากไม่มีเหตุพิเศษจริง ๆ ก็ไม่มีวันได้ล้างมลทินกลับมาทำงานได้ ซึ่งกฎหมายล้างมลทิน ก็ใช่ว่าจะมีขึ้นบ่อยนัก สิบปี ยี่สิบปีถึงจะมีสักครั้งหนึ่ง หลายคนก็ตรอมใจตายไปเรียบร้อยแล้วก็มีเยอะแยะไปครับ
ปัญหาข้อขัดแย้งระหว่างฝ่ายการเมืองกับฝ่ายข้าราชการประจำนั้น นับวันจะทวีความรุนแรงยิ่งขึ้น ในอดีตเราจะเห็นความขัดแย้งระหว่างฝ่ายการเมืองด้วยกันเองจาก ฝ่ายบริหารกับฝ่ายสภาฯ เนื่องเพราะมีการเลือกตั้งผู้บริหารโดยอ้อม นายกอปท.มาจากการเลือกของสภาฯ บ่อยครั้งที่สภาฯใช้กลไกของสภาฯคว่ำร่างข้อบัญญัติงบประมาณ หรืออภิปรายไม่ไว้วางใจนายกอปท. ทำให้มีข่าวการกราดยิงกันในสภาฯบ้าง ดักฆ่ากันระหว่างทางบ้าง อุ้มฆ่าบ้าง แต่พอมีการแก้ไขกฎหมายให้ผู้บริหารท้องถิ่นมาจากการเลือกตั้งโดยตรงของประชาชน (ทั้ง ๆ ที่เมืองไทยเรายังไม่พร้อม) สถานการณ์ก็เลยพลิกกลับ ฝ่ายบริหารกับฝ่ายสภาฯต้องกันจับมือกัน ฝ่ายสภาฯต้องงอนง้อฝ่ายบริหาร เพราะไม่งั้นงบประมาณจะไม่ได้ลงพื้นที่ (อบต.) สำหรับเทศบาลยิ่งไปใหญ่ เพราะฝ่ายบริหารกับฝ่ายสภาฯมาจากกลุ่มเดียวกัน ไม่ว่า ฝ่ายสภาฯจะมีสมาชิกสภาฯ ๑๒ คน ๑๘ คน หรือ ๒๔ คน ก็ไม่ได้มีผลอะไรกับการตัดสินใจของฝ่ายบริหาร มีมากมีน้อยก็ต้องเชื่อฟังผู้บริหารเพียงคนเดียว ผู้บริหารพูดอะไรออกไป ก็เสมือนคำพูดของคนทั้งสภาฯ เสมือนเป็นฮั้วกันตั้งแต่แรก แม้กฎหมายจะเขียนไว้อย่างสวยหรูว่า ฝ่ายสภาฯมีหน้าที่ตรวจสอบฝ่ายบริหาร ควบคุมฝ่ายบริหารให้ปฏิบัติหน้าที่อย่างถูกต้องตามกฎหมาย ระเบียบ ที่ให้อำนาจไว้ ผมอยู่ท้องถิ่นมา ๑๓ ปีแล้ว ยังไม่เคยเห็นฝ่ายสภาฯ ตรวจสอบหรือควบคุมฝ่ายบริหารได้แม้แต่ครั้งเดียว พอเปลี่ยนระบบความขัดแย้งที่ฝ่ายบริหารกับฝ่ายสภาฯเคยมี ก็ค่อย ๆ สลายไป (แก้ไขปัญหาได้ตามที่นักวิชาเกินหลายคนต้องการ) แต่คู่ความขัดแย้งกลับเปลี่ยนมาเป็นฝ่ายบริหารกับฝ่ายข้าราชการประจำแทน โดยเฉพาะนายกอปท.กับปลัดอปท. นายกอปท.มักมองปลัดอปท.ว่าเป็นตัวถ่วงความเจริญ เป็นก้างขวางคอ เป็นขัดขวางผลประโยชน์ ฯลฯ สำหรับ ปลัดอปท.ก็มักมองนายกอปท.ว่า เป็นพวกบ้าอำนาจ ไร้คุณธรรม ไม่มีหลักบริหาร ฯลฯ สุดท้ายก็ขัดแย้งกันตั้งแต่อาการเบา ๆ แค่ทะเลาะให้เด็ก ๆ ในสำนักงานฯ "มืนงง" จนกระทั่งไปถึงการลอบฆ่า ลอบทำร้าย อย่างที่เราเห็น ๆ กันทางหน้าหนังสือพิมพ์ ไม่เว้นในพื้นที่ ๓ จังหวัดชายแดนใต้ที่ใช้สถานการณ์ความไม่สงบมาเป็นฉากบังหน้า ข้อขัดแย้งเหล่านี้ หน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ไม่ว่าจะเป็น ผู้หลักผู้ใหญ่ในกระทรวงมหาดไทย กรมส่งเสริมการปกครองท้องถิ่น นักวิชาการ สื่อมวลชน ฯลฯ ล้วนรู้เห็น รับทราบ แต่ไม่ได้มีจิตอาสาเข้ามาแก้ไขปัญหาอย่างจริงจัง โดยเฉพาะสาเหตุแห่งปัญหาที่เกิดขึ้น ทุกฝ่ายรู้ ทุกฝ่ายเข้าใจ แต่ทุกฝ่ายกลับไม่เร่งแก้ไข การที่กฎหมายให้อำนาจผู้บริหารสุดโต่งเกินพอดี ไม่มีใครถ่วงดุลได้ มีนายอำเภอ มีผู้ว่าฯ ก็เสมือนไม่มี พอที่จะช่วยเหลือข้าราชการส่วนท้องถิ่นได้เลย แม้มีนายอำเภอหลายคนเห็นใจข้าราชการส่วนท้องถิ่น สอบสวนผู้บริหารเสนอผู้ว่าฯ ให้ปลดผู้บริหารท้องถิ่น ท้ายที่สุดก็ไม่มีอะไรในกอไผ่ นายอำเภอหลายคนจึงเบื่อหน่ายไม่ส่งเรื่องอีก ผลสะท้อนกลับก็ต้องตกอยู่กับข้าราชการส่วนท้องถิ่นอยู่นั่นเอง ปลัดอปท.คือ หัวหน้าข้าราชการฝ่ายประจำ มีหน้าที่ช่วยเหลือแนะนำผู้บริหารและผู้ใต้บังคับบัญชาให้ปฏิบัติหน้าที่อย่างถูกต้องตามระเบียบกฎหมาย ตามระเบียบแบบแผนประเพณีปฏิบัติทางราชการ แต่ก็กลับถูกมองว่า "เจ้าระเบียบ" "เจ้าหลักการ" สำหรับผู้บริหารมีหน้าที่ทำนโยบายที่เสนอต่อประชาชนผลักดันให้เป็นจริง หากผู้บริหารที่ดีก็จะปรึกษหารือกับปลัดอปท. เพื่อหาแนวทางการปฏิบัติที่ถูกต้อง และสำเร็จตามวัตถุประสงค์และเป้าหมายตามนโยบาย แต่ก็มีผู้บริหารที่ถือดี เอาตนเป็นใหญ่ ไม่ยอมรับฟังใคร ก็จะทึกทักเอาเองโดยไม่สนใจระเบียบ-กฎหมายว่า กำหนดไว้อย่างไร เรื่องเหล่านี้ ทุกฝ่ายรู้ดี โดยเฉพาะกรมส่งเสริมการปกครองท้องถิ่น รู้อยู่เต็มอกว่าปัญหาคืออะไร และหากจะแก้ไขปัญหาจะต้องทำอย่างไร เพียงแต่ขาดคนจริงใจเท่านั้นเอง ไม่มีใครอยากเอากระดูกมาแขวนคอตน ในขณะที่เนื้อไม่กิน หนังไม่ได้รองนั่ง ไฉนจะนำกระดูกมาแขวนคอให้หนักและเจ็บตัวฟรี ๆ เพราะการแก้ไขปัญหาง่ายนิดเดียว เพียงแก้ไขระเบียบกระทรวงมหาดไทย ทุกฉบับ ให้ผู้บริหารต้องรับผิดชอบทางการเมือง โดยต้องพ้นจากตำแหน่งและรับผิดชอบทางอาญา พร้อมชดใช้ทางแพ่ง หากข้าราชการในบังคับบัญชากระทำผิดวินัยหรือทุจริตต่อหน้าที่ราชการ เพียงเขียนไว้เท่านี้ รับรองว่า ผู้บริหารอปท.ทุกคนต้องกรวดขัน ขยันดูแลให้ข้าราชการส่วนท้องถิ่นปฏิบัติให้เป็นไปตามระเบียบกฎหมายอย่างแน่นอน แต่นี่กระทรวงมหาดไทยกลับเขียนระเบียบ ให้อำนาจล้นฟ้าแก่ผู้บริหารท้องถิ่น ให้มีความชอบธรรมในการสั่งในการใช้อำนาจ แต่ให้ข้าราชการต้องรับผิดทุกกรณีที่เกิดปัญหา ไม่ว่าเรื่องนั้น ผู้บริหารจะสั่งโดยไม่ชอบก็ตาม การเขียนระเบียบหรือกฎหมายเช่นนี้ พวกเรามักจะกล่าวหากระทรวงมหาดไทยเสมอ ๆ ว่า "แบ่งแยก แล้วปกครอง" คือ ให้พวกท้องถิ่นแตกคอกัน ทำให้ง่ายต่อการปกครองดูแล เพราะผู้บริหารทะเลาะกับข้าราชการก็ต้องวิ่งไปพึ่งคนของมหาดไทย ข้าราชการส่วนท้องถิ่นมีความขัดแย้งกับผู้บริหาร ก็ต้องวิ่งไปหาคนมหาดไทย คนมหาดไทยจึงเป็นพระเอก-นางเอกอยู่ตลอดเวลาไม่มีวันตาย...และนี่เป็นเหตุผลหนึ่งที่ผมพยายามเน้นย้ำว่า "ทำไมพวกเราข้าราชการส่วนท้องถิ่น จึงดิ้นรนไปหาน้ำใหม่ อย่างสำนักนายกรัฐมนตรี" เพียงเพราะหวังว่า คนสำนักนายกรัฐมนตรีจะไม่มีแนวคิด "แบ่งแยก แล้วปกครอง" เหมือนเช่นคนมหาดไทย....
 |
 |
 |
 |
| ป.สมศักดิ์ สุทธิรักษ์ อบต.ต้นยวน จ.สุราษฎร์ธานี |
วัดพระมหาธาตุนครศรีธรรมราช |
บ้านวงษ์อำไพวรรณ |
สุดท้ายฝากเพื่อน ๆ ข้าราชการส่วนท้องถิ่นว่า พวกเราต้องหันหน้าเข้าหากันครับ อย่ามาทะเลาะกันเรื่องผลประโยชน์เล็ก ๆ น้อย ๆ เลยครับ อย่าทะเลาะกันเหมือนสีเสื้อที่ทะเลาะกันไม่แล้วเสร็จเลยครับ อย่าคิดว่าคนอื่นชั่วหมดหากคิดไม่เหมือนตนเองเลยครับ ผมไม่เคยโทษชาวบ้านในพื้นที่ ทุกพื้นที่ที่ผมไปฏิบัติหน้าที่เลยครับ ผมโทษคนที่นั่งอยู่ในห้องแอร์เย็น จิบชา-กาแฟ คิดอะไรแผลง ๆ ไปวัน ๆ วันดีคืนดีเขียนอะไรมาบังคับพวกเราเป็นระยะ ๆ นอกจากแก้ไขปัญหาเดิมไม่ได้ ยังสร้างปัญหาเพิ่มขึ้นอีก ดังนั้น พวกเราเป็นคนทำงาน เป็นคนรู้ปัญหา พวกเราต้องเป็นคนร่างกฎหมาย-ระเบียบเพื่อเป็นกฎกติกาสำหรับพวกเรากันเอง ไม่ใช่ให้คนเขียนที่ไม่ได้ใช้เขียนให้ แต่คนใช้กับไม่ได้เขียน เสมือนคำเปรียบเปรยสำหรับโลงสำหรับคนตายที่ว่า "คนทำไม่ได้ใช้ คนใช้ไม่ได้ทำ" ถึงเวลาหรือยังที่พวกเราต้องทำเองและใช้เอง ร่างพระราชบัญญัติระเบียบข้าราชการส่วนท้องถิ่น ท้องมาร่วม ๓ ปีแล้ว ยังไม่ได้คลอดซะที ไม่รู้ว่าจะแท้งอีกรอบหรือไม่ วันนี้ สมาพันธ์ปลัดอบต.แห่งประเทศไทย สมาคมข้าราชการองค์การบริหารส่วนจังหวัด สมาคมข้าราชการส่วนตำบลและเทศบาล สมาคมพนักงานเทศบาลแห่งประเทศไทย และสมาพันธ์ข้าราชการและลูกจ้างท้องถิ่นไทย รวมทั้งสมาคม ชมรม กลุ่ม ต่าง ๆ ที่พวกเราข้าราชการส่วนท้องถิ่นอันหมายรวมถึง ลูกจ้างประจำ และพนักงานตามภารกิจ พนักงานจ้างทั่วไป ต้องร่วมแรงร่วมใจกันเร่งผลักดันให้คลอดออกมาให้ได้แทนกฎหมายฉบับเดิมที่เหม็นจนพวกเราทนไม่ไหวอยู่แล้ว เพราะสะสมปัญหาไว้มากมาย ไม่สามารถแก้ไขปัญหาในสถานการณ์ที่เปลี่ยนแปลงไปในปัจจุบันซึ่งนับวันซับซ้อนและรุนแรงขึ้นทุกวัน หากงานนี้รวมมือกันได้ เชื่อว่าความฝันของใครหลายคนที่จะตั้งเป็นสหภาพข้าราชการส่วนท้องถิ่นนั้น ไม่ไกลเกินเอื้อมครับ แต่หากยังทะเลาะกันอยู่ ต่างคนต่างเดิม ขัดแข้งขัดขากันอยู่อย่างนี้ ไม่ต้องไปหวังสหภาพฯเลยครับ แค่ร่างกฎหมายนี้ก็คงผ่านยากครับ วันนี้ลาไปก่อนครับ สวัสดีครับ.
พิพัฒน์ วรสิทธิดำรง
phiphatw@hotmail.com
๒๕ กุมภาพันธ์ ๒๕๕๓